ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 526 ข้าไม่ได้สวมหมวกเขียวให้เหล่าเฉียน
บทที่ 526 ข้าไม่ได้สวมหมวกเขียวให้เหล่าเฉียน
มาถึงเรือนจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ จูเอ้อร์เม่ยกำลังประคองถ้วยกินข้าว
วันนี้นางเดินทางไปกลับหมู่บ้านเฉียนเฉวียนกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูก็เหน็ดเหนื่อยไม่น้อย
เดิมทีนางนึกว่าตนเองกลับไปครานี้เรื่องก็คงจะจบแล้ว แต่กลายเป็นว่าเหล่าเฉียนเก็บเสื้อผ้าของนางใส่ห่อแล้วโยนออกมาให้
เรื่องนี้มีบางอย่างแปลก ๆ!
นางพุ้ยข้าวใส่ปากพลางด่าทอเหล่าเฉียน
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสื่นไม่พูดไม่จา แต่สะกิดแขนกันเอง เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยชอบใจพี่สาวของสามีที่กลับเรือนมาอีกรอบผู้นี้สักเท่าใด
พวกนางไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกลับมาอีก อาหารเย็นวันนี้จึงเตรียมข้าวสวยเอาไว้ แต่ตนเองเพิ่งกินไปได้ไม่กี่คำ จูเอ้อร์เม่ยกลับกินไปถ้วยใหญ่แล้ว
จูซานเสิ่น : นี่เป็นข้าวสวยเชียวนะ!
จูซื่อเสิ่นก็มีสีหนักอกหนักใจ : แล้วจะทำอย่างไร? สามีเจ้ายังมองอยู่นะ
จูซานเสิ่นเห็นจูเหล่าซานบอกให้จูเอ้อร์เม่ยกินข้าวเยอะ ๆ ก็โมโหจนแทบกระอัก
ข้าวสวยที่คนในครอบครัวตนเองยังตัดใจกินไม่ลงกลับเอามาให้ ‘คนนอก’ กินทั้งอย่างนี้ มันน่าปวดใจไหม?
สิ่งที่ทำให้นางโมโหขึ้นไปอีกก็คือ จูเอ้อร์เม่ยกินหมดไปถ้วยหนึ่งแล้วยังร้องขออีกถ้วย
คราวนี้จูซานเสิ่นทนไม่ไหวแล้ว “หมดแล้ว”
“หมดแล้ว? เจ้าไม่อยากให้ข้ากินอิ่มมากกว่ากระมัง?” จูเอ้อร์เม่ยถลึงตามองมา “ทำไม คิดว่าข้าถูกเหล่าเฉียนปลดกลับมามันน่าอายมากเลยใช่ไหม แม้แต่ข้าวก็ไม่อนุญาตให้กินอิ่ม?”
เดิมทีจูเหล่าซานที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถช่วยอะไรได้ก็รู้สึกละอายใจอยู่แล้ว จูเอ้อร์เม่ยยังมาพูดเช่นนี้ ในใจก็ยิ่งละอายกว่าเดิม จึงตำหนิจูซานเสิ่นไปหลายคำ บอกให้นางรีบตักข้าวมาเพิ่ม
สตรีในเรือนเป็นคนหุงหาอาหาร สมาชิกในเรือนมีกี่คน ต้องทำปริมาณเท่าไหร่ ในใจย่อมรู้กระจ่าง
จูเหล่าซานไม่รู้ แต่จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นล้วนรู้ดี
“ข้าพูดความจริง ไม่มีแล้ว” จูซานเสิ่นน้อยใจ “เจ้าก็รู้ว่าครอบครัวเราเป็นอย่างไร นานทีถึงจะได้กินข้าวสวยสักครั้ง ทั้งยังทำตามจำนวนคนอีกต่างหาก มีแค่คนละถ้วย แล้วจะเหลืออีกได้อย่างไร?”
