ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 504 เห็นคนนอกดีกว่า
บทที่ 504 เห็นคนนอกดีกว่า
คนสกุลจูจะคาดเดาอย่างไรก็คงคิดไม่ถึงว่าผู้ที่เย่อวี๋หรานไหว้วานกลับไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นพี่เป้า
เจียงหยวนซือเป็นคนต่างถิ่น คิดจะมาอาศัยอยู่ในเชิงเขาไท่ตังก็ต้องใช้ ‘ใบผ่านทาง’
ถ้าสืบพบ ‘ใบผ่านทาง’ ก็สามารถสืบประวัติของเขาได้แล้วไม่ใช่หรือ?
“ท่านหมายความว่าเจียงหยวนซือเป็นตัวตนปลอม?” เมื่อเย่อวี๋หรานได้ยินพี่เป้ากล่าวเช่นนั้นก็ค่อนข้างประหลาดใจ
เจียงหยวนซือผู้นั้นเป็นใครกันแน่ แค่มาอาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้นก็ต้องใช้ตัวตนปลอมด้วยเนี่ยนะ?
พี่เป้าพยักหน้า “ใช่ ข้าไหว้วานให้พี่น้องที่ทำงานอยู่ที่ว่าการสืบให้ บังเอิญยิ่งนัก ใบผ่านทางของคนผู้นี้เขาเป็นคนออกให้เอง…ใจป้ำทีเดียว จ่ายเงินก้อนใหญ่จึงอำนวยความสะดวกให้เล็กน้อย”
เรื่องราวบางอย่างไม่อาจพูดให้ชัดเจนเกินไป เขาปิดบังประเด็นสำคัญไว้แล้วกล่าวเพียงคร่าว ๆ
เขาเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ของจูต้าเหนียงจะต้องเข้าใจแน่นอน
“พอจะรู้ชื่อเดิมของคนผู้นี้หรือไม่?” เย่อวี๋หรานถาม
พี่เป้าส่ายหน้า “อีกฝ่ายแจ้งตัวตนและชื่อนี้มา แต่มีความเป็นมาอย่างไรนั้นก็ไม่รู้แล้ว จูต้าเหนียง ทำไมจู่ ๆ ท่านถึงมาสืบเรื่องคนผู้นี้? แม้ข้าจะไม่เคยเจอตัว แต่ฟังจากพี่น้องข้าคนนั้นเล่า คิดว่าคนผู้นี้ไม่น่าไว้ใจสักเท่าไหร่ ท่านต้องระวังตัวเอาไว้…”
จะอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นคู่ค้าของตนเอง กล่าวตามตรงแล้วพี่เป้าไม่หวังให้เย่อวี๋หรานเกิดเรื่อง
เย่อวี๋หรานถอนหายใจ “ข้าก็ไม่ได้อยากไปเกี่ยวข้องกับเขา แต่เขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านข้าง ๆ แต่กลับแวะเวียนมาใกล้ ๆ เรือนพวกข้า ข้าไม่รู้จะทำอย่างไร จึงคิดจะสืบเอาไว้สักหน่อย อย่างอื่นไม่กลัว กลัวแค่เขาจะมีเจตนาร้ายแล้วคนในบ้านจะรับมือไม่ทัน”
“หา แวะเวียนไปใกล้ ๆ เรือนพวกท่าน?” พี่เป้าได้ยินเช่นนั้นก็เคร่งเครียดขึ้นมา “จูต้าเหนียง ท่านไม่ต้องร้อนใจ ข้าจะให้พี่น้องคนนั้นไปสืบให้เอง เขาเป็นเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการ มีลู่ทางมาก ถ้าคิดจะสืบจริง ๆ ข่าวสารจะต้องไวกว่าท่านแน่”
