ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 524 ถ้าเจ้าทำเนื้อที่ส่งมาให้ถึงปากหลุดมือ
บทที่ 524 ถ้าเจ้าทำเนื้อที่ส่งมาให้ถึงปากหลุดมือ
ก่อนจะออกเดินทาง เย่อวี๋หรานหารือกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูเอาไว้แล้ว
หากต้องการจะมีส่วนร่วมก็ควรมีท่าทีอย่างผู้ที่มาขอเข้าร่วม ส่วนพฤติกรรมแบบสกุลเฉียนไม่อาจยอมรับได้โดยเด็ดขาด
ไม่อย่างนั้น ในอนาคตเมื่อหมู่บ้านสกุลจูผงาดขึ้นมา ญาติพี่น้องมากมายล้วนใช้วิธีการเช่นนี้ หมู่บ้านสกุลจูยังจะได้ใช้ชีวิตอยู่ไหม?
เจ้าแสดงท่าทีดีหน่อย ข้าก็จะแบ่งให้เจ้า แต่ท่าทีแบบนี้ อย่างมากพวกเราสองหมู่บ้านก็ตัดสัมพันธ์กันเถอะ
ไม่ต้องกลัว หมู่บ้านสกุลจูกุมผลประโยชน์เอาไว้ในมือ ผู้ใดกล้าเห็นแย้งก็ให้อีกฝ่ายรับผลของการกระทำนั้น ดึงหมู่บ้านรอบ ๆ มาเป็นพวก ดูว่าเขาจะทำอย่างไรได้อีก
สำหรับครอบครัวของเหล่าเฉียนก็ต้องใช้วิธีการเช่นนี้ เดิมทีหมู่บ้านสกุลจูของพวกข้าตั้งใจว่าปีหน้าจะพาพวกเจ้าร่ำรวยไปด้วยกัน แต่ครอบครัวเหล่าเฉียนนี่มันอย่างไรกัน ทำเช่นนี้อยากตัดสัมพันธ์กันใช่หรือไม่? ตัดก็ตัดสิ ต่อไปหมู่บ้านสกุลจูของพวกข้าไม่สนใจพวกเจ้าแล้ว…
“หา มีเรื่องเช่นนี้?!” ผู้อาวุโสสกุลเฉียนมีสีหน้าตกใจ รีบยืนยันว่าตนเองไม่รู้เรื่องทันที
ยังพูดว่าจูเอ้อร์เม่ยเป็นย่าคนแล้ว คลอดลูกชายอบรมลูกสาวให้ครอบครัวเหล่าเฉียน แม้นไร้คุณงามความดีก็มีความทุ่มเทตรากตรำ จะมาปลดกันง่าย ๆ ได้อย่างไร?
ยืนกรานว่าพวกตนไม่รู้เรื่องที่เหล่าเฉียนปลดภรรยาเลยสักนิด
เปลือกตาของผู้อาวุโสสกุลจูไม่ขยับแม้แต่น้อย ไม่สนว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ แต่เอ่ยคล้อยตามวาจาของอีกฝ่ายทันทีว่า “ที่แท้ท่านก็ไม่รู้เรื่อง อย่างนั้นท่านก็ต้องถามให้ชัดเจนว่ามีเรื่องอะไรถึงต้องปลดภรรยาให้ได้? จะพูดอย่างไรจูเอ้อร์เม่ยก็เป็นคนจากหมู่บ้านสกุลจูของพวกข้า ไม่ไว้หน้ากันถึงเพียงนี้ ต่อไปพวกข้าจะกล้าให้เด็กสาวในหมู่บ้านออกเรือนมาที่นี่ได้อย่างไร?”
