ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 523 พวกเจ้าตีกันด้วย?
บทที่ 523 พวกเจ้าตีกันด้วย?
แต่ละครั้งที่เย่อวี๋หรานให้จูปาเม่ยเอาสิ่งของมาส่งให้ มีครั้งไหนบ้างที่ไม่ได้อ้างชื่อของพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจู?
นางยังดูจะไร้ความอดทนต่อเรื่องของจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่น
บางครั้งคนเราก็เป็นเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่อยากให้อีกฝ่ายช่วย แต่กลับไม่กล้าพูดออกมา เอาแต่วกไปวนมา…
เดิมทีนั้นพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูคิดว่าขอแค่จูเอ้อร์เม่ยไม่โง่เขลา นางคงจะขอร้องเย่อวี๋หรานด้วยตัวเอง
คิดไม่ถึงว่าจูเอ้อร์เม่ยจะพูดว่า ‘ยอมตายดีกว่าขอร้อง’
พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจู “…”
โง่เง่า ตายยังมิสู้ดิ้นรนมีชีวิตต่อไป เข้าใจไหม?
จูเอ้อร์เม่ยน้อยใจ “อยากช่วยก็ช่วยสิ พล่ามไร้สาระทำไมเยอะแยะ?”
“เจ้าพูดเองว่าจะไม่ขอร้องข้านี่นา?” เย่อวี๋หรานยืนอยู่ที่เดิม พลางเผยสีหน้าบริสุทธิ์ใจ
จูเอ้อร์เม่ยเอ่ยว่า “ข้าไปขอร้องเจ้าตอนไหน เจ้าเสนอหน้าอยากช่วยข้าเองนี่?”
“ปากแข็งจริง ๆ…”
“เจ้าว่าอะไรนะ?!”
“ไม่มีอะไร ข้าไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย” เย่อวี๋หรานยักไหล่ปฏิเสธ
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลี่ซื่อคิดว่า ทำไมรู้สึกว่าอาหญิงรองทะเลาะกับแม่สามีของพวกนางเช่นนี้แล้วออกจะน่าขันกันนะ?
จูเอ้อร์เม่ยย่อมไม่อยากตาย มิเช่นนั้นก็คงไม่กลับมาขอความช่วยเหลือจากสกุลจูแล้ว
แต่นางไม่เต็มใจจะออกปากขอร้องเย่อวี๋หราน
โชคดีที่เย่อวี๋หรานไม่ได้ถือสา
นางไม่ได้คาดคั้นถามจูเอ้อร์เม่ยเหมือนคนอื่น ๆ ในสกุลจูว่าตอนอยู่เรือนแม่สามีนั้นทำผิดมาใช่ไหม ทางนั้นถึงได้ปลดจากการเป็นภรรยา
เย่อวี๋หรานนั้นไม่เหมือนกัน นางถามว่า “เจ้าลองนึกดู ก่อนเจ้าจะถูกปลด ที่เรือนมีอะไรผิดปกติไปหรือไม่”
“ผิดปกติ? ไม่มีนี่นา ก็เหมือนกับที่ผ่านมา…” จูเอ้อร์เม่ยย้อนนึก “นอกจากเรื่องหนังสือหย่าก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แค่กะทันหันมาก ข้าคิดอยู่นานก็ยังไม่รู้ว่าเกิดปัญหาขึ้นตรงไหน”
“ไม่ถูกต้อง จะต้องมีตรงไหนผิดปกติไปแน่นอน แต่เจ้าไม่ได้สังเกต เป็นต้นว่าเจ้าทะเลาะกับเหล่าเฉียน หรือคนอื่นในเรือนดูผิดปกติไปจากที่เคย”
“เอ่อ” จูเอ้อร์เม่ยแลดูกระอักกระอ่วน “ข้ากับเหล่าเฉียนทะเลาะกันเป็นประจำอยู่แล้ว…”
“เล่ารายละเอียดมา”
จูเอ้อร์เม่ยสงสัยว่าอีกฝ่ายจงใจสร้างความลำบากให้ตนเอง แต่ก็ไม่มีหลักฐาน จึงได้แต่เล่าออกมาช้า ๆ
เพราะเหตุใดนางกับเหล่าเฉียนจึงทะเลาะกัน พูดไปพูดมาก็เป็นเพราะความจนนั่นเอง
ถ้าทางด้านเย่อวี๋หรานยากจนเหมือนกันก็อาจไม่เป็นไร ทุกคนล้วนยากจนเหมือนกัน จิตใจยังสงบลงได้ แต่สองปีมานี้ครอบครัวเย่อวี๋หรานกลับเริ่มร่ำรวยขึ้นมา ไม่เพียงครอบครัวตนเองเท่านั้น แต่ยังพาให้ครอบครัวของจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ กระทั่งครอบครัวญาติพี่น้องรวมถึงหมู่บ้านสกุลจูขยับฐานะขึ้นมาด้วย
ตอนนี้เหล่าเฉียนเริ่มไม่พอใจเสียแล้ว เขาหันมาตะคอกใส่จูเอ้อร์เม่ย “นั่นก็เป็นบ้านเดิมของเจ้าเหมือนกัน ทำไมคนอื่นล้วนได้แบ่งน้ำแกง แต่น้องสามีอย่างเจ้ากลับไม่ได้?”
