ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 520 คนกินข้าวเหมือนกันแต่กลับมีนิสัยใจคอต่างกัน
บทที่ 520 คนกินข้าวเหมือนกันแต่กลับมีนิสัยใจคอต่างกัน
นอกจากมารดาของหลี่ซื่อแล้ว มารดาของหลิ่วซื่อและหลิวซื่อก็มาด้วยเช่นกัน
เทียบกับแม่หลี่ที่มนุษยสัมพันธ์ดี พวกนางสองคนด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
แม่หลิวมีอุบายในใจ แต่จิตใจไม่หนักแน่นพอ มักทำให้คนมองเห็นเจตนาซ่อนเร้น แต่นางเองกลับไม่รู้ตัว
เพียงเห็นนางก็สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมหลิวซื่อจึงเป็นคนเช่นนั้น
“จูต้าเหนียง รบกวนเจ้าจริง ๆ ถ้าไม่ได้เจ้า ข้าก็ไม่รู้ว่าซุ่ยซุ่ยของข้าจะกลายเป็นแบบไหนไปแล้ว”
“ไอ้หยา เจ้าไม่รู้อะไร พอมีมันเทศของเจ้า คนในหมู่บ้านก็อิจฉาข้ายกใหญ่ มีแต่คนยอว่าลูกสาวข้าได้แต่งให้คนดี ๆ”
“ฮ่า ๆๆ…ตอนนี้ข้ามีหน้ามีตาในหมู่บ้านยิ่งนัก”
……
นี่ก็คือแม่หลิวที่ย่ามอกย่ามใจประหนึ่งว่าครอบครัวตนเองเก็บได้ก้อนทอง
ยิ้มจนหุบปากไม่มิด ทั้งยังไม่รู้จักเก็บอาการ คนเก็บก้อนทองได้คือสกุลจูชัด ๆ เกี่ยวอะไรกับนางกัน?
เห็นได้ชัดว่าแม่หลิวไม่ได้ตระหนักถึงจุดนี้
ตอนเจรจาการค้ากับเย่อวี๋หรานก็หาได้เกรงอกเกรงใจ บอกว่านางรับปากคนในหมู่บ้านไว้แล้ว เรื่องนี้ให้นางเป็นคนออกหน้าจัดการ
“จูต้าเหนียง เรื่องเล็กแค่นี้ เจ้าคงไม่ทำให้ข้าต้องเสียหน้ากับคนในหมู่บ้านจนไม่มีหน้าไปพบใครหรอกใช่ไหม?”
เมื่อเย่อวี๋หรานมีท่าทีบ่ายเบี่ยง นางก็พูดมาอีกว่า “เจ้ารับมันเทศจากใครก็เหมือนกัน เจ้าแค่รับคนอื่นน้อยหน่อย รับของพวกข้ามากหน่อย แบบนี้ก็ได้นี่นา”
เย่อวี๋หราน “…”
เจ้าไม่ได้มาเจรจาการค้า แต่มาทวงหนี้มากกว่ากระมัง?
แม้นางตั้งใจว่าจะโอบรับทุกหมู่บ้านในเชิงเขาไท่ตังอยู่แล้ว แต่แม่หลิวมาทำเช่นนี้ นางก็อดจะโมโหขึ้นมาไม่ได้ รู้สึกไม่ค่อยอยากทำเสียแล้ว
สีหน้าเย่อวี๋หรานเย็นชาอย่างห้ามไม่อยู่ ท่าทีต่อแม่หลิวก็เปลี่ยนเป็นขอไปที
พูดจาไม่กี่ประโยคแล้วก็ส่งคนออกไป
“อืม เรื่องนี้ให้เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของสองหมู่บ้านคุยกันเถอะ ข้าไม่แทรกแซง”
ท่าทีต่างจากตอนเจรจากับแม่หลี่ราวฟ้ากับเหว
แม่หลิวไม่ได้สังเกต แต่หลิวซื่อไม่โง่ แค่เปรียบเทียบกันเล็กน้อยนางก็ตระหนักได้แล้ว
น่าเสียดายที่นางทำได้แค่ยืนร้อนใจอยู่ตรงนั้น แต่ไม่อาจพูดแทรกขึ้นมา
นางอาศัยช่วงที่แม่หลิวไปเข้าห้องน้ำ ค่อยตามหลังมารดาออกมาแล้วพูดว่า “ท่านแม่ ท่านไปพูดแบบนั้นกับแม่สามีของข้าได้อย่างไรเจ้าคะ? ท่านรู้ไหมว่าท่านไปล่วงเกินแม่สามีแล้ว”
“ข้าไปพูดอะไรกับนาง? ข้าอยากถามเจ้ามากกว่าว่าเจ้ามาพูดกับข้าแบบนี้ได้อย่างไร? ข้าเป็นแม่เจ้านะ…” แม้แม่หลิวจะเก็บคำของลูกสาวมาคิด แต่ถูกคนเป็นลูกสาวมาพูดด้วยเช่นนี้ก็อดจะโมโหไม่ได้
นางเป็นแม่นะ มีลูกสาวที่ไหนพูดกับแม่ตัวเองแบบนี้บ้าง?
