ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 503 หยั่งเชิง
บทที่ 503 หยั่งเชิง
“ท่านแม่ ท่านว่าแปลกไหมเจ้าคะ?”
หลี่ซื่อเล่าพลางคอยสังเกตสีหน้าของเย่อวี๋หราน
นางไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้โดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ นี่เป็นภารกิจที่จูซื่อมอบหมายให้นาง ให้นางลองหยั่งเชิงว่าแม่สามีคิดอย่างไร
กล่าวตามตรง ตอนที่นางได้ยินจูซื่อบอกให้นางมาหยั่งเชิงแม่สามี นางยังอดประหลาดใจไม่ได้
“ข้าจะไปถามเรื่องนี้กับท่านแม่ทำไม? เดี๋ยวก่อน…ข้างนอกคงไม่ได้ลือกันหรอกนะ? นี่หมายความว่าอย่างไร บ้านพวกเรามีเด็กสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือนหลายคนเลยนะ”
หลี่ซื่อความรู้สึกไวยิ่งนัก ไม่ทันไรก็นึกเชื่อมโยงถึงหลินซานเม่ย หลินซื่อเม่ย และจูปาเม่ยได้แล้ว
แน่นอนว่าผู้ที่นางคิดถึงเป็นคนแรกคือหลินซานเม่ย เพราะอีกฝ่ายอายุสิบสองสิบสามปีแล้ว ปีหน้าหรือปีถัดไปก็ถึงวัยที่ดูตัวได้แล้ว
ส่วนอีกสองคนอายุยังน้อย คงต้องรอหลังจากนั้น อย่างไรก็ต้องว่ากันตามลำดับ
จูซื่อย่อมไม่ปิดบังภรรยาตัวเองเรื่องจูปาเม่ยอยู่แล้ว เขายังให้หลี่ซื่อคอยจับตามองเอาไว้ ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเป็นอันขาด
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้ชาย ต้องออกไปทำงานข้างนอกกับจูอู่ ไม่อาจคอยเฝ้าอยู่ได้ทุกวัน
ส่วนว่าเพราะเหตุใดจึงไม่มอบหมายเรื่องนี้ให้หลินซื่อไปจัดการ เขากับจูอู่ได้ปรึกษากันแล้ว ข้อแรกคือหลี่ซื่อสามารถเอ่ยถึงเรื่องนี้กับเย่อวี๋หราน ทั้งยังไม่ทำให้คนรู้สึกแปลกใจ อีกข้อคือหลี่ซื่อฉลาดกว่าหลินซื่อ รู้ว่าเรื่องใดสำคัญ
พวกเขาไม่อยากให้เรื่องนี้ทำลายชื่อเสียงของจูปาเม่ยและส่งผลกระทบต่อนางไปชั่วชีวิต
เมื่อหลี่ซื่อได้ยินว่าเป็นเรื่องราวใดแล้วก็มีสีหน้าตกใจ “ไม่หรอกมั้ง?!”
“ชู่ว…” จูซื่อบอกให้นางเบาเสียง “ตอนนี้มีแค่เจ้า ข้า และน้องห้าที่รู้เรื่องนี้ เจ้าอย่าเผลอพูดออกไปเชียว”
หลี่ซื่อตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ จึงพยักหน้ารับ “ข้าเข้าใจ เจ้าวางใจได้ ข้าจะคอยจับตามองให้”
ยามอยู่ต่อหน้าสามีรับคำเป็นมั่นเหมาะ แต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้าเย่อวี๋หรานจริง ๆ หลี่ซื่อกลับรู้สึกประหม่าขึ้นมา
นางไม่คิดว่าตนเองจะสามารถปิดบังแม่สามีได้
เย่อวี๋หรานเงยหน้าขึ้นมองมาดังคาด
“ท่านแม่ ทำไมท่านมองข้าแบบนี้ล่ะเจ้าคะ?” หลี่ซื่อกระสับกระส่าย
“พูดมาเถอะ เจ้าไปได้ยินอะไรมาอีกแล้ว”
“ก็ ก็มีแค่เรื่องนี้…”
เย่อวี๋หรานเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของหลี่ซื่อแล้วก็รู้สึกว่าน่าขำ “เอาล่ะ บอกมาตามตรงเถอะ เจ้าพูดขึ้นมาแล้วยังจะมาอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่ทำไม?”
“ข้ากลัวว่าท่านแม่จะอารมณ์ไม่ดี พอได้ยินแล้วก็โมโหเอานี่นา…” หลี่ซื่อยิ้มประจบ
แต่เห็นท่าทีแม่สามีไม่คล้ายว่าโกรธ จิตใจจึงค่อยผ่อนคลายลง นางยกเก้าอี้มานั่งลงข้าง ๆ แม่สามี
“มีอะไรให้โกรธกัน? นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนหมายตาเด็กสาวในเรือนเราเสียหน่อย พูดมาเถอะว่าข้างนอกลือกันว่าอย่างไรบ้าง”
สำหรับเรื่องนี้ เย่อวี๋หรานพอจะเดาออก
ในเรือนมีแม่นางน้อยหลายคน อีกไม่กี่ปีก็ถึงวัยดูตัวแล้ว จะมีคนหมายปองก็เป็นเรื่องธรรมดา
ช่วงวัยแรกแย้ม หนุ่มสาวคนไหนไม่คิดจะแต่งงานบ้าง?