“แล้วเรื่องมันเทศปีหน้า…” เจ้าหน้าที่หมู่บ้านเฉียนเฉวียนที่อยู่ข้าง ๆ ถามขึ้นเสียงเบา
หมู่บ้านเฉียนเฉวียนต่างจากหมู่บ้านอื่น ๆ ในบริเวณเชิงเขาไท่ตัง หมู่บ้านอื่น ๆ มีทั้งหมู่บ้านขนาดใหญ่และขนาดเล็ก แต่ล้วนรวมกลุ่มกันโดยใช้แซ่เป็นหลัก คนแซ่เดียวกันอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน
ขณะที่หมู่บ้านเฉียนเฉวียนเป็นศูนย์รวมคนหลายแซ่ มีทั้งแซ่เฉียน แซ่จ้าว และแซ่หลิว
กล่าวกันว่าเดิมทีนั้นหมู่บ้านเฉียนเฉวียนเป็นแหล่งหลบภัย อยู่มาปีหนึ่งเกิดภัยแล้งขึ้น คนจากหมู่บ้านอื่น ๆ หนีภัยแล้งมารวมตัวกันที่นี่ จึงกลายเป็นหมู่บ้านเฉียนเฉวียนในปัจจุบัน
แต่ละตระกูลก็มีผู้อาวุโสของตน ทว่าเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านมีเพียงคนเดียว
“เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่าเรื่องของจูเอ้อร์เม่ยจะจบลงอย่างไร” เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจูที่เงียบมานานเอ่ยขึ้น “ถึงอย่างไรนางก็เป็นย่าคนแล้ว แต่กลับถูกคนหมู่บ้านเฉียนเฉวียนของพวกเจ้าปลดโดยไร้สาเหตุ มาตบหน้าหมู่บ้านสกุลจูของพวกข้าแบบนี้ ต่อให้ผู้อาวุโสสกุลจูรับปาก เกรงว่าคนอื่นในหมู่บ้านสกุลจูของพวกข้าคงไม่เห็นด้วย”
คนหนึ่งเล่นบทคนดี อีกคนเล่นบทผู้ร้าย
ผู้อาวุโสสกุลจูเอ่ยเสริม “ไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่หมู่บ้านพวกข้าไม่เห็นแก่หน้าพวกท่าน แต่เป็นเพราะปริมาณกล้ามันเทศสำหรับฤดูใบไม้ผลิมีจำกัด ถ้ามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน จะให้นิดหน่อยยังพออธิบายได้ แต่พวกท่านกลับมีเรื่องขัดแย้งกับหมู่บ้านพวกข้าเสียแล้ว ยังจะให้พวกข้าแบ่งให้อีก แบบนี้ก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร…”
เจ้าหน้าที่หมู่บ้านเฉียนเฉวียนยิ้มเอาใจ “พวกท่านกล่าวมีเหตุผล พวกท่านไม่ต้องร้อนใจ เรื่องนี้พวกข้าจะตรวจสอบจนกระจ่างและมอบคำอธิบายให้หมู่บ้านสกุลจูแน่นอน”
จากนั้นก็บอกให้คนทั้งคู่รอก่อน เขาและผู้อาวุโสสกุลเฉียนจะส่งคนไปตรวจสอบเดี๋ยวนี้
แต่ความจริงก็เพียงหาข้ออ้างออกมาหารือกันข้างนอกว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี
เรื่องที่เหล่าเฉียนปลดจูเอ้อร์เม่ยครึกโครมปานนั้น ทั้งร้องไห้โวยวาย พวกเขาจะไม่รู้เรื่องเลยได้อย่างไร?
แต่พอถามแล้ว เหล่าเฉียนกลับเอาแต่ส่ายหน้ายิ้มขื่น ท่าทางจนปัญญาจะพูดออกมา
พวกเขาจึงสงสัยว่าจูเอ้อร์เม่ยอาจทำเรื่องที่ไม่อาจพบผู้คน กอปรกับหมู่บ้านสกุลจูมีเรื่องดี ๆ ก็ไม่รู้จักแบ่งปันให้หมู่บ้านเฉียนเฉวียนของพวกเขาบ้าง ในใจนึกอิจฉาจึง…
“เจ้าว่า พวกเขาพูดจริงหรือไม่จริง? เรื่องจะปลูกมันเทศตอนฤดูใบไม้ผลิปีหน้า หมู่บ้านสกุลจูจะให้พวกเราปลูกด้วยจริง ๆ?”
“ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริง แต่ในเมื่อพวกเขาพูดออกมาแล้ว พวกเราก็ถือเสียว่ามันเป็นเรื่องจริง พวกเขาพูดเอง ยังกลัวว่าพวกเขาจะบิดพลิ้วอีกหรือ?”
“ก็จริง คำพูดของเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านและผู้อาวุโสประจำตระกูลจะมากน้อยก็ย่อมมีน้ำหนักอยู่บ้าง แต่เรื่องเหล่าเฉียน…” ผู้อาวุโสสกุลเฉียนกล่าว “เจ้าหน้าที่ เกรงว่าเรื่องนี้คงจัดการไม่ง่าย ถ้าจูเอ้อร์เม่ยทำเรื่องผิดต่อเหล่าเฉียนคงยากจะยอมรับได้”
“เจ้าที่เป็นผู้อาวุโสยังจัดการคนในตระกูลตัวเองไม่ได้?” เจ้าหน้าที่แสดงออกชัดว่าไม่เชื่อ เขากล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องใหญ่ของหมู่บ้านเฉียนเฉวียนเชียวนะ ปีหน้าหมู่บ้านพวกเราจะได้ปลูกมันเทศหรือไม่ขึ้นอยู่กับท่านแล้ว ถ้าท่านทำได้ไม่ดี ถึงตอนนั้นถ้าผู้อาวุโสสกุลอื่นรู้ว่าเนื้อที่ส่งมาให้ถึงปากถูกท่านทำหลุดมือไปแล้ว ท่านคิดว่าท่านจะรอดตัวไปได้หรือ?”
ผู้อาวุโสสกุลเฉียนลูบคอตัวเอง เพราะพลันรู้สึกเย็นวาบขึ้นมา
เจ้าหน้าที่กล่าวต่อไปว่า “โชคดีที่หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้นไม่ได้มาด้วย ไม่อย่างนั้น ท่านคงไม่มีโอกาสเหมือนตอนนี้แล้ว”
……
เรื่องราวครั้งนี้ เย่อวี๋หรานไม่มีทางออกหน้าจัดการด้วยตนเอง
ถ้านางออกหน้าก็จะกลายเป็นเรื่องระหว่างสกุลจูและสกุลเฉียน เป็นเรื่องส่วนตัวของสองครอบครัว
ถ้าอีกฝ่ายสร้างเรื่องโวยวายเพราะความโลภมาก นางคงไม่มีกระทั่งที่ทางให้ถอย แต่ถ้าเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสออกหน้าก็ง่ายขึ้นมาก
‘ผลประโยชน์’ ไม่ได้เป็นของส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่เป็นผลประโยชน์ของทั้งหมู่บ้านเฉียนเฉวียน แล้วเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสคนอื่นของหมู่บ้านเฉียนเฉวียนจะมองเนื้อลอยหายไปต่อหน้าต่อตาเพียงเพราะเหล่าเฉียนได้อย่างไร?