จูเอ้อร์เม่ยมีนิสัยหัวร้อนง่ายเช่นกัน จึงตอบโต้เหล่าเฉียนกลับไปทันที “แบ่งน้ำแกงอะไรกัน? เจ้าก็รู้นี่นาว่าปีนั้นข้าทะเลาะกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์จนแตกหักกันไปแล้ว ตอนนี้ข้าแก่แล้ว หลานชายก็มีแล้ว ข้ายังต้องปั้นหน้าประจบไปขอร้องนางอีกเรอะ? เจ้ามันไร้ศักดิ์ศรี แต่ข้ายังมีศักดิ์ศรีอยู่นะ!”
“ศักดิ์ศรีงั้นเรอะ บ้านจนไม่มีข้าวสารมากรอกหม้อ จะอดตายอยู่รอมร่อ เจ้ายังจะเอาศักดิ์ศรีมาทำไม? ศักดิ์ศรีใช้ทำอะไรได้?”
“ยากจนจนไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อเป็นความผิดของข้างั้นเรอะ? สกุลเฉียนของพวกเจ้ายากจนอยู่แล้ว ยังจะมาโทษข้า? ข้าจนมาทั้งชีวิตแล้ว ตอนนี้แก่แล้ว ข้ายังจะรังเกียจว่ายากจนอีก? ถ้าเจ้ารังเกียจนักก็คิดวิธีหาเงินเอาเองสิ มาหาข้าทำไม?”
……
ทะเลาะจนถึงตอนท้าย ทั้งคู่ก็ขว้างปาข้าวของ ลงไม้ลงมือกันอีกต่างหาก
“พวกเจ้ายังตีกันด้วย?” เย่อวี๋หรานมองร่องรอยบนใบหน้าจูเอ้อร์เม่ย “แผลเจ้าคงได้มาจากตอนนั้นกระมัง?”
จูเอ้อร์เม่ยกล่าวอย่างอึดอัด “ผัวเมียตบตีกันก็เป็นเรื่องปกตินี่? ตบตีกันแล้วพอขึ้นเตียงเดี๋ยวก็ดีกันเอง…”
“ข้ากับพี่ชายเจ้าไม่ตบตีกัน” เย่อวี๋หรานกล่าว
จูเหล่าโถว “…”
ใช่ เจ้าไม่ตบตี นั่นก็เพราะข้าไม่ตบตีกับเจ้า!
ถ้าข้าตบตีเจ้าจริง ๆ ฟ้าจะไม่พลิกคว่ำเลยเรอะ?
จูเอ้อร์เม่ยมีน้ำเสียงเดียดฉันท์ “นิสัยอย่างพี่ข้า เขาจะเอาปัญญาที่ไหนมาตบตีกับเจ้า? ถ้าเขาทำได้ก็คงไม่ทอดทิ้งพ่อแม่ข้า โวยวายจะแยกเรือนไปอยู่กับเจ้าแต่แรกแล้ว”
“นอกจากเรื่องนี้ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่ เช่นว่าเขาบ่นมากกว่าปกติ หรือมักหายตัวไปบ่อย ๆ…”
เย่อวี๋หรานเพิ่งพูดจบ จูเอ้อร์เม่ยก็โพล่งขึ้นอย่างประหลาดใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไร?! เจ้าคงไม่ได้จงใจสืบเรื่องครอบครัวข้ามาหรอกนะ? ที่นั่นห่างจากที่นี่ตั้งไกล เจ้า…”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคลางแคลง
“เรื่องนี้แค่เดาก็พอจะเดาได้ ถ้าไม่มีเรื่องอะไรจริง เขาจะปลดเจ้าปุบปับได้อย่างไร? ย่อมต้องมีเหตุผล” เย่อวี๋หรานกล่าว
“แล้วเจ้ารู้เหตุผลหรือยัง?” จูเอ้อร์เม่ยมองเย่อวี๋หรานด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ตัวนางเองยังคิดไม่ออก ทำไมผู้หญิงคนนี้ใช้เวลาครู่เดียวก็เดาได้แล้วเล่า?
“ชัดเจนอยู่แล้วนี่ เจ้าไม่ยอมบากหน้ามาขอร้องข้า เขาก็ได้แต่คิดหาวิธีเอาเอง” เย่อวี๋หรานตอบ
“หมายความว่าอย่างไร?”
