ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 525 ข้ารู้ว่ามาพูดเอาตอนนี้ออกจะหน้าไม่อาย
บทที่ 525 ข้ารู้ว่ามาพูดเอาตอนนี้ออกจะหน้าไม่อาย
กลับมาที่เรือนสกุลจู คนจากบ้านเดิมของหลินซื่อนั่งรอมาได้สักพักแล้ว
เมื่อเย่อวี๋หรานเข้ามาในเรือนก็กล่าวขออภัย บอกว่าทางนั้นมีเรื่องจึงเสียเวลาไปเล็กน้อย หวังว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้รอนาน
จากนั้นก็ถามหลินซื่อว่าได้ยกน้ำชาและของหวานรับรองแขกแล้วหรือยัง
นี่เป็นคนจากบ้านเดิมของหลินซื่อเชียวนะ ต้องใส่ใจให้มาก ไม่อาจดูดาย…
วาจาของเย่อวี๋หรานทำให้ท่านปู่ใหญ่และหลินจ้าวซื่อที่นั่งมานานแล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ทั้งคู่ไม่กลัวการรอคอย กลัวแต่ว่าพวกตนมาได้ไม่ถูกจังหวะ ทำให้เรื่องดีกลายเป็นเรื่องร้าย
“ไม่เป็นไร พวกข้าเพิ่งมาได้ไม่นาน ไม่ได้เจอพวกเด็ก ๆ มานานแล้วจึงถือโอกาสพูดคุยสัพเพเหระเสียเลย…” เมื่อครู่ตอนจูปาเม่ยกลับมาได้บอกเป็นนัยว่าไม่ใช่เรื่องดีอะไร หลินจ้าวซื่อจึงใช้ไหวพริบด้วยการไม่ถามว่าเป็นเรื่องอะไร เพียงกล่าวถึงธุระของตนเองเท่านั้น
ภารกิจวันนี้ของท่านปู่ใหญ่ก็คือมาเป็น ‘สัญลักษณ์มงคล’
ทำอย่างไรได้ ผู้ใดให้ท่านปู่ใหญ่มีความใกล้ชิดทางสายเลือดกับหลินซื่อมากกว่า หากเทียบกับหลินจ้าวซื่อที่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือด
เย่อวี๋หรานย่อมไม่อาจละเลยท่านปู่ใหญ่อยู่แล้ว ระหว่างสนทนากับหลินจ้าวซื่อยังหันมาพูดคุยกับท่านปู่ใหญ่บ้างเป็นบางคราว
แต่ท่านปู่ใหญ่อายุมากแล้ว การตอบสนองค่อนข้างช้า บางครั้งเขาจะมองไปทางเด็กน้อยสองคนในเรือน ซึ่งก็คือซานเป่าและซื่อเป่า เท่านี้ก็พอให้เบิกบานใจได้อยู่นานสองนาน
บ่อยครั้งมักตอบไม่ตรงคำถาม ทั้งยังไม่รู้ตัวว่าตนเองตอบผิด
เย่อวี๋หรานไม่ถือสา นางหันไปคุยกับหลินจ้าวซื่อต่อ
นางกล่าวเหมือนที่บอกบ้านเดิมของลูกสะใภ้คนอื่น ๆ เรื่องกล้ามันเทศของปีหน้าให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของสองหมู่บ้านเจรจากันเอง
ครั้นได้ยินว่าปีหน้ายังสามารถร่วมมือกันต่อ หลินจ้าวซื่อก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม กล่าวออกมาตรง ๆ ว่าหลินซื่อเป็นเด็กที่ท่านปู่ใหญ่เห็นมาแต่อ้อนแต่ออก ยินดีต้อนรับนางกลับ ‘บ้านเดิม’ ได้ทุกเมื่อ
แล้วจึงเอ่ยถึงเรื่องของหลินซานเม่ย หลินซื่อเม่ย หลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยา บอกว่าตอนที่สกุลจู ‘รับเลี้ยง’ เด็กเหล่านี้ หากมิใช่เจรจากับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสหมู่บ้านสกุลหลิน ก็เป็นเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสหมู่บ้านสกุลหลี่ว์ ฝ่ายตนไม่เคยได้ออกหน้า
นั่นมิใช่เพราะพวกตนไม่อยากจะออกหน้า แต่เหตุผลประการแรกคือครอบครัวตนเองลำบากอยู่แล้ว เลี้ยงไม่ไหว อีกประการคือพวกตนยังขัดแย้งกับครอบครัวแม่เฒ่าหลิน หากสอดมือเข้าไปยุ่ง แม่เฒ่าหลินจะต้องอาละวาดแน่นอน
ไม่ง่ายเลยกว่าพวกตนจะตัดขาดกับครอบครัวแม่เฒ่าหลินได้อย่างหมดจด ไม่ต้องการกลับไปยุ่งเกี่ยวด้วยอีกแล้ว