“เช่นนั้นก็รบกวนพี่น้องผู้นั้นของท่านแล้ว คราวหน้าถ้ามีโอกาส ข้าค่อยเชิญเขามาดื่มน้ำชา”
“จูต้าเหนียง ท่านไม่ต้องเกรงใจเขาขนาดนั้นก็ได้ วางใจเถอะ ปกติข้าก็ไปดื่มน้ำชากับเขาบ่อย ๆ อยู่แล้ว”
‘ดื่มน้ำชา’ เหมือนกัน แต่ที่เย่อวี๋หรานพูดถึงคือการขอบคุณ ส่วนที่พี่เป้าพูดถึงกลับเป็นการผูกมิตร
ความคิดของคนทั้งสองห่างกันเกินไป
เย่อวี๋หรานหัวเราะเบา ๆ “ถ้าอย่างนั้นเงินดื่มน้ำชาก็หักจากต้นทุนเถอะ การคบค้าสมาคมแบบนี้ให้ท่านล้วงเงินจากกระเป๋าตัวเองอยู่ร่ำไปก็คงไม่ดี”
“หา?!” พี่เป้าคิดไม่ถึงว่าจูต้าเหนียงจะพูดเช่นนี้ เขาค่อนข้างประหลาดใจ “จูต้าเหนียง ไม่จำเป็นกระมัง นี่…”
รู้สึกว่าแปลกชอบกล ทั้ง ๆ ที่เป็นเส้นสายที่เขาเพาะสร้างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว พอนางกล่าวเช่นนี้ก็เหมือนจะกลายเป็นเรื่องส่วนรวมของทุกคนไปเสียอย่างนั้น
จูต้าเหนียงคิดจะดึงเส้นสายส่วนตัวของเขามาใช้เป็นของส่วนกลางงั้นรึ?
“เรื่องทำนองนี้วันหน้าคงมีไม่น้อย วันนี้เชิญคนนี้ดื่มชา พรุ่งนี้เชิญคนนั้นดื่มสุรา เปิดภัตตาคารทั้งทีจะไม่คบค้าสมาคมกับผู้อื่นเลยได้อย่างไร?” เย่อวี๋หรานยิ้มพลางกล่าวราวกับฟังไม่เข้าใจ “ค่าใช้จ่ายสำหรับการผูกมิตรผู้คนที่เกี่ยวเนื่องกับภัตตาคารก็ต้องนับรวมเป็นส่วนหนึ่งในต้นทุนดำเนินกิจการอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นใครจะแบกรับไหว?”
“อ้อ ท่านหมายความเช่นนี้เองหรือ…” พี่เป้าหัวเราะ “จูต้าเหนียง ฝ่ายที่ออกเงินคือภัตตาคาร แต่คนได้รับเกียรติกลับเป็นข้า ถ้าอย่างนั้นข้าก็ได้เปรียบใหญ่แล้วน่ะสิ”
“ข้ากับนายท่านผู้เฒ่าซุนไม่สะดวกจะปรากฏตัวต่อสาธารณะ ได้แต่รบกวนท่านแล้ว ท่านต้องลำบากถึงเพียงนี้ ไม่ให้ท่านได้เปรียบสักหน่อย ถ้าท่านถูกคนอื่นกล่อมเอาตัวไปจะทำอย่างไร?” เย่อวี๋หรานพูดหยอกด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ
“ฮ่า ๆๆๆ…จะเป็นไปได้อย่างไร? ภัตตาคารนี้ข้ามีหุ้นอยู่หนึ่งในสามส่วนเชียวนะ”
พูดไปพูดมา บทสนทนาของคนทั้งคู่ก็วกกลับมาที่ภัตตาคารอีกครั้ง
ในเมื่อตกลงจะร่วมมือกันแล้วก็ต้องเริ่มดำเนินการเรื่องเปิดภัตตาคาร