“หมายความว่าเขาปลดเจ้า เจ้าก็ต้องกลับมาโวยวายที่บ้านเดิม พอเจ้ามาโวยวาย ข้าก็รู้เรื่องแล้วนี่? ถึงขั้นนี้แล้ว บ้านเดิมของเจ้ายังจะไม่พาครอบครัวเหล่าเฉียนร่ำรวยไปด้วยกันอีก?”
จูเอ้อร์เม่ย “…”
คนอื่น ๆ ในเรือน “…”
อ้อมไปไกลขนาดนี้ โง่หรือเปล่า?
ถ้าจะขอร้องผู้อื่นก็ไม่ควรใช้วิธีการแบบนี้นี่นา?
“สะ…สะใภ้ใหญ่ เจ้าอาจเดาผิดไปหรือเปล่า?” แม่เฒ่าจูถามอย่างลังเล
นางย่อมปรารถนาให้เรื่องราวเรียบง่ายเช่นนี้ใจจะขาด ถ้าเป็นเพราะเรื่องอื่นก็คงยุ่งยากจริง ๆ แล้ว
เห็นได้ชัดว่าแม่เฒ่าจูไม่ได้ตระหนักว่าวิธีขอร้องคนเช่นนี้จะมีปัญหาตรงไหน
และไม่ได้ตระหนักเช่นกันว่า ปัญหาอีกข้อหนึ่งก็คือเย่อวี๋หรานเต็มใจหรือไม่เต็มใจ
“เรื่องนี้ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร? ให้เอ้อร์เม่ยกลับไปโวยวายที่เรือนสกุลเฉียนก็ได้รู้คำตอบแล้วไม่ใช่หรือ?” เย่อวี๋หรานกล่าว
“หา เจ้าจะให้ข้ากลับไปโวยวาย?” จูเอ้อร์เม่ยประหลาดใจ
“ไปพบเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของหมู่บ้านพวกเจ้าโดยตรง บอกว่าเจ้าไม่ได้ทำเรื่องเจ็ดออก [1] ครอบครัวเหล่าเฉียนปลดเจ้าโดยไม่ชอบธรรม โวยวายว่าถ้าไม่มีคำอธิบาย เจ้าก็จะทำให้คนทั้งโลกรับรู้ ดูซิว่ายังจะมีใครเต็มใจออกเรือนให้สกุลเฉียนของพวกเขาอีก…”
จูเอ้อร์เม่ยกล่าวเสียงอ่อน “ข้ายังมีหลานสาวที่ยังไม่ออกเรือนคนหนึ่งนะ”
“เจ้าเอาตัวยังไม่รอด ยังจะไปคิดถึงคนอื่น? เจ้าผ่านด่านนี้ไปให้ได้ก่อนเถอะ ถ้ามีคนคิดจะแต่งหลานสาวของเจ้าจริง ๆ ถ้าเจ้าไม่โวยวายต่างหากคนเขาถึงจะไม่กล้ามาสู่ขอ” เย่อวี๋หรานมองอีกฝ่ายพลางกล่าวว่า “เจ้าไม่โวยวายก็เท่ากับว่าเจ้าผิด เจ้าคิดว่าคนอื่นสาดน้ำโคลนใส่กันอย่างไรเล่า?”
จูเอ้อร์เม่ย “…”
ให้จูเอ้อร์เม่ยกลับไปตามลำพังย่อมเป็นไปไม่ได้ เย่อวี๋หรานยังเชิญเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจูมาด้วย
การปลดภรรยาไม่ใช่เรื่องเล็ก ครอบครัวไหนปลดภรรยานับเป็นเรื่องขายหน้า คนทั้งตระกูลยังพลอยได้รับผลกระทบ
มิหนำซ้ำคนที่ถูกปลดยังไม่ใช่สะใภ้เยาว์วัย แต่เป็นสตรีสูงสัยที่เป็นย่าคนแล้ว เรื่องนี้ก็ยิ่งหนักหนากว่าเดิม ต้องร้ายแรงถึงขั้นไหนจึงไม่สนใจจะรักษาศักดิ์ศรี ถึงขั้นปลดนายหญิงของเรือน?
หมู่บ้านชนบทไม่มีคำเรียก ‘นายหญิงของเรือน’ แต่สตรีที่อาวุโสที่สุดในครอบครัวก็เทียบได้กับฐานะนี้ ถ้าไม่ถึงที่สุดจริง ๆ ก็จะไม่ปลดภรรยาเด็ดขาด
[1] ผู้ชายจีนในสมัยโบราณสามารถปลดภรรยาได้หากภรรยามีพฤติกรรมตรงตามเงื่อนไขเจ็ดออก (หรือเจ็ดขับ) 七出 ได้แก่ ไม่ปรนนิบัติพ่อแม่สามี ไร้บุตร คบชู้สู่ชาย อิจฉาริษยา มีโรคร้ายแรง พูดมาก และลักขโมย