ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 512 พี่รองโง่เกินไปแล้ว
บทที่ 512 พี่รองโง่เกินไปแล้ว
วันต่อมาระหว่างที่กำลังกินอาหารเช้า เย่อวี๋หรานก็ประกาศว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จูปาเม่ยจะต้องเริ่มเรียนเรื่อง ‘หลักเตือนใจสตรี’
จูปาเม่ยเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ท่านแม่ ข้า…..ไม่ใช่ว่ายังเรียนไม่จบหรือเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ “ไม่เป็นไร เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง เรียนเรื่อง ‘หลักเตือนใจสตรี’ ก่อน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เด็กสาวจากสกุลที่ร่ำรวยล้วนต้องเรียน”
“อ้อ” เมื่อได้ยินว่าเป็นสิ่งที่คนจากตระกูลที่ร่ำรวยต้องเรียน จูปาเม่ยก็ไม่มีความเห็นอะไรอีก
ส่วนเรื่องที่ต้องไปขอโทษจูเหล่าโถว เมื่อพิจารณาจากการที่จูปาเม่ยเป็นเด็กสาวที่เกือบจะโตแล้ว เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้ให้นางทำต่อหน้าทุกคน
หลังจากกินข้าวเสร็จ นางก็เรียกมาให้จูปาเม่ยคุกเข่าลง และนำชาไปให้จูเหล่าโถว
แม้ว่าในห้องจะไม่มีคนนอก แต่ก็เพียงพอสำหรับศักดิ์ศรีของจูเหล่าโถวแล้ว การยกน้ำชาเพื่อขอขมานี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของครอบครัวที่มีฐานะมั่งคั่ง
จูเหล่าโถวนั่งอยู่บนเก้าอี้ มองท่าทางน่าเอ็นดูของจูปาเม่ย ในใจก็รู้สึกว่าว่านอนสอนง่ายเป็นอย่างมาก
“ปาเม่ยไม่เหมือนกับพ่อ ที่สำคัญคือเจ้าเป็นเด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือน เด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือนก็ควรทำตัวเยี่ยงเด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือนสิ ไม่เช่นนั้นต่อไปในอนาคตจะออกเรือนได้หรือ?”
จูเหล่าโถวยังพร่ำบ่นไปอีกสองสามประโยค
จูปาเม่ยคุกเข่าอยู่บนพื้น ก้มหัวลงยกถ้วยชาเหนือหัวแล้วพูดว่า “ท่านพ่อ ข้าขอโทษเจ้าค่ะ ข้าผิดไปแล้ว” จากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก
นางลอบกลอกตา เหอะ! ถ้าไม่ใช่เพราะท่านแม่ให้ข้ามา ข้าคงไม่มาหรอก!
แม้ว่าเมื่อวานเย่อวี๋หรานจะทำให้นางไขว้เขวได้จนนางรู้สึกสบายใจขึ้นก็จริง แต่เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วนึกเรื่องที่จูเหล่าโถวทำ ถึงอย่างไรก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ
ครั้นมองท่าทีของพ่อ นางก็รู้แล้วว่าไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำความผิดใหญ่หลวงเลย!
นางสาบานว่าในอนาคตหากแต่งงาน นางจะไม่มีวันหาผู้ชายเช่นนี้แน่
หากเขากล้าทำกับนางเช่นนี้ นางจะ…
หย่ากับเขา!
ชายผู้หนึ่งในอนาคตถึงกับจามออกมา “ฮัดเช่ย! ใครคิดถึงข้า?”
“เอาล่ะ พูดไม่กี่ประโยคก็พอแล้ว ระวังขาลูกสาวเจ้าด้วย” เย่อวี๋หรานเห็นจูเหล่าโถวยิ่งพูดยิ่งไม่รู้จักจบจึงรีบแตะไหล่เขา เพื่อเตือนว่าลูกสาวของเขายังคุกเข่าอยู่
ชายผู้นี้ก็เป็นเช่นนี้จริง ๆ พอได้พูดขึ้นมาแล้วก็ไม่รู้จักหยุดจักหย่อน
อายุมากขึ้นจนเริ่มเข้าสู่วัยชราแล้วหรือ?
เย่อวี๋หรานเริ่มตรวจสอบตัวเอง สงสัยว่าตัวเองจู้จี้จุกจิกเช่นกันหรือไม่
ตัวเองก็ผ่านช่วงวัยรุ่นมาแล้ว จึงรู้ดีว่าไม่มีวัยรุ่นคนไหนชอบถูกผู้ใหญ่มาจู้จี้จุกจิกด้วย
จูเหล่าโถวนึกขึ้นได้ก็รับถ้วยชามาจากจูปาเม่ย “ได้ ลุกขึ้นเถอะ”
“ดื่มชาสิ…เมื่อดื่มแล้วจะถือว่าเป็นการให้อภัย” เย่อวี๋หรานเตือนอีกครั้ง
จูเหล่าโถวค่อย ๆ จิบชาเข้าไปอึกหนึ่ง “เช่นนี้หรือ?”
