ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 519 มองคนถูกแล้ว
บทที่ 519 มองคนถูกแล้ว
“ได้ยินแล้วใช่ไหม บ้านจูต้าเหนียงจะรวบรวมมันเทศ ว่ากันว่าเอาไปขายได้เงินนะ” นี่คือปฏิกิริยาเชิงยินดี
“จะขายได้เงินสักเท่าไหร่เชียว? มันจะแพงเท่าข้าวสารงั้นเรอะ?” นี่คือท่าทีของผู้ที่ยังเคลือบแคลง
“ไม่รู้สิ แต่ขายได้เงินก็ดีแล้วนี่นา? ขายได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น นี่คือเงินเชียวนะ…แค่ขายไปนิดหน่อยก็คงพอให้ซื้อชุดใหม่สำหรับช่วงข้ามปีได้แล้ว”
“มันเทศก็ได้มาเปล่าแต่แรกอยู่แล้วนี่นา จะขายออกไปสักหน่อยก็ไม่เห็นจะเป็นไร”
“ถ้าไม่ใช่เพราะจูต้าเหนียงก็คงไม่มีเรื่องพวกนี้แล้ว”
……
ประโยคสุดท้ายตรงใจคนจำนวนไม่น้อย
ถ้าไม่ได้จูต้าเหนียง อย่าว่าแต่เงินจำนวนนี้เลย แม้แต่มันเทศก็คงไม่มี ยังมีอะไรให้ไม่พอใจอีก?
ไม่ว่าจะทำไปเพื่อเอาใจเย่อวี๋หรานหรือเพื่อหาเงิน ทุกคนล้วนตัดสินใจว่าต้องเจียดมันเทศออกมาจำนวนหนึ่งเพื่อนำไปขาย
ในฐานะถู่ตี้เฉินประจำหมู่บ้านสกุลจู กานอี้เซียนจะทำให้ทุกคนผิดหวังได้อย่างไร?
หลายวันหลังจากนั้นจึงมีแสงแดดจ้าติดต่อกันหลายวัน มันเทศใต้ธรณีเหล่านั้นต่างก็เติบโตอย่างเอาเป็นเอาตาย
เขาอยากให้หมู่บ้านสกุลจูปลูกมันเทศได้ผลผลิตดีใจจะขาด เช่นนี้ทุกคนจะได้ทำตามเย่อวี๋หรานด้วยความสมัครใจ
ถ้าทุกคนเต็มใจทำตามนาง เขายังต้องกลัวว่าแผนการพัฒนาด้านเกษตรกรรมของเขาจะไปต่อไม่ได้อีกหรือ?
ตราบใดที่แผนการพัฒนาด้านเกษตรกรรมนี้ดำเนินต่อไป การประเมินงานในแต่ละปีของเขาก็จะก้าวหน้าไปทุกปี พื้นที่ในความดูแลของเขาก็จะแผ่ขยายออกไปอย่างเงียบเชียบ…
ปณิธานของกานอี้เซียนก็คือกลายเป็นถู่ตี้เฉินอันดับหนึ่งในใต้หล้า แล้วจะพอใจอยู่กับหมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างหมู่บ้านสกุลจูได้อย่างไร?
ในที่สุด ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว หมู่บ้านสกุลจูก็ได้เก็บเกี่ยวครั้งใหญ่กันเป็นครั้งสุดท้าย
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสไปสอบถามผู้ชราที่มีประสบการณ์มากที่สุดในหมู่บ้านเพื่อกำหนดวันเก็บเกี่ยว
ในวันนั้น หมู่บ้านสกุลจูครึกครื้นเป็นพิเศษ
รอยยิ้มชื่นมื่นระบายอยู่ทั่วใบหน้าของทุกคน พวกเขาแบกจอบและคานหาบตรงไปเก็บเกี่ยวมันเทศในทุ่งนา
ระหว่างทางมักได้ยินเสียงสนทนากลั้วเสียงหัวเราะของทุกคนอยู่เป็นระยะ “เจ้าก็ไปขุดมันเทศเหมือนกัน?”
“ฮ่า ๆๆ…ใช่แล้ว เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสประกาศว่าวันนี้สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้วไม่ใช่หรือ? ข้าเลยรีบพาลูกชายมาขุดมันเทศอย่างไรเล่า”
“ฮ่า ๆๆ…ข้าก็เหมือนกัน”
……
บนที่นาของสกุลจู จูเหล่าโถว จูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น
ทุกคนเก็บเกี่ยวมันเทศเสร็จตั้งแต่สองสามวันก่อนแล้ว
ทุกบ้านยังคงอยู่ในห้วงยินดีจากการเก็บเกี่ยว
“บ้านเจ้าได้กี่หาบ?”
“สองหาบนิด ๆ เจ้าล่ะ?”
