ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 516 ขจัดภัยพาลอภิบาลชาวประชา
บทที่ 516 ขจัดภัยพาลอภิบาลชาวประชา
เจียงหยวนซือสะบัดก้นจากไป ไม่เดือดร้อนแต่อย่างใด แต่ผู้หญิงที่ถูกทิ้งไว้คนนั้นจะทำอย่างไรเล่า?
นี่ไม่ใช่ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ไม่ใช่หญิงบริสุทธิ์อีกแล้วก็หาเป็นไรไม่ อย่างมากก็แค่หาผู้ชายสักคนที่ไม่ถือสาเรื่องนี้
แต่ถ้าตั้งครรภ์ทั้งที่ยังไม่แต่งงาน…
นั่นจะไม่กลายเป็นประวัติศาสตร์ดำมืดของผู้หญิงคนนั้นเลยหรือ?
นับประสาอะไรกับยุคโบราณที่แนวคิดศักดินายังคงเข้มข้น ข่าวลือเล็กน้อยก็สามารถฆ่าคนได้ ถ้าเด็กสาวในบ้านคนไหนต้องประสบชะตากรรมเช่นนั้น นางยังจะมีชีวิตต่อไปได้อีกหรือ?!
เย่อวี๋หรานรู้สึกเย็นสันหลังวาบ ตระหนักได้ถึงความชั่วร้ายอย่างที่สุดของโลกใบนี้
“คนบ้านนั้นยังตามหาเขาอยู่ไหม?” นางถามด้วยสีหน้าเย็นชา
พี่เป้าพยักหน้า “อืม ยังตามหาอยู่ แต่พวกเขาไม่รู้ว่าคนชั่วผู้นี้ไม่ได้อยู่ทางนั้น แต่หนีมาจนถึงที่นี่แล้ว ไม่อย่างนั้นหมอนั่นคงไม่มีหน้ามาเอ้อระเหยลอยชายอยู่แบบนี้ คงถูกคนตีตายไปนานแล้ว…”
จะว่าไปก็บังเอิญยิ่ง หลังจากพี่เป้าสืบได้ร่องรอยจากที่ว่าการ เขามีลูกน้องคนหนึ่งเป็นคนที่นั่นพอดี จึงส่งคนไปทางนั้น
เขากลับไปก็เหมือนกลับบ้าน หากอยากสืบข่าวก็เป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก
ที่บ้านเกิดมีข่าวลือไม่น้อย เพียงหาตัวเอกในข่าวลือให้พบ ในไม่ช้าก็สืบทราบตัวตนของเจียงหยวนซือ
เขาไม่วางใจ กลัวว่าจะเข้าใจผิด จึงใช้เงินเล็กน้อยซื้อตัวคนรับใช้จากครอบครัวนั้นเพื่อสืบรายละเอียดเชิงลึก
ตำบลซู่หัวกว้างใหญ่กว่าตำบลอันจิ่ว ครอบครัวตระกูลใหญ่ก็มีมากกว่าที่นี่
แต่คุณหนูใหญ่ตระกูลเฉียนที่เจียงหยวนซือไปพัวพันนั้นไม่ใช่ตระกูลใหญ่ทรงอิทธิพลอะไร เพียงร่ำรวยขึ้นมาในช่วงหลายปีมานี้ก็เท่านั้น
ในมือมีเงินเล็กน้อย เริ่มใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย แต่รากฐานยังไม่แข็งแรง
มิฉะนั้น กระทั่งจูปาเม่ยยังฟังออกว่าเจียงหยวนซือท่องกลอนผิด คุณหนูใหญ่ตระกูลเฉียนผู้นั้นกลับฟังไม่ออก หมายความว่าอย่างไร?
เป็นไปได้อย่างมากว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลเฉียนผู้นั้นร่ำเรียนไม่แตกฉาน
แค่ถามก็ได้รู้ว่าหลังจากตระกูลเฉียนร่ำรวยขึ้นมาแล้วจึงเชิญอาจารย์มาสอนหนังสือ แต่กลับถูกคุณหนูใหญ่ตระกูลเฉียนไล่ตะเพิดไป
คุณหนูใหญ่ตระกูลเฉียนใฝ่ฝันอยากเป็นส่วนหนึ่งในสังคมชั้นสูงแต่กลับต้องพบว่าตนเองเป็นที่ดูหมิ่นดูแคลน ไม่อาจปีนป่ายขึ้นไปได้ นางจึงสาบานว่า ข้าจะแต่งเข้าไปอยู่ในครอบครัวบัณฑิต
จังหวะนั้นเอง นักต้มตุ๋นเจียงหยวนซือก็ปรากฏตัวขึ้นพอดี…
“พี่เป้า ข้าอยากให้ท่านช่วยอะไรบางอย่าง” เย่อวี๋หรานกล่าว
พี่เป้าได้ยินเช่นนั้นก็พูดว่า “จูต้าเหนียง ท่านพูดมาได้เลย ท่านกับข้ายังต้องเกรงใจอะไรกันอีก”
เย่อวี๋หรานจึงเข้าไปกระซิบข้างหูเขา บอกสิ่งที่ต้องการให้เขาช่วยเหลืออย่างตรงไปตรงมา
พี่เป้าประหลาดใจ “จูต้าเหนียง คนชั่วผู้นี้ล่วงเกินท่านหรือ ท่านถึงจะทำกับเขาแบบนี้?”
เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “ขจัดภัยพาลอภิบาลชาวประชา”
พี่เป้าเห็นนางไม่ยอมพูดก็ไม่ฝืนใจ
วันนี้เจียงหยวนซือพบอุปสรรคที่เรือนสกุลจูอีกแล้ว เขาโมโหยิ่งนัก
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หลังจากถูกคน ‘ปล้นชิง’ ทั้งยังถูกทุบตีไปคราวก่อน เขาก็โชคร้ายยิ่ง
มาหาจูปาเม่ยกี่ครั้ง นางก็ไม่เคยได้อยู่ตามลำพัง มักมีคนอื่นอยู่ด้วยตลอดเวลา
เจียงหยวนซือนึกสงสัย ‘คนสกุลจูคงไม่ได้จับได้แล้วหรอกนะ?’
เขาหลบอยู่หลังต้นไม้ หรี่ตาลงเล็กน้อย
ถ้าคนสกุลจูจับได้แล้ว เขาควรทำอย่างไร?
เวลาและเงินทองที่ทุ่มเทไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะกำไลเงินวงนั้น เจียงหยวนซือจดบัญชีไว้ที่จูปาเม่ยคนเดียว แล้วจะตัดใจปล่อยไปทั้งอย่างนี้ได้อย่างไร
เขาหลอกลวงผู้หญิงมาตั้งมากมาย แต่ก็ไม่เคยมีใครจัดการยากเหมือนจูปาเม่ย
เสียงจูปาเม่ยเล่นกับเด็กน้อยสองคนนั้นอย่างเบิกบานใจ และเสียงคนอื่นพูดคุยกันเป็นระยะดังออกมาจากในเรือน
เจียงหยวนซือยืนอยู่ตรงนั้นพักใหญ่จนกระทั่งแข้งขาเมื่อยแล้วก็ยังไม่สบโอกาส
เขาจำต้องล่าถอยไปก่อนชั่วคราวอย่างไร้ทางเลือก
“เฮ้อ…เห็นที ข้าคงต้องมาใหม่คราวหน้า”
เจียงหยวนซือยกของหวานในมือขึ้นมอง สุดท้ายได้แต่เอาออกมากินเองจนหมด
เขาเดินกลับพลางคิดว่า ถ้าเข้าใกล้จูปาเม่ยในทางลับไม่ได้ เขาสมควรเปลี่ยนวิธีการดีหรือไม่?
ถึงเขาจะไม่อยากพบบิดามารดาของอีกฝ่ายมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีวิธีอื่นจริง ๆ จะใช้วิธีนี้ก็ได้เหมือนกัน
แต่ตอนที่จะสลัดอีกฝ่ายทิ้งอาจยุ่งยากสักหน่อย…
“ช่างมันเถอะ อย่างมากถึงตอนนั้นค่อยเปลี่ยน…”
เจียงหยวนซือพูดกับตัวเองยังไม่จบก็พลันถูกไม้ท่อนหนึ่งฟาดศีรษะจากข้างหลัง
ป้าบ!
เจียงหยวนซือยังไม่ทันได้ตอบสนอง สองตาเหลือกลาน ล้มฟาดพื้นไปทั้งอย่างนั้น
ชายตัวโตที่ถือท่อนไม้กวักมือไปทางพงหญ้า “เร็วหน่อย พี่เป้ารออยู่นะ”
“มาแล้ว มาแล้ว!”
ผู้ชายหลายคนพุ่งออกมาจับเจียงหยวนซือมัดเอาไว้ อุดปากเขา เอาถุงกระสอบคลุมศีรษะ แล้วยัดคนเข้าใส่ลงไปในถุงกระสอบใบใหญ่อีกที
บนเส้นทางสายน้อยนอกตำบลอันจิ่วมีวัดร้างแห่งหนึ่ง
ยามนั้นนอกวัดมีรถม้าที่ไม่สะดุดตาคันหนึ่งจอดอยู่
คนผู้หนึ่งยืนอยู่นอกวัด เขาเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้า
“พี่เป้า คนมาแล้ว”
พี่เป้าที่นั่งอยู่บนก้อนหินก็เห็นแล้วเช่นกัน เขาจึงยืนขึ้นมา “อืม!”