“ใช่แล้ว!” เย่อวี๋หรานยื่นมือไปพยุงจูปาเม่ยให้ลุกขึ้น ทั้งยังลูบขาของบุตรสาวเพื่อดูว่ารู้สึกไม่ดีตรงไหนหรือไม่
เมื่อรู้สึกได้ถึงความเป็นห่วงของแม่ มุมปากของจูปาเม่ยก็คลี่ยิ้มหวานพลางส่ายหน้า “ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าคุกเข่าลงแค่พักเดียว”
“ครั้งหน้าจะทำเช่นนี้ไม่ได้” เย่อวี๋หรานพูดอย่างปวดใจทั้งยังพูดตำหนิ “เป็นสาวเป็นแส้ควรจะดูแลตัวเองให้ดี ไม่มีเรื่องใดสำคัญเท่ากับร่างกายตัวเองแล้วเข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจเจ้าค่ะท่านแม่”
….
ครั้นผ่านพื้นฐานมาแล้วเช่นนี้ เมื่อเรียน ‘หลักเตือนใจสตรี’ จูปาเม่ยจึงตั้งใจเรียนเป็นพิเศษ
เมื่อเรียนรู้สิ่งนี้ นางก็รู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้การเป็นสกุลที่ร่ำรวยเข้าไปอีกก้าวแล้ว
แรกเริ่มหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยยังกลัวว่าเย่อวี๋หรานจะไม่ให้พวกนางเรียนสิ่งนี้ คิดไม่ถึงว่าพวกนางก็ยังถูกพามา ในใจจึงหวั่นไหวอยู่บ้าง
เพราะครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อน สิ่งที่เรียนครั้งก่อนไม่ได้เน้นย้ำว่าเป็นเรื่องที่สำคัญซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กสาวจากตระกูลร่ำรวยต้องเรียน
เรื่องที่เย่อวี๋หรานต้องการส่งให้จูปาเม่ยไปแต่งเข้าสกุลที่ร่ำรวยเพื่อให้มีวาสนาและมีความสุขนั้น ตอนที่พวกนางเข้ามาในสกุลจูก็ได้ยินกับหูมาแล้ว แต่ไหนแต่ไรไม่คิดว่าเรื่อง ‘ความลับที่ไม่อาจแพร่งพรายให้คนนอกรู้’ เช่นนี้จะยังมีแบ่งให้พวกนางเรียนรู้ด้วย
เช่นนี้ยามที่เรียนรู้ ทั้งสองคนจึงตั้งใจเป็นพิเศษ
นอกเหนือจากการท่องจำแล้ว เย่อวี๋หรานยังอธิบายให้เข้าใจความนัยทีละคำ ให้พวกนางเข้าใจความหมายในคำพูด
บางครั้งก็เล่านิทานเพื่อให้พวกนางเรียนรู้วิธี ‘การใช้งานอย่างยืดหยุ่น’
แน่นอนว่าเรื่องการเอาใจใส่จูปาเม่ยเป็นพิเศษอย่างส่วนตัวก็ยังมีอยู่
แม้ว่าหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยจะรู้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เรื่องที่ ‘ห้ามแพร่งพรายให้คนนอกรู้’ เช่นนี้ยังสอนพวกนาง
หากพวกนางยังต้องการมากกว่านี้ ไม่ใช่ว่าเป็นการโลภมากเกินไปหรือ?
หลินซื่อเห็นพวกนางสองคนกลับมาจากการเรียนก็รีบเรียก “ท่านแม่สอนอะไรพวกเจ้า?”
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยตอบไปตามความจริง
“ทำไมพวกเจ้ากลับมาแล้วเล่า ปาเม่ยยังอยู่นั่นเพื่อให้ท่านแม่ดูแลเป็นพิเศษหรือ?” หลินซื่อชี้ไปทางเรือนหลังใหม่
“อื้ม ท่านป้าจูบอกว่านางยังมีเรื่องต้องคุยกับปาเม่ยจึงให้พวกข้ากลับมาก่อนเจ้าค่ะ”
“พวกเจ้าก็โง่เหมือนกัน” หลินซื่อจิ้มหน้าผากของทั้งสองคน “บอกไปแล้วไม่ใช่หรือว่าเป็นสิ่งที่เด็กสาวสกุลใหญ่เขาต้องเรียนกัน แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องที่ดี แล้วพวกเจ้าทำไมซื่อสัตย์ถึงเพียงนี้? ท่านแม่บอกให้พวกเจ้ากลับมา พวกเจ้าก็กลับหรือ? ไม่รู้จักเดินให้ช้าสักหน่อยหรือโอ้เอ้สักนิด…จะได้เรียนมากขึ้นอีกหน่อย สมองพวกเจ้าไปไหนเสียแล้ว?”
