ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 517 มันเทศก่อนหน้าหนาว
บทที่ 517 มันเทศก่อนหน้าหนาว
“โอ๊ย!”
เจียงหยวนซือร้องเสียงหลง
ยามนั้นเอง เขาจึงเพิ่งตระหนักได้ว่าผ้าในปากเขาหายไปแล้ว เขาสามารถพูดจาได้แล้ว
ในขณะเดียวกัน เขาก็จำได้แล้วว่าคนที่เตะเขาคือใคร หาใช่ใครอื่นใด แต่ก็คือบิดาบังเกิดเกล้าของคุณหนูใหญ่ตระกูลเฉียนที่ถูกเขาลวงจนเสียบริสุทธิ์ให้เขา นายท่านเฉียนนั่นเอง
……
ณ ตำบลอันจิ่ว ในเรือนพี่เป้า
สารทฤดูผ่านพ้น ลมหนาวพัดโชย
เย่อวี๋หรานนั่งอยู่บนโต๊ะหินกับพี่เป้า ฟังคนรายงานจุดจบของเจียงหยวนซือ
“ฮ่า ๆๆๆ…จูต้าเหนียง ท่านไม่รู้อะไร ตอนนั้นเจ้าหมอนั่นน่าอเนจอนาถจริง ๆ ถูกนายท่านเฉียนเตะจนร้องไห้จ้า…”
“สีหน้าของเขาเรียกได้ว่าหวาดหวั่นขวัญผวา เดาว่าแม้แต่ฝันอยู่ก็คงคิดไม่ถึงเด็ดขาดว่าตนเองจะถูกนายท่านเฉียนเจอตัวไวปานนี้ ทั้งยังถูกสั่งสอนหนักหน่วงแบบนั้น”
“เกรงว่าจนตายแล้ว เขาก็ยังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือพวกเรา”
“สะใจ สะใจยิ่งนัก ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่เคยตีคนสลบแบบนั้นมาก่อนเลย สะใจแท้ ๆ!”
……
พี่เป้าฟังเสียงคนรายงานพลางใช้หางตาลอบสังเกตสีหน้าของเย่อวี๋หรานอย่างเงียบ ๆ
ตอนนี้เขาพอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้แล้ว
เรื่องนี้คงเกี่ยวกับพวกเด็กสาวในเรือนสกุลจูกระมัง?
ไม่อย่างนั้น จูต้าเหนียงจะลงมือ ‘โหด’ เช่นนี้ได้อย่างไร?
ผู้ชายไม่ว่าใครก็คงไม่อยากมีจุดจบแบบเจียงหยวนซือ ไม่เพียงถูกหักขาสองข้างเท่านั้น กระทั่งขาที่สามก็ไม่เหลือแล้ว
ชั่วชีวิตนี้อย่าหวังเลยว่าจะได้…
คิดถึงตรงนี้ พี่เป้าก็สั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่
เห็นที เด็กสาวสกุลจูใช่ว่าใครก็จะมาข้องแวะได้ตามใจ ไม่อย่างนั้น…
เขาดีใจยิ่งนักที่ครอบครัวสกุลจูไม่มีเด็กสาวที่วัยเหมาะสมกับเขา ไม่อย่างนั้นเขาคงลองทาบทามไปแล้วเป็นแน่
แม้จะไม่ได้มีเจตนาร้ายเหมือนเจียงหยวนซือ แต่ถ้าต้องการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเย่อวี๋หราน การแต่งงานเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ความคิดนี้ผ่านเข้ามาในสมองเขาเพียงชั่วขณะเท่านั้น เพราะสกุลจูไม่มีเด็กสาวที่อยู่ในวัยเหมาะสมกับเขา
ขณะเดียวกัน เรื่องนี้ก็ทำให้พี่เป้าตระหนักได้ว่า จูต้าเหนียงผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา เวลาที่ควรเด็ดขาดก็เด็ดขาด ไม่ใจอ่อนเป็นอันขาด
สตรีเช่นนี้จึงจะเป็นสหายร่วมรบที่ดีที่สุด
เขาไม่ต้องกังวลว่าในวันหน้าหากเจอปัญหาอะไร อีกฝ่ายจะรีรอลังเล ตัดสินใจไม่ได้
คิดทำการใหญ่ ต้องไม่ใส่ใจเรื่องเล็ก
คนผู้นั้นรายงานจบแล้ว พี่เป้าก็ให้เขาออกไป
ภายในเรือนเงียบสงบลงอีกครั้ง
“จูต้าเหนียง ท่านพอใจจุดจบของคนชั่วผู้นี้หรือไม่?”
เย่อวี๋หรานยิ้ม “ไม่มีอะไรให้พอใจหรือไม่พอใจ ก็แค่กรรมตามสนอง ทำเรื่องชั่วช้าก็ต้องถูกลงโทษไม่ใช่หรือ?”
