ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 522 ข้าไม่ขอร้องพวกท่านแล้ว
บทที่ 522 ข้าไม่ขอร้องพวกท่านแล้ว
ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด!
คนหนึ่งถูกบริภาษจนจิตใจด้านชา คิดแต่จะตายท่าเดียว คนหนึ่งอยากให้อีกฝ่ายไปตายเสียเดี๋ยวนั้น กลัวว่าอีกฝ่ายจะทำลายชื่อเสียงวงศ์ตระกูล สถานการณ์ยุ่งเหยิงเอาการ
สะใภ้สกุลจูไม่มีใครกล้าปริปาก กลัวว่าไฟโทสะของพ่อสามีจะลุกลามมาถึงตนเอง
แต่คนที่มีลูกสาวก็อดจะเห็นด้วยไม่ได้ นั่นน่ะสิ น้องสามีเป็นย่าคนแล้วนะ ยังจะถูกปลดกลับบ้านเดิมมาอีก ลูกสาวของนางที่ออกเรือนไปแล้วจะทำอย่างไร?
ถ้าถูกสาดน้ำโคลนใส่ทั้งอย่างนี้ ชั่วชีวิตก็อย่าหวังเลยว่าจะล้างออกได้
จูเอ้อร์เม่ยร้องไห้จนไม่เหลือเสียงร้อง มีเพียงน้ำตาที่หลั่งไหลลงมาเป็นสาย
“ได้ ข้าตายก็ได้ ข้าจะไปตายที่เรือนสกุลเฉียน เท่านี้คงได้แล้วใช่ไหม?”
“ข้าไม่ขอร้องพวกท่านแล้ว ข้าจะไปตายเอง!”
……
นางบอกให้จูเหล่าโถว จูเหล่าซาน และจูเหล่าซื่อปล่อยนาง
“พี่ใหญ่ น้องสาม น้องสี่ ตอนที่ข้าออกเรือนไป ใครพูดไว้นะ?”
“ตอนนั้นใครกันที่พูดว่าถ้าคนสกุลเฉียนกล้าแตะต้องข้าแม้ปลายนิ้ว พวกท่านก็จะไปแก้แค้นให้ข้า?”
“ชีวิตนี้ข้าไม่เคยขอร้องพวกท่านมาก่อน ตอนนี้พอมาขอร้องพวกท่านจริง ๆ พวกท่านกลับทำแบบนี้กับข้า?”
จูเอ้อร์เม่ยปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ถลึงตามองพวกเขาอย่างโกรธแค้น กล่าวเสียงกร้าวว่า “ประเสริฐ ประเสริฐยิ่ง เรื่องที่ข้าเสียใจที่สุดในชีวิตนี้ก็คือเกิดมาในสกุลจูของพวกท่าน! ข้ายอมตายอยู่ข้างนอกดีกว่ากลับมาที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง”
ริมฝีปากของพ่อเฒ่าจูสั่นระริก แต่เมื่อคิดถึงหลานชายและหลานสาว สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
แม่เฒ่าจูเอามือปิดปากร่ำไห้โดยไร้เสียง นางได้แต่ใช้ประโยคที่ว่า ‘ลูกสาวที่ออกเรือนแล้วก็คือน้ำที่สาดทิ้ง’ มาปลอบใจตนเอง
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นรู้สึกไม่สบายใจ พวกนางได้แต่คิดว่า น้องสามี อย่าโทษพวกข้าเลยนะ ครอบครัวนี้พี่ชายน้องชายของเจ้าจึงจะมีสิทธิ์ตัดสินใจ ข้า…
จูเอ้อร์เม่ยไม่ได้มองใครอีก นางหันหลังเดินตรงไปยังประตูเรือน
ภายในเรือนมีเพียงความเงียบ
“อะแฮ่ม!”
ทันใดนั้น เสียงกระแอมพลันดังกังวานขึ้นภายในเรือน
“ร้องไห้มีประโยชน์อะไร?”
“ตายยังไม่กลัว ยังจะกลัวอะไรอีก?”