การเลือกที่ตั้งภัตตาคาร การตกแต่งร้าน การดำเนินการขั้นตอนต่าง ๆ ล้วนต้องหารือกันล่วงหน้า
เย่อวี๋หรานไม่ได้เก็บงำความคิด นางบอกกล่าวความคิดของตนออกมาคร่าว ๆ
“ร้านของพวกเรา ประการแรกจำเป็นต้องใคร่ครวญให้ดีเสียก่อนว่าจะเปิดเพื่อกลุ่มลูกค้าแบบไหน”
“ข้าไม่เคยไปตำบลอี้คังมาก่อน แต่ในเมื่อตำบลอี้คังใหญ่กว่าตำบลอันจิ่ว คิดว่าคงมีคนใหญ่คนโตมากกว่าที่นี่ จะเปิดภัตตาคารทั้งที ถ้าสามารถทำให้ถูกรสนิยมพวกเขาได้ ข้าคิดว่าเช่นนี้จะยิ่งดีขึ้นไปอีก”
“แต่ข้าก็ไม่อยากโยนลูกค้ากลุ่มที่เป็นชาวบ้านคนธรรมดาไปเช่นกัน”
“ตามความคิดข้า ข้าอยากให้ทำหน้าต่างบานเล็ก ๆ ไว้ข้างร้านสำหรับขายอาหารที่สามารถซื้อไปกินข้างนอกได้ อย่างเช่นพวกเนื้อตุ๋นพะโล้ ลูกชิ้นรสเนื้อ น้ำพริกเนื้อ…”
……
เมื่อหารือเรื่องเหล่านี้เสร็จ พี่เป้าก็เอ่ยเรื่องที่จูอู่ฝากเจี่ยงโหย่วเซิงมาบอกว่าอยากหางานรับจ้างชั่วคราวให้กับคนหนุ่มในหมู่บ้าน
ทางเขาพอมีงานอยู่บ้าง อยากรู้ว่าพวกเขาจะยินดีทำหรือไม่
ถ้ายินดี ตอนเช้าของอีกสามวันให้หลัง ก็ให้มาหาเขาตรงประตูทางเข้าตำบลอันจิ่ว
ถึงเวลานั้น เขาจะให้คนถือธงไปยืนรอที่นั่น และจะรอจนถึงตอนเที่ยงเท่านั้น
“พี่เป้า รบกวนท่านจริง ๆ ข้าขอขอบคุณท่านล่วงหน้าแทนคนในหมู่บ้านด้วย” เย่อวี๋หรานเคยได้ยินจูซื่อกับจูอู่เปรยถึงเรื่องนี้ คิดไม่ถึงว่าทางด้านพี่เป้าจะมีคำตอบให้เร็วเช่นนี้ จึงรีบกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย
ช่วงเก็บเกี่ยวสิ้นสุดลงแล้ว คนในหมู่บ้านที่อยากทำงานรับจ้างชั่วคราวมีมากมาย แต่งานเหล่านั้นจะแบ่งให้ใครไปทำล้วนต้องพึ่ง ‘เส้นสาย’ ทั้งนั้น
งานบางอย่างคนเขายังไม่ทันเอาป้ายประกาศไปติดก็มีคนจับจองไว้หมดแล้ว คิดว่าบรรดาพ่อบ้านในตระกูลใหญ่เหล่านั้นเลี้ยงไว้ให้เปลืองข้าวสุกเท่านั้นหรือ?
ญาติสนิทมิตรสหาย แค่หาคนช่วยงานสักกลุ่มก็ทำงานเสร็จเรียบร้อย ไม่เหลือมาถึงคนนอก
งานที่พี่เป้าพูดถึง เป็นเพราะเขามีผลประโยชน์ร่วมกันกับพ่อบ้านเหล่านั้น จึงแบ่งตำแหน่งงานมาให้
งานเหล่านั้นไม่เข้าตาพี่เป้า แต่เขาก็ไม่ถือสาถ้าจะนำมาให้คนอื่นเพื่อผูก ‘น้ำใจ’
ขาใหญ่ของจูต้าเหนียงยังไม่พอ เขายังต้องกระชับความสัมพันธ์ให้มากขึ้น ในอนาคตความร่วมมือระหว่างพวกเขาจะได้ใกล้ชิดและมั่นคงกว่าเดิมไม่ใช่หรือ?