ขอแค่ไม่เกินงาม นางจะปิดตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่งให้ก็ยังได้
“ที่จริงข้างนอกไม่ได้ลืออะไรกันเจ้าค่ะ บัณฑิตผู้นี้ทำอย่างลับ ๆ คิดว่าคงมีแค่คนในครอบครัวเราที่สังเกตเห็น” หลี่ซื่อกล่าว “แน่นอน พวกข้าอาจคิดมากเกินไป สถานการณ์เป็นอย่างไรกันแน่ก็ยังไม่กระจ่าง…”
เกริ่นปูทางเสร็จแล้ว หลี่ซื่อค่อยเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา
แต่กลับไม่ได้พูดว่าจูซื่อกับจูอู่จับได้คาหนังคาเขา เพียงเล่าว่าไปเห็นเข้าโดยบังเอิญ
ชายหนุ่มผู้หนึ่ง ทั้งยังเป็นบัณฑิต มาเตร็ดเตร่อยู่ใกล้ ๆ เรือนพวกตนทั้งที่ไม่มีธุระและไม่ได้มาซื้อของ หากไม่ใช่มาเพราะเด็กสาวในเรือนแล้วยังจะมาเพราะเหตุใดได้อีก?
“อืม ข้ารู้แล้ว เรื่องนี้เจ้าทำถูกแล้ว รู้สึกว่าไม่ปกติก็ควรจับตามองเอาไว้” เย่อวี๋หรานแสดงออกว่าเห็นด้วยกับการกระทำของหลี่ซื่อก่อนเป็นอันดับแรก
ทั้งยังชมไปอีกหลายประโยคว่าในฐานะที่เป็นพี่สะใภ้ นางทำได้ดีแล้ว คนเป็นพี่สะใภ้ก็สมควรดูแลเด็กสาวในบ้าน
เรื่องบางอย่างเด็กสาวไม่สะดวกจะออกหน้า ให้คนเป็นพี่สะใภ้ช่วยรับมือ เด็กสาวก็สามารถรักษาเกียรติเอาไว้ได้
แต่คำพูดของหลี่ซื่อก็ทำให้เย่อวี๋หรานตระหนักได้ว่า ถึงแม้นางจะคิดว่าดูแลเด็กสาวในเรือนสกุลจูอย่างแน่นหนาแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสที่พวกนางจะอยู่ตามลำพัง
ปรากฏว่าชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวนั้นกลับทำให้คนฉวยโอกาสได้
เห็นได้ชัดว่ามีคนคอยจับจ้องอยู่มากเพียงใด
“เจ้าสืบเรื่องบัณฑิตผู้นี้มาหรือยัง?”
เมื่อหลี่ซื่อเป็นคนรับหน้าลูกค้าที่มาซื้อของที่เรือน เย่อวี๋หรานจึงไม่ค่อยรู้เรื่องลูกค้าเท่าใดนัก
นางไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นเพียงความประทับใจระหว่างคนหนุ่มสาว ทุกคนล้วนเคยผ่านช่วงวัยนั้นมาก่อนแล้วทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงแต่อย่างใด
แต่ในฐานะที่เป็นผู้อาวุโสในบ้าน เรื่องที่ต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือกรอง ‘คนชั่ว’ ที่มาเข้าใกล้เด็ก ๆ ในครอบครัวออกไป
“มาจากต่างถิ่นเจ้าค่ะ ความเป็นมาไม่ค่อยชัดเจน”
“เช่นนี้เองหรอกหรือ…เรื่องแบบนี้ เจ้าอย่าเพิ่งบอกทุกคน ว่าง ๆ ก็อยู่กับพวกเด็กสาวในเรือนให้มาก ข้าจะให้คนไปสืบข่าวก่อน”
“ท่านแม่ เขามาจากที่อื่น คนในพื้นที่อย่างพวกเราไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับเขา ท่านจะสืบอย่างไรหรือเจ้าคะ?” หลี่ซื่อออกจะสงสัย
ก่อนหน้านี้ นางก็เคยคิดจะสืบประวัติความเป็นมาของเจียงหยวนซือ แต่น่าเสียดาย เขาเพิ่งมาที่เชิงเขาไท่ตังได้ไม่นาน ทั้งยังไม่ได้เช่าเรือนอยู่ตามลำพัง
ในเรือนมีทั้งสาวใช้และแม่เฒ่าเดินไปมา คนอื่นจะไปหาก็ไม่สะดวก