“จูต้าเหนียงกล่าวได้ถูกต้อง เจียงหยวนซือทำเรื่องต่ำช้า ไม่ว่าใครมาเห็นก็ต้องอยากลงทัณฑ์คนชั่วค้ำจุนความดี ขจัดภัยพาลอภิบาลชาวประชาสักครา ถ้านายท่านเฉียนผู้นั้นรู้ว่าท่านลอบให้ความช่วยเหลือจะต้องรู้สึกขอบคุณท่านเป็นแน่แท้…”
เย่อวี๋หรานส่ายหน้า “รู้สึกขอบคุณหรือไม่ไม่สำคัญ สำคัญคือไม่ละอายต่อใจตนเอง”
พี่เป้า : …คำว่า ‘ไม่ละอายต่อใจตนเอง’ ของท่านไม่ใช่แค่โหดธรรมดาเลยนะ!
“พี่เป้า ข้าขอใช้น้ำชาต่างสุราขอบคุณท่าน!” เย่อวี๋หรานยกจอกน้ำชาคารวะพี่เป้า
พี่เป้าชูจอกชาขึ้นสูงอย่างเปิดเผย แล้วกล่าวว่า “จูต้าเหนียง ถึงตอนนี้แล้ว ท่านยังจะมาเกรงใจข้าอีก? คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องเกรงใจ ตอนนี้พวกเราเป็นพวกเดียวกันแล้ว”
ก่อนหน้านี้เป็นเพียงความสัมพันธ์เชิงค้าขาย แต่ตอนนี้นับว่าเขาได้กุมจุดอ่อนของจูต้าเหนียงเอาไว้ในมือแล้ว
พี่เป้าทั้งหวาดกลัวอีกฝ่ายและรู้สึกใกล้ชิดกับอีกฝ่ายยิ่งกว่าเดิมในเวลาเดียวกัน
มือของใครล้วนไม่สะอาด ก็ไม่ต้องมานั่งรังเกียจกันแล้ว
เย่อวี๋หรานยิ้มจาง ๆ “ตกลง ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะไม่พูดจาเกรงใจอีกแล้ว เรื่องนี้รบกวนท่านแล้ว”
สำหรับหมู่บ้านสกุลจูหรือสำหรับหมู่บ้านที่เจียงหยวนซือมาพักแรม การหายตัวไปของเจียงหยวนซือไม่นับเป็นเรื่องใหญ่แต่อย่างใด อย่างมากก็เพียงกลายเป็นหัวข้อสนทนายามว่างของชาวบ้านเท่านั้น
เหตุผลเรียบง่ายยิ่งนัก เพราะคนแรกที่ค้นพบว่าเขาหายตัวไปไม่ใช่เพื่อนบ้านเรือนเคียง แต่เป็นสาวใช้และแม่เฒ่าที่เขาซื้อตัวมา
ข้อความลึกลับแผ่นหนึ่งบอกว่าเจียงหยวนซือหายตัวไปแล้ว หลังจากนั้นเขาก็ไม่กลับมาหลายวันติดต่อกัน ทำให้ทั้งสองคนจิตใจไม่สงบ
สุดท้าย พวกนางหาสัญญาขายตัวของตนเองพบจากในเรือน ก็ตัดสินใจ ‘โกหก’ คนในหมู่บ้านแล้วจากไปในคืนเดียวกัน
“นี่ เจ้าหมายถึงคุณชายเจียงผู้นั้นหรือ? ดูเหมือนบ่าวเรือนเขาจะบอกว่าย้ายออกไปแล้วนะ”
“ก็จริงนะ คุณชายตระกูลร่ำรวยจะมาอยู่ในหมู่บ้านชนบทของพวกเราได้อย่างไร?”
“อยู่มาได้นานขนาดนี้ก็น่าแปลกใจแล้ว”
……
หลังจากนั้นก็ไม่มีใครจำได้แล้วว่าเคยมีคนชื่อ ‘เจียงหยวนซือ’ มาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน
หลี่ซื่อได้รับมอบหมายให้เอ่ยถึงเรื่องซุบซิบเหล่านี้ต่อหน้าจูปาเม่ยทั้งแบบจงใจและไม่เจตนาเพื่อหยั่งเชิงปฏิกิริยาของอีกฝ่าย
จูปาเม่ยมีท่าทีอย่างไรน่ะหรือ?