“ถ้าไม่รวมเถามันเทศก็เท่า ๆ กับเจ้านั่นแหละ”
……
บทสนทนาเช่นนี้มีให้ได้ยินอยู่ทั่วไป
ระหว่างที่สกุลจูกำลังง่วนอยู่กับการทำงาน คนจากบ้านเดิมของเหล่าลูกสะใภ้ก็ทยอยเอาสิ่งของมากำนัลเพื่อแสดงความขอบคุณ
ผู้มาถึงคนแรกคือมารดาของหลี่ซื่อ
เย่อวี๋หรานชมชอบแม่หลี่ที่ช่างเจรจาและมีสายตาเฉียบแหลมผู้นี้ยิ่งนัก
นางเชื้อเชิญอีกฝ่ายเข้ามานั่งอย่างอบอุ่น แล้วให้หลี่ซื่อเข้าครัวทำอาหารด้วยตัวเอง
“กินข้าวด้วยกันสักมื้อก่อนค่อยกลับ ไม่อย่างนั้นก็คือไม่ไว้หน้าข้าแล้วนะ”
“ฮ่า ๆๆ…เช่นนั้นข้าก็ต้องลองชิมหน่อยแล้ว พอดีเลยจะได้ชิมรสมือของหรูตงด้วย” แม่หลี่กล่าวยิ้ม ๆ “ตอนนางกลับบ้านไปคราวก่อนก็ทำอาหารจานใหม่ให้กิน อร่อยอย่าบอกใครเชียวล่ะ ทั้งยังบอกว่าเจ้าเป็นคนสอน เด็กคนนี้ชอบแอบอู้มาตลอด คงมีแต่เจ้าที่สั่งสอนนางได้ พอเข้าครัวเองก็แทบจะไล่ทันพ่อครัวใหญ่ตามงานเลี้ยงเสียแล้ว กลับบ้านไปทีไรก็ต้องได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากที่บ้านอยู่ทุกคราไป รู้ไหมว่าเพราะเหตุใด?”
เย่อวี๋หรานถามอย่างให้ความร่วมมือ “เพราะเหตุใดหรือ?”
“เพราะอยากกินกับข้าวฝีมือนางอย่างไรเล่า ฮ่า ๆๆ…”
คนทั้งสองหัวเราะร่วนอยู่ภายในเรือน
เย่อวี๋หรานไม่ได้ปิดบังความรักใคร่เอ็นดูที่ตนเองมีต่อสะใภ้สี่เลยสักนิด ทั้งยังเลือกเรื่องยิบย่อยในชีวิตประจำวันของหลี่ซื่อมาเล่าให้แม่หลี่ฟัง
ด้วยประการฉะนี้ เจ้าเล่าหนึ่งคำข้าเล่าหนึ่งคำ ระหว่างแม่สามีและแม่ยายจึงกลมเกลียวยิ่งนัก
รวมเข้ากับเสียงละเล่นของซานเป่าและซื่อเป่า ภายในเรือนจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศของความชื่นมื่นยินดี
“จริงสิ ข้ามาคราวนี้นอกจากเพื่อขอบคุณเจ้าเรื่องมันเทศแล้ว ยังมีเรื่องอยากถามด้วยเช่นกัน”
แม่หลี่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เย่อวี๋หรานไม่รู้สึกประหลาดใจ นางยิ้มแล้วถามว่า “เจ้าคงอยากถามข้าเรื่องรับซื้อแป้งมันเทศกระมัง?”
“ถูกต้อง ก็คือเรื่องนี้เอง” แม่หลี่กล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจ “เก็บเกี่ยวได้มากนี่นา ข้าได้ยินคนพูดกันว่าหมู่บ้านสกุลจูรับซื้อแป้งมันเทศ จึงอยากถามเจ้าสักหน่อยว่าได้พอหรือยัง ถ้าพอแล้วก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ายังไม่พอ เจ้าจะลองพิจารณาของบ้านข้าด้วยได้ไหม?”
“เรื่องนี้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสคุยกับข้าไว้แล้ว เจ้ามาก็ดีเหมือนกัน ลองกลับไปปรึกษาเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านพวกเจ้า ถ้าทางนั้นมีคนอยากเข้าร่วมด้วยก็ให้ลงชื่อไว้ที่พวกเขา แล้วค่อยมาเจรจากับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านพวกข้า”
“หา เจ้าหมายความว่าเรื่องนี้สามารถทำได้?!” แม่หลี่ตื่นเต้นยินดี “ถ้าทำได้ก็ดียิ่ง ข้าบอกเจ้าตามตรงว่าตอนมาข้ายังแอบกังวลใจอยู่เลย…ลำพังหมู่บ้านสกุลจูก็คงได้แป้งมันเทศปริมาณมากแล้ว จะรับทั้งหมดได้อย่างไร ข้าอยากถามแต่ก็กลัวว่าเจ้าจะลำบากใจ ไม่รู้ว่าต้องเอ่ยปากอย่างไร”
เมื่อได้ยินวาจาของอีกฝ่าย แม่หลี่ก็แน่ใจแล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของสองหมู่บ้านตกลงกันได้ เรื่องนี้ก็แน่นอนแล้วน่ะสิ?