เสียงนั้นดังขึ้น ทุกคนล้วนหันมองมาทางต้นเสียง
กระทั่งจูเอ้อร์เม่ยยังหยุดฝีเท้าอย่างไม่อาจควบคุมแล้วหันมองกลับมา
เมื่อนางเห็นว่าเป็นเย่อวี๋หรานก็นึกว่าอีกฝ่ายเยาะเย้ยตนเอง “เจ้า…”
เย่อวี๋หรานเอ่ยตัดบท “ใช่ ตอนเจ้าออกเรือนไปปีนั้น ข้าเห็นเจ้าแล้วรำคาญหูรำคาญตามาก คิดว่าเจ้าไม่ต้องกลับมาเลยทั้งชีวิตก็ยิ่งดี แต่เห็นเจ้าร้องไห้ฟูมฟายกลับมาเหมือนสุนัขที่สูญเสียเจ้านายไปแบบนี้ ข้าก็อดจะสงสารไม่ได้ อยากช่วยสักหน่อย…”
“ผู้ใดอยากได้ความสงสารจากเจ้า?” จูเอ้อร์เม่ยตอกกลับ “เย่อวี๋หราน ข้าบอกเจ้าไว้เลย ต่อให้ข้าต้องตายอยู่ข้างนอกก็ไม่มีทางมาขอร้องเจ้า”
ความแค้นระหว่างเจ้าของร่างเดิมกับจูเอ้อร์เม่ยในปีนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะใช้ถ้อยคำไม่กี่คำมาคลี่คลายได้เลยจริง ๆ
สะใภ้คนใหม่ที่เพิ่งแต่งเข้าเรือนมาผู้หนึ่ง ทั้งยังเคยอยู่ในเรือนสกุลใหญ่มาก่อน จิตใจหยิ่งยะโส ย่อมจะติสิ่งนี้วิจารณ์สิ่งนั้นเป็นธรรมดา
ส่วนอีกคนเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน เบื้องบนมีพี่ชาย เบื้องล่างมีน้องชาย นับว่าเป็นคนที่ได้รับความรักใคร่โปรดปรานที่สุดแล้วในครอบครัว
เมื่อประทัดพบชนวน เพียงจุดไฟก็ลุกลาม พบหน้าคราใดเป็นต้องทะเลาะกัน ไม่มีใครยอมใครแม้แต่น้อย
แม้แต่เรื่องมงคลของจูเอ้อร์เม่ยยังถูกเจ้าของร่างเดิมทำให้ไขว้เขวไป
เดิมทีนั้นคนที่จูเอ้อร์เม่ยต้องออกเรือนให้คืออีกคน แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด เพียงเจ้าของร่างเดิมเข้ามาเอี่ยวด้วย จูเอ้อร์เม่ยก็กลายเป็น ‘หญิงปากร้าย’ เกือบจะแต่งไม่ออกอยู่รอมร่อ สุดท้ายจำต้องเลือกสกุลเฉียนซึ่งยากจนข้นแค้นจนแทบไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ
ในสกุลจูหากจะมีคนที่จูเอ้อร์เม่ยมีความแค้นด้วย คนที่นางแค้นใจที่สุดคงต้องนับรวมเจ้าของร่างเดิมเข้าไปด้วย
แม่เฒ่าจูได้สติขึ้นมาทันใด จริงสิ คนอื่นในบ้านช่วยไม่ไหว แต่สะใภ้ใหญ่เล่า?
นางจึงรีบบอกให้จูเอ้อร์เม่ยขอร้องพี่สะใภ้ใหญ่
“ให้ข้าขอร้องนาง?! ท่านแม่ ท่านเสียสติไปแล้วกระมัง! ข้ากลายเป็นแบบนี้ก็เพราะนาง ข้าจะไปขอร้องนางได้อย่างไร?!” จูเอ้อร์เม่ยพูด
“เอ้อร์เม่ย เจ้าฟังแม่สักคำ พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าร้ายกาจยิ่ง เจ้าก็รู้จักชื่อเสียงของนางดี ขอเพียงนางยอมช่วยเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะทำผิดอะไรมา แค่นางไปข่มขู่สกุลเฉียนเล็กน้อย พวกเขาจะต้องไม่กล้าปลดเจ้าแน่นอน…”
กล่าวถึงที่สุดแล้ว แม่เฒ่าจูคล้ายจะไม่คิดเช่นกันว่าลูกสาวตนเองอาจถูกปลดโดยไม่มีเหตุผลก็ได้
นี่ก็คือความร้ายกาจของเหล่าเฉียน ตามหลักแล้ว การปลดภรรยาจำเป็นต้องมีเหตุผล ไม่อย่างนั้นวงศ์ตระกูลจะไม่อนุญาต
มิหนำซ้ำจูเอ้อร์เม่ยยังเป็นย่าคนแล้ว ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ
แต่เหล่าเฉียนเพียงทำสีหน้าปั้นยาก “ผู้อาวุโส ท่านอย่าให้ข้าต้องลำบากใจเลย ถ้าข้าพูดออกมา สกุลเฉียนก็ไม่เหลือศักดิ์ศรีอะไรแล้ว…”
ทำเป็นอมพะนำ ไม่พูดออกมาให้ชัดเจน ทว่าการแสดงออกเป็นนัยทั้งปวงล้วนสาดโคลนใส่จูเอ้อร์เม่ยทั้งสิ้น
บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้ชัดเจน เพียงบอกเป็นนัยกลับกระตุ้นให้คนคิดไปในแง่ร้ายได้มากกว่า
ทุกคนล้วนกำลังคิดกันว่า จูเอ้อร์เม่ยทำความผิดอะไรลงไป เหล่าเฉียนจึงมาพูดเช่นนี้?