แต่ล่วงเกินคนอื่นก็ทำไปแล้ว แม่หลิวก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
“เป็นแบบนี้ไปแล้ว ข้ายังจะทำอย่างไรได้อีก? เจ้าคงไม่ได้จะให้ข้าไปขอโทษแม่สามีของเจ้าหรอกกระมัง?” แม่หลิวพูด “นั่นจะได้อย่างไร? ข้าก็รักหน้าตาเหมือนกันนะ เข้าใจไหม?”
หลิวซื่อจ้องอีกฝ่าย “ถ้าอย่างนั้นท่านก็กลับไปพูดกับท่านพ่อเองเถอะ”
สุดท้ายแม่หลิวก็ไม่มีโอกาสได้กล่าวคำขออภัยต่อเย่อวี๋หราน เพราะข้างกายเย่อวี๋หรานมีคนอยู่ด้วยตลอด นางหาโอกาสอยู่ด้วยกันตามลำพังไม่ได้
จวบจนถึงตอนที่ต้องกลับไป จิตใจแม่หลิวก็ยังคงกระสับกระส่าย หาความสงบไม่ได้
แต่นางก็จนปัญญา ได้แต่กัดฟันปิดบังเรื่องนี้เอาไว้ “ไอ้หยา พูดอะไรน่ะ นางจะไม่รับคำข้าได้อย่างไร?”
“เรียบร้อยแล้ว ถึงตอนนั้นให้เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของหมู่บ้านพวกเราไปคุยกับเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของทางนั้นก็ได้แล้ว”
“คราวก่อนตอนแจกจ่ายกล้ามันเทศก็ทำแบบนี้ไม่ใช่หรือ? นี่ก็คือกฎ!”
……
ถึงจะมีส่วนที่โกหก แต่ก็เป็นการใช้ต่างวิธีเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เดียวกัน ผลที่ออกมาก็ยังเป็นที่น่าพอใจ
ส่วนแม่หลิ่วไม่ได้มีเรื่องมากมายเช่นนั้น นางก็เหมือนกับหลิ่วซื่อ ไม่พูดไม่จาเหมือนกัน
ตอนมาพบเย่อวี๋หรานไม่กล้าพูดมากแม้แต่คำเดียว เพียงถ่ายทอดคำพูดของเจ้าหน้าที่ ผู้อาวุโส และสามีของตนต่ออีกฝ่าย
เย่อวี๋หรานไม่ได้ถือสา หลังจากผ่านแม่หลิวจอมสร้างเรื่องมาแล้ว เมื่อมาเจอแม่หลิ่ว ท่าทีของนางจึงดีขึ้นมาก
แต่เรื่องเดียวที่ทำให้เย่อวี๋หรานไม่พอใจคงเป็นความสองภาคของแม่หลิ่ว ตอนอยู่ต่อหน้านางยังเป็น ‘คนดี’ แต่เมื่อหันไปหาหลิ่วซื่อ…
ชี้หน้าต่อว่าหลิ่วซื่อลับหลังคนสกุลจู นี่ยังเป็นมารดาคนอยู่ไหม?
เย่อวี๋หรานไปได้ยินเข้าโดยบังเอิญก็รู้สึกปวดกบาล
บ้านเดิมของลูกสะใภ้ยิ่งมาน้อยครั้งเท่าไหร่ก็ยิ่งดีจริง ๆ ด้วย
ถ้ามาบ่อยกว่านี้ นางคงอายุสั้นลงหลายปี
โชคดีที่หลิ่วซื่อแต่งเข้าครอบครัวนาง ถ้าเป็นครอบครัวอื่นจะไม่ถูกรังแกจนตายไปเลยหรือ?
เย่อวี๋หรานลังเลเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ
เรื่องไม่ดีในบ้านไม่อาจแพร่งพรายออกไปข้างนอก หลิ่วซื่อเองก็ดูจะไม่ได้อยากให้นางรับรู้หรือให้ใครมาสงสาร
อีกอย่าง ต่อให้นางยื่นมือเข้าไปยุ่ง แต่ถ้าหลิ่วซื่อไม่ยืนขึ้นมาด้วยตนเองก็ไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้ามอาจเลวร้ายกว่าเดิม
ในบรรดาลูกสะใภ้สกุลจู คนเดียวที่ไม่คิดว่าจะมีคนจากบ้านเดิมมาด้วยคงเป็นหลินซื่อแล้ว
หลินหมู่ล่วงลับไปแล้ว หลินซื่อยังไม่สนิทกับครอบครัวของแม่เฒ่าหลินและท่านลุงท่านป้า ดังนั้นผู้มาจึงเป็นญาติอาวุโสฝ่ายบิดา นั่นก็คือท่านปู่ใหญ่ หรือพี่ชายคนโตของปู่นาง
ถ้านับจากลำดับญาติอาจห่างไกลกันพอสมควร แต่หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว หมู่บ้านสกุลหลินก็ไม่มีตัวเลือกที่เหมาะสมกว่านี้
“ท่านปู่ใหญ่ ท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ?!”