อย่างมากก็แค่ “ก็เรื่องธรรมดานี่นา? เขามาทัศนศึกษา แล้วก็ไม่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านพวกเราเสียหน่อย”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขามาทัศนศึกษา?” หลี่ซื่อถามหยั่งเชิง
จูปาเม่ยพบว่าตนเองหลุดปากพูดออกไปก็ยักไหล่ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “คนในหมู่บ้านพูดกันอย่างนั้น”
เมื่อคนในครอบครัวเห็นว่าจูปาเม่ยไม่ได้คิดอะไรกับเจียงหยวนซือจึงถอนหายใจโล่งอก
ความจริงเกี่ยวกับเจียงหยวนซือ ในสกุลจูมีคนล่วงรู้เพียงไม่กี่คน
เทียบกับการจากไปของเจียงหยวนซือแล้ว ชาวบ้านทั้งหลายสนใจความเป็นไปของมันเทศในทุ่งนามากกว่า
หมู่บ้านสกุลจูเป็นหมู่บ้านนำร่อง หมู่บ้านอื่น ๆ ได้รับกล้ามันเทศไปเพียงจำนวนน้อย ด้วยเหตุนี้ คนที่ไม่ได้รับกล้ามันเทศจึงมักมาเตร็ดเตร่ใกล้ ๆ ที่นาของคนที่ได้รับกล้ามันเทศ เพื่อดูว่าเจ้ามันเทศมีหน้าตาอย่างไรกันแน่
เวลาผ่านไปราวติดปีก
เถามันเทศเจริญงอกงามในทุ่งนา ใบของมันเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง ผู้คนตัดไปเลี้ยงหมูได้หลายรอบแล้ว
“คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าเจ้านี่จะเติบโตได้ดีขนาดนี้ ทั้งยังดูแลง่ายอีกต่างหาก เอาไปป้อนหมู พวกหมูก็ชอบกินยิ่งนัก”
“จริงของเจ้า มีเจ้านี่แล้ว พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นเขาไปตัดหญ้ามาเลี้ยงหมูแล้ว”
“ฮ่า ๆๆ…ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ข้าคงต้องปลูกให้เยอะ ๆ สักหน่อยแล้ว”
……
คนหมู่บ้านสกุลจูมองเถามันเทศที่ขึ้นดกครึ้ม ทุกคนล้วนยิ้มแย้มด้วยความปลื้มปีติ
ใบมันเทศที่อ่อนหน่อยสามารถนำมาทำเป็นอาหาร ส่วนใบแก่นำไปเลี้ยงหมูได้ และหัวมันเทศยังช่วยให้อิ่มท้อง รู้สึกเหมือนบนโลกคงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว
สำหรับคนหมู่บ้านสกุลจูแล้ว การมาเตร็ดเตร่อยู่บริเวณทุ่งนาของสกุลจูอยู่เรื่อย ๆ เพื่อดูว่ามันเทศเติบโตไปถึงไหนแล้ว คือเรื่องที่พบเห็นได้เป็นปกติ
ยามนั้น อาจูจยาเพิ่งมาถึงทุ่งนาก็พบว่าที่นั่นมีคนมากมายอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อพินิจอย่างละเอียดจึงเห็นว่าเย่อวี๋หรานที่ไม่ค่อยได้พบหน้านักก็อยู่ด้วยเช่นกัน
“พวกท่าน…” เขาเห็นจูต้าที่กำลังแกว่งจอบอยู่ก็พอจะเดาอะไรได้
“อาจูจยาเองหรือ ไม่มีอะไร ก็แค่ปลูกมานานแล้ว แม่ข้าเลยให้มาดูสักหน่อยว่าหัวมันเทศข้างล่างนั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว ถึงเวลาเก็บเกี่ยวได้หรือยัง” จูอู่เห็นอีกฝ่ายก็ทักทายอย่างเป็นมิตร
“เก็บเกี่ยวได้แล้ว?” อาจูจยาไม่รู้สึกประหลาดใจ อากาศเย็นขึ้นทุกวัน คงใกล้ถึงเวลาแล้วจริง ๆ
แต่ไม่รู้ว่าผลผลิตเป็นอย่างไรบ้าง
ไม่ได้มีเพียงอาจูจยาที่ตั้งตารอ คนหมู่บ้านสกุลจูทั้งหลายก็ตั้งตารอคอยเช่นกัน ถึงอย่างไรก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ปลูกมันเทศก่อนหน้าหนาว
“ยังไม่รู้ ต้องขุดออกมาดูก่อน” เย่อวี๋หรานก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก กลัวก็แต่หัวจะเล็กเกินไป เก็บเกี่ยวแล้วจะไม่คุ้ม
ขณะคุยกันอยู่ จูต้าขุดไปไม่กี่ครั้ง โกยดินขึ้นมา เผยให้เห็นหลุมที่ไม่ตื้นไม่ลึกหลุมหนึ่ง สามารถมองเห็นเปลือกของมันเทศได้รำไร
“ท่านพี่ ท่านระวังหน่อย อย่าขุดโดนล่ะ เห็นเปลือกมันแล้ว…” จูซื่อตาไว ส่งเสียงเตือนอย่างตื่นเต้น