ตอนนี้เห็นพวกเด็ก ๆ ได้มีชีวิตที่ดี พวกตนก็วางใจยิ่ง กล่าวขอบคุณเย่อวี๋หรานซ้ำแล้วซ้ำอีก
นอกจากคำพูดขอบคุณ นางยังออกปากว่าต่อไปที่เรือนจะแบ่งข้าวสารส่วนหนึ่งส่งมาให้สกุลจู ให้ถือว่าเป็นน้ำใจของพวกตน
“จูต้าเหนียง ข้ารู้ว่ามาพูดเอาตอนนี้ออกจะหน้าไม่อาย แต่ก็จนปัญญาจริง ๆ ทุกครอบครัวล้วนมีความลำบากของตนเอง ครอบครัวพวกข้า…” หลินจ้าวซื่อถอนหายใจแล้วบอกเล่าความลำบากของฝ่ายตนออกมา
มีแม่เฒ่าหลินอยู่ ตอนที่จะแยกเรือนกันนั้น พวกตนก็ถูกอีกฝ่ายเอาเปรียบไปมาก และก็เพราะเหตุนี้ ครอบครัวพวกตนจึงใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แม่สามีของนางยังด่วนจากไปเพราะตอนยังสาวทำงานหนักเกินไป
พ่อสามีก็สุขภาพไม่ใคร่ดีเช่นกัน บางครั้งมีสติแจ่มใส บางครากลับเลอะ ๆ เลือน ๆ
นางยังต้องเลี้ยงลูก สามีของนางก็ไม่ใช่คนมีความสามารถอะไร แล้วจะกล้าต่อกรแม่เฒ่าหลินได้อย่างไร?
ตอนนั้นที่เย่อวี๋หรานยืนกรานรับหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยไป นางก็พลอยโล่งใจแทนเด็กทั้งสอง
“ข้ารู้ว่าสิ่งของเล็กน้อยเท่านี้เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่สกุลจูทุ่มเทลงไป แต่นี่ก็เป็นน้ำใจจากครอบครัวข้า”
แม้ว่าก่อนหน้านี้คนสกุลหลินจะทำกันเกินไป แต่หลินจ้าวซื่อมาไกล่เกลี่ยเช่นนี้ก็พอจะแก้ไขสถานการณ์ได้บ้าง เทียบกับการไม่ทำอะไรสักอย่าง การชดเชยหลังเกิดเรื่องแล้วก็เป็นการแก้ไขรูปแบบหนึ่ง
เย่อวี๋หรานเพียงยิ้มรับเอาไว้โดยไม่ได้ฟื้นฝอยหาตะเข็บ
ยุคสมัยนี้ไม่เหมือนกับยุคปัจจุบัน วงศ์ตระกูลและบ้านเดิมคือกำลังสนับสนุนที่สำคัญของสะใภ้ที่ออกเรือนไปผู้หนึ่ง
รับหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยมาเลี้ยงดูใกล้ตัว จะมากน้อยก็พอมีความรู้สึกอยู่บ้าง เย่อวี๋หรานหวังว่าในอนาคตพวกนางจะมีที่พึ่งพาเพิ่มขึ้นอีกสักนิด
“น้ำจงน้ำใจอะไรกัน เจ้ามาได้ก็เพราะเจ้าเป็นป้าของพวกหลินซื่อพี่น้อง เป็นยายของพวกนางหนูสกุลหลี่ว์ ต่อไปอย่าพูดแบบนนี้อีกนะ” เย่อวี๋หรานสัพยอก “คราวหน้าถ้าทำอีก ข้าจะบอกให้พวกนางไม่ยอมรับเจ้า”
หลินจ้าวซื่อยิ้มกว้างกว่าเดิม กล่าวอย่างสนิทสนมว่า “ไม่พูดอีกแล้ว ข้าเป็นป้า เป็นยายของพวกนาง ข้าย่อมมาเยี่ยมพวกนาง เอ็นดูพวกนางอยู่แล้ว…”
ส่วนว่าถ้าสกุลจูไม่ร่ำรวยขึ้นมาจะมีผลลัพธ์เช่นตอนนี้หรือไม่ คนทั้งสองไม่ได้เอ่ยถึง
ในโลกของผู้ใหญ่ ความจริงก็เป็นเช่นนี้ ‘ยามขัดสนแม้ดิ้นรนอยู่กลางเมืองไร้คนถามไถ่ ยามร่ำรวยแม้เร้นกายอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพรยังมีญาติแวะมาหา’
นางรั้งอีกฝ่ายอยู่กินข้าวด้วยกัน แล้วให้หลินซื่อห่อสิ่งของให้เล็กน้อยค่อยส่งคนจากไป
หลังคนจากไปแล้ว เย่อวี๋หรานก็เรียกหลินซื่อมาพบเป็นการส่วนตัว นางพูดว่า “เมื่อครู่ข้าพูดกับป้าของเจ้าอย่างไร เจ้าก็ได้ยินแล้ว ต่อไปนางก็คือบ้านเดิมของเจ้า ข้าปูทางให้แล้ว หลังจากนี้จะทำอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับเจ้า”