เรื่องกล้ามันเทศคราวก่อนก็ดำเนินการเช่นนี้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?
เหมือนที่คิดไว้จริง ๆ เย่อวี๋หรานก็คือเย่อวี๋หราน จัดการเรื่องราวอย่างเปิดเผยโปร่งใส
แม่หลี่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตอนแรกที่ลูกสาวอยากแต่งเข้าสกุลจูให้ได้นับว่ามองคนได้ถูกแล้ว
เย่อวี๋หรานยิ้ม “มีอะไรน่าลำบากใจกัน? ลูกสาวเจ้าเป็นลูกสะใภ้ของข้านะ เท่ากับว่าเป็นลูกสาวข้าครึ่งหนึ่ง ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้นไม่ใช่คนอื่นคนไกล ถ้าสามารถดูแลกันได้ย่อมต้องดูแลอยู่แล้ว จะทอดทิ้งญาติตัวเองโดยไม่ไยดีได้อย่างไร”
ระหว่างนั้น หลิวซื่อเข้ามาเติมน้ำชาจึงได้ยินเรื่องนี้พอดี
นางพลันบังเกิดความคิด หมู่บ้านสกุลหลี่ทำได้ หมู่บ้านสกุลหลิวของพวกนางก็ทำได้เหมือนกันน่ะสิ?
หลี่ซื่อเป็นลูกสะใภ้ แล้วนางไม่ใช่หรือไร?
หลิวซื่อใคร่ครวญเรื่องนี้ ตั้งใจว่าพอมารดาของนางมาถึงแล้วจะไปขวางเอาไว้ก่อนแล้วบอกเรื่องนี้แก่อีกฝ่าย
ผู้อื่นไม่รู้สถานการณ์ภายในครอบครัวของพวกนาง แต่นางที่เป็นลูกสะใภ้จะไม่รู้เชียวหรือ?
การค้ามันเทศเป็นการค้ารายใหญ่ ขอเพียงเข้าร่วมได้แล้ว หลังจากนั้นก็จะมีการค้ามาไม่ขาดสาย
มันเทศยังปลูกง่ายกว่าพืชชนิดอื่น แค่เอาลงดินก็สามารถงอกงามขึ้นมาได้ ง่ายกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
ไม่ได้การ ข้าต้องส่งคนไปบอกให้ท่านแม่รีบมาไว ๆ ถ้าให้คนอื่นได้สิทธิ์ไปก่อนแล้ว ไม่เหลือที่ให้พวกนางอีก อย่างนั้นก็แย่กันพอดีน่ะสิ…
เมื่อได้ข่าวคราวจากเย่อวี๋หราน หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว แม่หลี่ยังไม่ลืมสั่งสอนหลี่ซื่ออีกครั้ง
“แม่สามีของเจ้าเป็นคนฉลาดหลักแหลม เจ้าต้องทำสมองให้แจ่มใสเข้าไว้ เชื่อฟังคำแม่สามี กตัญญูต่อนาง เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่” หลี่ซื่อกอดแขนออดอ้อนมารดาของตน “ท่านแม่ มีครั้งไหนที่ข้าไม่เชื่อฟังแม่สามีบ้างหรือเจ้าคะ? แม่สามีว่าอย่างไรก็อย่างนั้น ข้าไม่เคยไม่เชื่อฟังหรอกเจ้าค่ะ”
นางยังแอบภูมิใจนิด ๆ ดูสิ ลูกสะใภ้มีตั้งหลายคน แต่ก็ไม่มีใครได้รับความโปรดปรานเท่านาง
ไม่อย่างนั้นการค้าของสกุลจูจะมาอยู่ในความดูแลของนางได้อย่างไร?
แม่หลี่จิ้มจมูกของบุตรสาว บอกว่าอย่าได้ใจเกินไปนัก ตอนนี้อยู่ในมือของเจ้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ในมือของเจ้าตลอดไป
“แม่สามีให้เจ้าได้รับโอกาสนี้ก็เพราะน้องสามีคนเล็กของเจ้าจะต้องเข้าร่วมการสอบขุนนาง ผู้ชายสกุลจูไม่อาจทำการค้า”
“ไม่อย่างนั้น เจ้าคิดว่าเจ้าที่เป็นลูกสะใภ้ที่แต่งเข้ามาคนหนึ่งจะมีสิทธิ์เกินหน้าลูกชายบังเกิดเกล้าได้อย่างไร? นั่นก็เพราะไม่มีตัวเลือกอื่นถึงได้เลือกเจ้าอย่างไรเล่า?”
“เจ้าคอยเรียนรู้จากพี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง และน้องสะใภ้ห้าของเจ้าให้มาก แต่เรื่องผิดพลาดที่พวกนางทำ เจ้าอย่าได้ทำแบบเดียวกันเป็นอันขาด”
“เจ้าคิดว่าแม่สามีรู้ไม่เท่าทันเจ้างั้นหรือ?”