จากนั้นยิ่งไม่จำเป็นต้องอธิบาย แค่การคาดเดาไปนานาก็สามารถทำให้คนตายได้
“ข้ายอมไปตายที่เรือนสกุลเฉียนดีกว่า!” จูเอ้อร์เม่ยหันหลังจากไป
เย่อวี๋หรานเห็นเช่นนั้นก็พูดขึ้น “นี่ อย่าเพิ่งรีบไปสิ กล้าทะเลาะกับพ่อเจ้าพี่น้องเจ้า แต่ไม่กล้าทะเลาะกับข้าสินะ? ทำไมข้าจำไม่เห็นได้เลยว่าเมื่อก่อนเจ้าอ่อนแอแบบนี้? เสียงแปดหลอดของเจ้าหายไปไหน? เจ้า…”
“เจ้าหุบปากไปเลยนะ!” จูเอ้อร์เม่ยถูกยั่วยุเช่นนี้ก็หันขวับกลับมาอย่างเกรี้ยวกราด สองตาแดงก่ำ “เจ้าคงพอใจมากเลยสินะ? เห็นข้ามีสภาพแบบนี้ เจ้าคงดีใจแทบบ้า อยากให้ข้าไปตายข้างนอกใจจะขาด หลังจากนี้จะได้เอาไปคุยในวงน้ำชาโอ้อวดกับคนอื่นว่าตอนเจ้ายังสาวร้ายกาจแค่ไหน แม้แต่น้องสามีก็ยังต้องกลัวเจ้า สุดท้ายก็ถูกกรรมตามสนอง อายุขนาดนี้แล้วยังถูกสามีตัวเองปลดเอา ตอนตายยังตายอย่างน่าสมเพช…”
ยิ่งพูดยิ่งแค้น แทบอยากพินาศไปเสียด้วยกันกับเย่อวี๋หราน
“จุ๊ ๆๆๆ…คิดไม่ถึงว่าเจ้าอายุปูนนี้แล้ว แต่ปากยังแจ๋วเหมือนเดิมไม่มีผิด!” เย่อวี๋หรานลุกขึ้นมากล่าวด้วยน้ำเสียงสัพยอก
นางเดินไปหาจูเอ้อร์เม่ยช้า ๆ ประเมินซ้ายขวา มองอย่างไรก็ไม่พอใจ
“ดูสารรูปเจ้าสิ น่าสมเพชจริง ๆ ดั้งเขียวหน้าบวมแบบนี้ เหมือนถูกคนตีมาไม่มีผิด”
“สามีเจ้าคงไม่ได้ตีเจ้าหรอกนะ?”
“เจ้าก็อนาถแท้ ๆ มีคนเป็นย่าที่ไหนน่าสมเพชเหมือนเจ้าบ้าง? เจ้านับว่าเป็นคนแรกในเชิงเขาไท่ตังแห่งนี้เลยจริง ๆ!”
……
กล่าวพลางเดินวนไปรอบ ๆ จูเอ้อร์เม่ย ท่าทางชวนให้ผู้คนชิงชังยิ่งนัก
ห่างออกไปไม่ไกล แม่เฒ่าจูส่งสายตาให้จูเอ้อร์เม่ย : เอ้อร์เม่ยเอ๊ย เจ้าอย่าทำเรื่องโง่ ๆ มีชีวิตอยู่สำคัญที่สุดนะ!
พ่อเฒ่าจูและคนอื่น ๆ ก็อดจะมีความหวังขึ้นมาไม่ได้
ก่อนหน้านี้ เหตุที่ไม่มีใครออกปากขอให้เย่อวี๋หรานช่วย นอกจากจะเป็นเพราะลืมคิดไปชั่วขณะแล้ว ยังมีอีกสาเหตุก็คือ พวกนางสองคนขัดแย้งกัน หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่ซ้ำเติมก็ดีเท่าไหร่แล้ว ยังจะช่วยเหลืออีกได้อย่างไร?
ไม่เห็นหรือว่าพอจูเอ้อร์เม่ยเข้ามา นางก็ตีหน้านิ่งมาตลอด?
เอาแต่นั่งนิ่ง ๆ อยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ ตีหน้าเย็นชา เห็นได้ชัดว่ามาดูเรื่องขายหน้าของผู้อื่น
ที่จริง พ่อเฒ่าจูกับแม่เฒ่าจูก็อยากให้เย่อวี๋หรานช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้นคงไม่เจาะจงเชิญนางมาที่นี่
แต่พวกเขาไม่มีใครกล้าออกปากโดยง่าย กลัวว่านอกจากจะไม่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว ยังจะกลายเป็นการล่วงเกินนางไปเสียอีก
จนเป็นเหตุให้สกุลจูที่เริ่มไปมาหาสู่กันอีกครั้งหลังจากที่ตัดสัมพันธ์กันไปหลายปีมีอันต้องตัดขาดกันอีกรอบ
พวกเขาสองคนแก่แล้ว คงมีชีวิตต่อไปได้อีกไม่กี่ปี ถ้าไม่อาศัยช่วงเวลานี้ปล่อยให้สะใภ้ใหญ่พาลูกชายอีกสองคนร่ำรวยไปด้วยกัน ได้รับอานิสงส์จากบ้านใหญ่บ้าง พอพวกเขาจากไปก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว
หลังจากบุพการีล่วงลับไปแล้ว พี่น้องก็มักจะห่างเหินจากกันไม่ใช่หรือไร?