ไม่ว่าจูเอ้อร์เม่ยจะได้ทำอะไรผิดหรือไม่ เรื่องนี้จะต้องสามารถคลี่คลายได้แน่นอน
นางไม่สนว่าหลังจากจูเอ้อร์เม่ยกลับไปแล้วจะยังสามารถใช้ชีวิตร่วมกับเหล่าเฉียนได้หรือไม่ คนอายุปูนนั้นแล้ว กล่าวให้ไม่น่าฟังหน่อยก็คือจะยังมีชีวิตต่อไปได้อีกกี่ปีก็ไม่รู้ ตราบใดที่จูเอ้อร์เม่ยยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างหมู่บ้านสกุลจูและครอบครัวของเหล่าเฉียน เหล่าเฉียนก็ต้องรับจูเอ้อร์เม่ยเอาไว้
ยามนั้น จูเอ้อร์เม่ยไม่น่าจะมีชีวิตลำบากมากเกินไป
“ท่านแม่ ท่านตัดใจได้จริง ๆ หรือเจ้าคะ?” หลี่ซื่อกระซิบถามระหว่างทางขากลับ
เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าปราศจากความรู้สึก “มีอะไรให้ตัดใจไม่ได้ เจ้าคิดว่าครอบครัวเราสามารถปิดบังเรื่องนาน้ำกับมันเทศจากหมู่บ้านอื่นได้อย่างนั้นรึ? พวกเขาตาร้อนมานานแล้ว หาวิธีการต่าง ๆ นานาเพื่อมาขอปันผลประโยชน์ด้วย เรื่องนี้ข้าเตรียมใจมาแต่แรกแล้ว เพียงแต่…”
“เพียงแต่อะไรหรือเจ้าคะ?” หลิวซื่อรีบถาม
“พวกเราเพิ่งจะได้ทำนาน้ำและปลูกมันเทศเป็นครั้งแรก ประสบการณ์ยังไม่มาก ข้าเกรงว่าจะเกิดปัญหา ดังนั้นจึงยื้อแล้วยื้ออีก รอให้ผ่านไปอีกสักสองปี ทุกคนมีประสบการณ์แล้วค่อยเผยแพร่ออกไปข้างนอก แต่ตอนนี้มีคนรอไม่ไหวเสียแล้ว ก็ไม่ต้องรออีกต่อไป ใครอยากเอาด้วยก็ไปลงชื่อไว้ที่เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส ให้พวกเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสเขาจัดการกันเอง”
“ไม่กระมัง ท่านแม่ ท่านจะปล่อยมือไม่ยุ่งแล้วหรือเจ้าคะ?” หลิวซื่อค่อนข้างประหลาดใจ
เรื่องมีหน้ามีตาเช่นนี้ เหตุใดแม่สามีพูดว่าจะปล่อยก็ปล่อยไปง่าย ๆ เลยเล่า?
ถ้าเป็นนางคงจะกุมเอาไว้ในมือ ให้พวกเขาฟ้องปู่ฟ้องย่า กระทั่งมาขอร้องตนเอง ถึงตอนนั้น…
เย่อวี๋หรานปรายตามอง “พวกเราเป็นครอบครัวบัณฑิตชาวนา ไม่ใช่เศรษฐีใหม่หวงทรัพย์”
พูดจบก็ก้าวเร็ว ๆ เดินนำหน้าไป ทิ้งเหล่าลูกสะใภ้ไว้เบื้องหลัง
หลิวซื่อมีสีหน้างุนงง หันไปถามหลี่ซื่อที่เข้าใจความคิดของแม่สามีมากที่สุด “ท่านแม่หมายความว่าอย่างไร?”
“หมายความว่ามองการณ์ให้ไกลหน่อย” หลี่ซื่อยักไหล่กล่าวว่า “รายละเอียดข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่ข้ารู้ว่าฟังคำท่านแม่ต้องไม่ผิดแน่นอน ในเมื่อท่านแม่พูดแบบนี้ จะต้องมีผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่ารออยู่แน่”
หลังจากนั้นก็ไม่สนใจท่าทีของหลิวซื่อ แต่ซอยเท้าวิ่งตามไปหาเย่อวี๋หราน
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านว่าต่อไปยังจะมีผลประโยชน์อะไรอีกหรือเจ้าคะ? ผลประโยชน์ก็ยกให้คนอื่นไปหมดแล้วนี่นา?” หลิวซื่อพูดอยู่ แต่แล้วก็กลับคำ “ช่างมันเถอะ พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านไม่ต้องพูดแล้ว ถามไปท่านก็ไม่รู้อยู่ดี”
หลิ่วซื่อ “…”
ข้าไม่รู้ แล้วเจ้ามาถามข้าทำไม?