“พี่รอง…” หลินซื่อเม่ยจนปัญญา “มนุษย์ต้องรู้จักพอ ครอบครัวท่านป้าจูดีกับพวกเราขนาดนี้แล้วก็ไม่ควรอยากได้สิ่งที่ไม่ควรนะเจ้าคะ”
“ข้าก็แค่อยากให้เจ้าได้สิ่งที่ดี”
“ข้ารู้เจ้าค่ะ แต่พี่รอง ท่านป้าจูเลี้ยงดูผู้หญิงอย่างพวกเราโดยไม่เรียกร้องอะไรก็ดีพอแล้ว หากไปล้ำเส้น ไปยั่วยุจนคนไม่พอใจ ถึงตอนนั้นอีกฝ่ายไล่พวกเราออกไป เช่นนั้นจะไม่สูญเสียมากกว่าหรือเจ้าคะ?”
หลินซื่อสำลักพลางจ้องหลินซื่อเม่ย “ข้าพูดประโยคเดียว เจ้าพูดมาเป็นสิบประโยค ตกลงเจ้ายืนอยู่ฝ่ายไหนกันแน่? พอบอกว่าเจ้าโง่เจ้าก็โง่จริง ๆ เจ้าไม่รู้จักระวังเสียบ้างเลย บอกว่าอย่าให้พวกเขารู้ อย่าไปทำให้พวกเขาไม่พอใจหรือ?”
เมื่อเผชิญหน้ากับความจู้จี้ของพี่รอง หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยก็มองหน้ากัน บนใบหน้าของพวกนางมีสองพยางค์เขียนอยู่ว่า ‘จนใจ’
เป็นไปตามคาด เมื่อพวกนางเงียบไป พี่รองของพวกนางก็เริ่มที่จะ “ทำอะไรโง่ ๆ”
“พี่รอง ช่วงนี้ท่านกับพี่เขยเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
เมื่อคำถามนี้ปรากฏขึ้นมา หลินซื่อก็เริ่มร้อนตัว
นางไม่กล้ามองสบตากับน้องสาวทั้งสองคนของนาง สายตาจึงลุกลี้ลุกลน “พวกเจ้ายังเป็นเด็กเป็นเล็กยังดูแลตัวเองไม่ได้เลย จะมาถามเรื่องนี้ไปทำไมเล่า? ช่างเถอะ ๆ ไปเล่นกันเสีย ข้ายังมีเรื่องต้องทำ…..”
พูดจบก็วิ่งไปราวกับจะหนี
“เฮ้อ…” หลินซื่อเม่ยเห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจ “อย่างที่คิดเลย ข้ารู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้”
หลินซานเม่ยกังวลใจอยู่บ้าง “ควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี? พี่ใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ไปแล้ว หากพี่รองยังทำอะไรไม่เข้าท่าเช่นนี้ต่อไป…”
ความหมายต่อไปนั้นชัดเจนแต่ไม่กล้าที่จะพูดต่อ
“พวกเราต้องทำให้พี่รองเข้าใจว่าพี่เขยเป็นฟางเส้นสุดท้ายของนาง หากไม่มีสิ่งนี้ ทุกคนต้องจบสิ้นกันหมดแน่” หลินซื่อเม่ยมีสีหน้าจริงจัง
“ข้าคิดว่าพี่รองไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจกระมัง? นางแค่โง่เกินไปสักหน่อย…” หลินซานเม่ยพูด “จะว่าอย่างไรดี แค่ทำอะไรไม่เข้าท่าไปสักหน่อย ปกติก็ฉลาดอยู่หรอกแต่เมื่อพูดถึงเรื่องของพวกเราก็อย่างกับถูกปิดตา กลายเป็นคนตาบอดเสียอย่างนั้น”
“เช่นนั้นพวกเราก็ต้องฉีกผ้าปิดตาของนางออก เพื่อให้นางมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นสักหน่อย”
“แล้วต้องทำอย่างไรเล่า?”
“ไปหาพี่เขย?”
ใบหน้าของหลินซานเม่ยเหมือนมีเครื่องหมายคำถาม “ไปหาพี่เขย?! น้องสี่ เจ้าล้อกันเล่นแล้ว ความสัมพันธ์ของพี่รองกับพี่เขยไม่ได้ดีนัก เจ้ายังจะไปหาพี่เขย คงไม่ใช่ว่า…”