หลินซื่อเห็นท่านปู่ใหญ่ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าประตูเรือนสกุลจูกะทันหันก็ต้องตกใจ รีบร้องเรียกหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย
แค่คิดดูก็รู้ได้ ปู่ของหลินซื่อถึงแก่กรรมนานแล้ว ท่านปู่ใหญ่ที่อายุมากกว่าปู่ของนางเสียอีกจะอายุไม่มากได้อย่างไร แข้งขาจึงไม่ค่อยคล่องแคล่วสักเท่าไหร่
แต่หลังจากรู้ข่าวจากหมู่บ้านอื่น ๆ ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านสกุลหลินก็นั่งไม่ติด ได้แต่ไปเจรจากับครอบครัวของปู่ใหญ่สกุลหลินแล้วส่งคนสองคนมาที่นี่
ท่านปู่ใหญ่อายุมากแล้ว ย่อมไม่อาจเดินทางมาตามลำพัง ผู้มากับเขาด้วยยังมีสะใภ้ใหญ่อย่างหลินจ้าวซื่อ
“ไอ้หยา นี่คงเป็นซานเม่ยกับซื่อเม่ยกระมัง ไม่เจอกันแค่ไม่กี่เดือน คนเปลี่ยนเป็นงามขึ้นแล้ว!”
หลินจ้าวซื่อวางตัวเก่งกว่าท่านลุงท่านป้าของหลินซื่อมากนัก พอเห็นหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยก็เอ่ยชมยกใหญ่
แต่นางก็ไม่ได้พูดเกินจริง เพราะถ้าเทียบกับตอนที่ต้องทนหิวโหยอยู่ตลอดเวลาเมื่อครั้งยังอยู่หมู่บ้านสกุลหลิน หลังจากมาอยู่กับสกุลจูแล้ว หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย รวมถึงหลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยา พวกนางล้วนได้กินอิ่มทุกมื้อ ใบหน้าจึงเอิบอิ่มสมบูรณ์กว่าเดิม
ไม่เพียงแต่ใบหน้าเท่านั้นที่สมบูรณ์ขึ้น เลือดลมก็ยังไหลเวียนดีกว่าเดิม
“ท่านปู่ใหญ่ ท่านป้าใหญ่…”
ส่วนหลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยาก็ทักทายอย่างว่าง่ายรู้ความด้วยเช่นกัน “ท่านทวด ท่านยาย…”
“น่ารักเสียจริง!” หลินจ้าวซื่อลูบศีรษะเด็กน้อยทั้งสามและเอ่ยชมอีกยก บอกว่าพวกนางได้มาอยู่กับสกุลจูนับว่ามีวาสนาแล้ว
บอกให้พวกนางว่าง่ายรู้ความ กินข้าวของผู้อื่นก็ต้องกตัญญูต่อผู้อื่น ไม่อาจมองว่าตนเองเป็นคนนอก เข้าใจหรือไม่?
เด็กน้อยทั้งสามพยักหน้า
ทักทายเสร็จแล้ว ท่านปู่ใหญ่และหลินจ้าวซื่อก็ถูกเชิญให้ไปนั่งบนเก้าอี้ หลินซื่อยกน้ำชามาให้ด้วยตนเอง
เนื่องจากไม่มีใครมาแจ้งไว้ก่อน เย่อวี๋หรานไม่รู้ว่าสกุลหลินจะมีคนมาด้วยเช่นกัน ยามนี้จึงไปเรือนพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจู ทางนั้นมีคนกลับมาร้องไห้ตีโพยตีพายที่บ้านเดิมแล้ว
แต่สถานการณ์เป็นเช่นนี้ หลินซื่อไม่รู้จะทำอย่างไร จึงร้องเรียกหลินซานเม่ย “ซานเม่ย เจ้าบอกปาเม่ยหน่อย ให้ปาเม่ยไปบอกท่านแม่ว่าที่เรือนเรามีแขก”
“เจ้าค่ะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
หลินซานเม่ยขานรับแล้วเดินไปยังเรือนหลังใหม่ทันที
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
JO857REZ
เจอโค๊ดแล้วอย่าเพิ่งเมินเฉย โค๊ดนี้สามารถนำมากรอกเพื่อรับเหรียญได้ที่เว็บไซต์ Enjoybook
ไปที่โปรไฟล์ >> รหัสแลกรับ >> ใส่โค๊ดที่ได้ (ตัวพิมพ์ใหญ่)
ลุ้นรับเหรียญสูงสุด 100 เหรียญ ตั้งแต่วันนี้ – 30 ตุลาคม
ด่วน! ใครใช้โค๊ดก่อน ได้เหรียญก่อนนะ