เมื่อกลับถึงเรือน เย่อวี๋หรานก็บอกเรื่องงานรับจ้างชั่วคราวต่อจูซื่อกับจูอู่
เรื่องอื่นไม่ได้พูดมาก เพียงให้พวกเขาสองคนทำไปตามเห็นสมควร
“ขอรับ ขอบคุณท่านแม่ ท่านวางใจได้ เรื่องนี้พวกข้าจะต้องจัดการให้ท่านอย่างหมดจดงดงามแน่นอน!” จูซื่อกับจูอู่ยิ้มจนเห็นฟันขาว เห็นได้ชัดว่าดีใจอย่างยิ่ง
ที่นาของครอบครัวมีพี่ใหญ่กับพี่รองดูแล เรื่องด้านนอกมอบหมายให้พี่สาม เหลือแค่พวกเขาสองคนที่ยังไม่รู้ว่าตนเองควรทำอะไร
ไม่อาจทำนา ไม่อาจค้าขาย พวกเขาก็ต้องหาทางออกให้ตัวเองสักทางสิ?
เห็นว่าเย่อวี๋หรานไม่ได้ไม่เห็นด้วยที่พวกเขาจะไปทดลองดู ทั้งคู่ก็ยิ่งปีติยินดีขึ้นไปอีก แอบสาบานในใจว่าจะต้องทำให้ประสบความสำเร็จให้มารดาพวกเขาเห็น
“งานรับจ้างอะไรกัน? ต้องไปกี่วัน? ช่วงนี้ที่เรือนก็ยุ่งมากแล้ว ถ้าขาดคนไปคงไม่ดีกระมัง?” จูเหล่าโถวได้ยินเรื่องนี้ก็อดจะคิดมากไม่ได้
เขาอายุมากแล้ว คงไปทำงานรับจ้างด้วยไม่ได้
เจ้าใหญ่กับเจ้ารองต้องทำนากับเขา เขาย่อมไม่ปล่อยให้ทั้งสองไปทำงานรับจ้าง
แค่เจ้าสี่กับเจ้าห้าสองคนก็คงทำอะไรไม่ได้ ไม่อย่างนั้น หากเรียกลูกชายของน้องสามกับน้องสี่ของเขาไปด้วย?
จูเหล่าโถวครุ่นคิดพลางกล่าวว่า “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ให้ซื่อหู่กับอู่จ้วงไปด้วย พวกเจ้าไปกันสี่คน จะได้มีคนมากหน่อย…”
“ไม่นะ ท่านพ่อ พวกข้า…” จูต้ากับจูเอ้อร์ได้ยินว่าไปรับจ้างทำงานแล้วมีค่าตอบแทนก็อดจะหวั่นไหวไม่ได้
แต่พวกเขารู้สึกว่าพวกตนไม่มีโอกาสพูดขึ้นมาเลย เพิ่งจะอ้าปากก็ถูกคนอื่นตัดบทเสียแล้ว
“ท่านพ่อ ข้ารู้ขอรับ งานนี้ไปถามมาให้คนอื่น…” จูซื่อเห็นบิดาเข้าใจผิดจึงรีบอธิบาย “ครอบครัวเรามีเรื่องให้ทำมากแล้ว จะงานในนาหรืองานในเรือนล้วนขาดใครไปไม่ได้ แล้วจะไปรับจ้างได้อย่างไร ท่านวางใจเถอะ พวกข้าไม่ไปหรอกขอรับ…”
จูเหล่าโถวกลับไม่พอใจ “หางานให้คนอื่นทำไม? คนอื่นยังจะสำคัญกว่าอาสามกับอาสี่ของพวกเจ้าอีกเรอะ?”
“พวกเจ้าสองคนนี่มันยังไงกันแน่? คนในคนนอกก็แยกไม่ออกแล้วใช่ไหม?”
“ถึงได้บอกว่าพวกเจ้าก็เหมือนแม่พวกเจ้านั่นแหละ ดูถูกครอบครัวอาสามกับอาสี่ของพวกเจ้า คงคิดว่าสกุลจูของพวกข้าเป็นตัวถ่วงพวกเจ้า ทำให้พวกเจ้าอับอายขายขี้หน้ามากเลยสินะ?”
“พวกเจ้าลืมไปแล้วใช่ไหมว่าตัวเองแซ่อะไร?”
“พวกเจ้าไม่ได้แซ่เย่ แต่แซ่จูต่างหาก แซ่จูน่ะ ไม่เข้าใจเรอะ?”