“พี่เป้า จับคนมาส่งแล้วขอรับ”
“แน่ใจนะว่าไม่ผิดคน?”
“แน่ใจขอรับ พวกข้าให้พี่น้องสกุลจูช่วยยืนยันตัวแล้ว”
“เช่นนั้นก็ดี หามเข้าไปในวัด ตัดขาที่สามของมันให้ข้าซะ”
“ฮะ?!” คนผู้นั้นมีสีหน้าตะลึงพรึงเพริด
ไม่หรอกมั้ง พี่เป้า คนผู้นี้มีความแค้นกับพี่งั้นเรอะ?!
พี่เป้าเผยสีหน้าเย็นชา “มาฮะอะไร รีบไปจัดการ!”
เขาไม่ยอมรับหรอกว่าตอนที่จูต้าเหนียงบอกเขาให้ทำเช่นนี้ เขาเองก็ตอบสนองเช่นนี้เหมือนกัน
ถ้าไม่ใช่เพราะลูกสาวของจูต้าเหนียงยังเล็ก เขาคงเข้าใจไปว่า…
“โอ๊ย…”
เจียงหยวนซือถูกความเจ็บปวดปลุกให้ตื่นขึ้นมา เขาร้องโหยหวน
น่าเสียดายที่เสียงของเขาถูกเศษผ้าในปากอุดเอาไว้จึงดังออกไปไม่ไกล
ถึงตอนนี้ เขาจึงเพิ่งตระหนักว่าตนเองถูกมัดไว้อย่างแน่นหนา
ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ศีรษะก็ถูกคนเอาถุงกระสอบคลุมเอาไว้ ไม่อาจรู้ได้เลยว่าใครกำลังลงมือกับตนเองอยู่
อ้าก เจ็บโว้ย!
พวกมันถึงกับกล้า กล้า…
ครั้นสัมผัสได้ถึงบริเวณที่เจ็บปวด เจียงหยวนซือนั้นจะอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งตนเองจะถูกคนทำลายส่วนนั้นไป
น้ำตาไหลทะลักลงมาทางหางตา
ฮือ ๆๆ…เขายังหนุ่มแน่น ยังไม่มีทายาทให้สกุลเจียง พวกมันกล้าดีอย่างไร?
ด้านนอกเงียบกริบ ไม่มีใครพูดกับใคร
เสียงหนึ่งเดียวที่ได้ยินก็คือเสียงอีกฝ่ายกำลังทำอะไรบางอย่าง
ผู้ชายหลายคนส่งสัญญาณมือให้กันโดยที่เขาไม่เห็น
สี่คนในนั้นรับผิดชอบกดตัวเจียงหยวนซือ อีกคนยกท่อนไม้ใหญ่ขึ้น ทุบลงบนขาของเขาอย่างหนักหน่วง
ป้าบ!
เจียงหยวนซือเจ็บปวดจนใบหน้าบิดเบี้ยว ทั่วร่างสั่นเทิ้ม
แต่เขาก็ถูกคนกดลงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
ท่อนไม้ทุบลงมาอีกครั้ง คราวนี้ทุบขาอีกข้างของเขา
ป้าบ
เจียงหยวนซือคล้ายจะเจ็บจนสลบไป
เขาคิดว่ากระดูกของเขาคงหักเป็นแน่
ยามนั้น อีกฝ่ายจึงหยุดมือ แล้วหามเขาไปที่รถม้าคันหนึ่ง
ความเจ็บปวดทางกายทำให้เขาไม่อาจรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้
เขาไม่รู้ว่าตนเองสลบไปนานเพียงใด ประเดี๋ยวหลับประเดี๋ยวตื่น รอจนเขาได้สติขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่ามีคนใส่ยาให้แล้ว ไม่ได้ต่อกระดูกให้ แต่พอกยาลงไปทั้งอย่างนั้น
จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงโหวกเหวก
“นายท่าน เป็นเขา เขาก็คือคนหลอกลวงที่ล้อเล่นกับความรู้สึกของคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ!”
เขายังไม่ทันทำความเข้าใจว่าเป็นเรื่องราวใด ถุงกระสอบบนศีรษะก็ถูกคนกระชากออกไป
แสงจ้ากะทันหันทำให้เขาต้องหลับตาลง
“เดรัจฉาน!”
คนผู้หนึ่งถีบเขาล้มลงอย่างจังพร้อมกับเสียงผรุสวาทนั้น