สตรีที่ช่างเจรจาแค่ไหนก็ไม่สามารถล้วงข้อมูลจากปากอีกฝ่าย นางอยากเตือนแม่สามีจึงให้เพื่อนบ้านช่วยไปสืบ แต่ก็สืบไม่ได้ความอะไร
“ต่อให้มาจากต่างถิ่นก็ต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้บ้าง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะสืบไม่ได้อะไรเลย”
ตกเย็น หลี่ซื่อก็รายงานเรื่องนี้ต่อจูซื่อ
“ข้าบอกท่านแม่แล้ว ท่านแม่กลับไม่โกรธ แค่พูดว่าจะไปสืบเรื่องบัณฑิตคนนั้นสักหน่อย” หลี่ซื่อสะกิดแขนจูซื่อแล้วพูดว่า “นี่ เจ้าว่าถ้าท่านแม่รู้ว่าเจ้าหนุ่มนั่นหมายตาจูปาเม่ย ท่านแม่คงไม่โมโหแล้วมาคิดบัญชีกับข้าหรอกใช่ไหม? ข้าบอกเจ้าไว้ก่อนเลยนะว่าเรื่องนี้ข้าไม่รับผิดแทนเจ้าแน่ ข้าเป็นแค่ลูกสะใภ้ ไม่ได้ใกล้ชิดกับท่านแม่เท่าเจ้าที่เป็นลูกชายหรอกนะ”
“วางใจเถอะ ถ้าท่านแม่โมโหเพราะเรื่องนี้ ข้ากับจูอู่จะรับไว้เอง ท่านแม่ได้พูดไว้หรือเปล่าว่าจะไปสืบอย่างไร?” จูซื่อถาม “หลายวันมานี้ ข้ากับน้องห้าไหว้วานคนตั้งมากแต่ก็ยังสืบประวัติเจ้านั่นมาไม่ได้ ลึกลับแท้ ๆ”
หลี่ซื่อส่ายศีรษะ “ท่านแม่ไม่ได้บอก พวกเจ้าไปสืบมาแล้วหรือ สืบได้ความอย่างไรบ้าง?”
“พูดกันว่าเจ้านั่นไม่ค่อยออกไปไหน แม่เฒ่ากับสาวใช้ในเรือนก็เพิ่งซื้อมาใหม่ ไม่ค่อยรู้เรื่องของเขา…” จูซื่อเผยแววแคลงใจ “ได้ยินคนที่อาศัยอยู่ใกล้ ๆ กันบอกว่า เรือนหลังนั้นไม่เคยมีกลิ่นเนื้อลอยออกมา ทั้งยังได้ยินพวกสาวใช้กับแม่เฒ่าพวกนั้นพูดว่าพวกนางได้กินไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
“ได้กินไม่ดีอย่างไร พวกแม่เฒ่าสาวใช้ในบ้านคนมีอันจะกินพวกนั้นก็คงได้กินดีกว่าคนชนบทแบบพวกเราอยู่ดีนั่นแหละ เจ้าจะเดือดร้อนใจทำไม?”
“แปลกก็ตรงนี้เอง พวกแม่เฒ่ากับสาวใช้พวกนั้นบอกว่าตนเองได้กินไม่อิ่ม”
หลี่ซื่อมีสีหน้าแปลกใจ “จะเป็นไปได้อย่างไร? ถ้าบอกว่าไม่ได้กินเนื้อทุกวัน ข้ายังเชื่อลง แต่กินไม่อิ่มเนี่ยนะ ไม่น่าจะเป็นไปได้กระมัง?”
จูซื่อส่ายหน้า “ไม่รู้สิ เพราะแบบนี้น้องห้าถึงคิดว่าเรื่องนี้มีอะไรแปลก ๆ เขาให้คนไปคอยจับตามองไว้แล้ว ต่อให้สืบประวัติของเจ้านั่นไม่ได้ แต่สืบได้ร่องรอยเล็ก ๆ น้อย ๆ มาก็ยังดี”
“ท่านแม่ก็พูดแบบนี้เหมือนกัน เจ้าสมกับที่เป็นลูกชายแท้ ๆ ของท่านแม่จริง ๆ”
จูซื่ออับจนคำพูด “เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?”
“ฮิฮิ! ไม่มีอะไรสักหน่อย แค่ชมเจ้าหรอก ท่านแม่เป็นคนฉลาดนี่นา ข้าคิดไม่ถึงว่าเจ้าจะฉลาดเหมือนท่านแม่”
จูซื่อถลึงตาใส่นาง “ในใจเจ้า เมื่อก่อนข้าเป็นคนโง่อย่างนั้นรึ?”
หลี่ซื่อย่อมไม่ตอบรับอยู่แล้ว นางปฏิเสธทันควัน ทั้งยังยิ้มออดอ้อน จึงสามารถเอาใจสามีของตนเองได้สำเร็จ
แต่หลังจากถูกเคี่ยวกรำมาทั้งคืน หลี่ซื่อจึงตระหนักถึงหลักการข้อหนึ่งอย่างลึกซึ้งว่า ไม่ควรไปยั่วไฟโทสะของสามี มิฉะนั้นไฟอาจลุกลามมาถึงตนเองได้!
……