“ท่านแม่ ขอบคุณเจ้าค่ะ!” หลินซื่อขอบตาแดงก่ำ กล่าวอย่างซาบซึ้งว่า “ข้าเอาแต่สร้างปัญหาให้ท่าน ต้องให้ท่านช่วยเหลือครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านก็ยังดีต่อข้าถึงเพียงนี้…ต่อไปข้าจะกตัญญูต่อท่าน ถ้าข้าไม่กตัญญูต่อท่านขอให้ฟ้าผ่า”
“พอเถอะ เจ้าไม่ได้พูดแบบนี้เป็นครั้งแรกเสียหน่อย พูดเสียน่าฟัง ไม่เห็นว่าจะทำได้ตรงไหน”
หลินซื่อประดักประเดิด
โชคดีที่เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้คาดหวังอะไรอยู่แล้ว ควรทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น คนทั้งครอบครัวช่วยถึงเพียงนี้ ถ้าหลินซื่อยังไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควรก็ได้แต่พูดว่า นางคงไม่เหมาะจะเป็นลูกสะใภ้สกุลจู
แม้หลินซื่อจะไม่ได้ทำเรื่องเจ็ดออก เย่อวี๋หรานก็ไม่คิดจะไปเจ้ากี้เจ้าการด้วย แต่ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาระหว่างหลินซื่อกับจูอู่ เย่อวี๋หรานก็ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเช่นกัน
นางสงสารสตรีในโลกนี้ แต่นางรักลูกชายตัวเองมากกว่า
เดิมทีคิดว่าเรื่องจูเอ้อร์เม่ยเป็นเรื่องที่เรียบง่ายเรื่องหนึ่ง คิดไม่ถึงว่ายามเย็นฟ้ามืด เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูจะกลับมาหาถึงเรือนเพื่อแจ้งข่าวร้ายต่อนาง
“ไม่สำเร็จ?” เย่อวี๋หรานค่อนข้างประหลาดใจ “เหตุใดจึงไม่สำเร็จเล่า? ปีหน้าหมู่บ้านพวกเขาไม่อยากจับมือกับพวกเรางั้นหรือ?”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านเฉียนเฉวียนไม่ตกลง สามีของจูเอ้อร์เม่ยต่างหากที่ไม่ตกลง” เจ้าหน้าที่กล่าว “ผู้อาวุโสสกุลเฉียนถึงขั้นไปเกลี้ยกล่อมด้วยตัวเองแล้วแต่ก็ไร้ผล”
ผู้อาวุโสสกุลจูขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “ผู้อาวุโสหลายคนในหมู่บ้านของพวกเขาล้วนช่วยพูดให้แล้ว แต่ไม่มีใครโน้มน้าวเหล่าเฉียนได้เลย”
“จริงหรือ? เขาได้บอกเหตุผลที่ปลดจูเอ้อร์เม่ยหรือไม่?” เย่อวี๋หรานถาม
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจูส่ายหน้า แต่ก็บอกให้เย่อวี๋หรานไม่ต้องร้อนใจ พวกเขาให้เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของหมู่บ้านเฉียนเฉวียนช่วยตรวจสอบให้แล้ว
ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตรวจสอบจนกระจ่างให้ได้
“อีกอย่าง เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของหมู่บ้านเฉียนเฉวียนล้วนเจรจาด้วยง่าย พวกเขาบอกว่าเรื่องนี้จะต้องยืนอยู่ฝ่ายพวกเราแน่นอน”
“จูต้าเหนียง เจ้าไม่ต้องกังวล อย่างช้าสองวันจะต้องมีข่าวคราวแน่”
……
หลังจากส่งเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสกลับไปแล้ว เย่อวี๋หรานก็อดจะกังวลไม่ได้
นางนึกว่าเรื่องนี้จะคลี่คลายได้อย่างง่ายดายเสียอีก มิคาดว่าเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสออกโรงเองแล้ว แต่ก็ยังไม่ราบรื่น
“ท่านแม่ ท่านว่าเรื่องนี้…” พวกหลี่ซื่อก็อดกังวลไม่ได้เช่นกัน ต่างเดินล้อมเข้ามาหา
เย่อวี๋หรานโบกมือให้พวกนางเบา ๆ บอกให้พวกนางแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน แล้วเรียกจูเหล่าโถวไปที่เรือนจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อด้วยกัน