“ใช่แล้ว พี่สาม ถ้วยที่พี่สามีกินไปก็คือส่วนของพวกข้า…” จูซื่อเสิ่นแสดงท่าทางให้จูเหล่าซานสังเกตถ้วยของทุกคน
ถึงจะพูดว่าทุกคนล้วนได้ข้าวสวยคนละถ้วย แต่กล่าวตามความจริง ปริมาณข้าวสวยของคนอื่น ๆ ล้วนน้อยกว่าปกติ
เพียงนึกถึงถ้วยที่จูเอ้อร์เม่ยกินไปถ้วยนั้นก็ทราบได้ว่าถ้วยของนางมีข้าวสวยมากที่สุดแล้ว
จูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อมีสีหน้ากระอักกระอ่วน “ทำไม…ไม่หุงมากกว่านี้เล่า?”
“หุงมากกว่านี้? ทุกปีก็เก็บเกี่ยวได้เท่านี้ มีปีไหนไม่กินแบบนี้บ้าง?” จูซานเสิ่นชักสีหน้ากล่าว “ปีนี้ได้เก็บเกี่ยวมันเทศเพิ่มมาก็จริง แต่มันเทศพวกนั้นจะมีมากเท่าไหร่เชียว? นอกจากเก็บเอาไว้สำหรับปลูกปีหน้า ยังแบ่งไปขายอีก ส่วนที่เหลือกินเองในบ้านก็มีไม่เท่าไหร่แล้ว…”
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นบอกกล่าวสถานการณ์ในครอบครัวออกมาจนกระจ่าง
จูเอ้อร์เม่ยไม่เชื่อวาจานี้ นางเอ่ยว่า “จะเป็นไปได้อย่างไร?! คนพูดกันว่าหมู่บ้านสกุลจูของพวกเจ้าปีนี้เก็บเกี่ยวได้มากโข รวยเละกันแล้วไม่ใช่หรือ?”
“น้องสาม น้องสี่ พวกเจ้ารังเกียจข้าใช่ไหมถึงได้จงใจพูดจาแบบนี้?”
“พวกเจ้าทำเกินไปแล้ว ข้าไม่ได้จะอยู่นานเสียหน่อย ก็แค่กินข้าวไม่กี่มื้อ พวกเจ้ายังไม่ให้ข้ากินอิ่ม?”
……
จูเอ้อร์เม่ยกล่าวโทษจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ
จูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่อจะเถียงสู้พี่สาวของพวกตนได้อย่างไร ริมฝีปากสั่นระริกอยู่นานก็ยังพูดไม่ออก
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นไฉนเลยจะอดกลั้นได้ พวกนางแว้ดกลับทันที
“ท่านไปฟังใครพูดมา? เก่งจริงก็ให้คนคนนั้นออกมาพูด ข้าจะพูดกับเขาให้รู้ดำรู้แดงไปเลย”
“พี่สามี ท่านพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูก พวกข้าไปรังเกียจท่านตอนไหน? ถ้ารังเกียจยังจะให้ท่านเข้าเรือนมางั้นหรือ?”
“พวกข้าพูดความจริง ปีนี้เก็บเกี่ยวได้มากกว่าปีที่ผ่านมาก็จริง แต่สิ่งที่เก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้นมาก็มีแค่มันเทศไม่กี่หาบ ท่านคิดว่าคืออะไรหรือ?”
“ข้าวพวกนี้ปลูกกันตอนต้นฤดูใบไม้ผลิ ตอนนั้นยังไม่มีใครล่วงรู้ความสามารถของพี่สะใภ้ใหญ่ ปลูกกันโดยใช้วิธีดั้งเดิม ผลผลิตยังจะสามารถเพิ่มเป็นเท่าตัวได้โดยไม่ต้องลงแรงเช่นนั้นรึ?”
“ฝันกลางวันยังทำไม่ได้ขนาดนั้นนะเจ้าคะ”
……
เมื่อทะเลาะกันเช่นนี้ จูเอ้อร์เม่ยค่อยตระหนักว่าตนเองอาจคาดเดาอะไรผิดไปก็ได้
ถึงจะพูดกันว่าหมู่บ้านสกุลจู ‘รวย’ แล้ว แต่ก็แค่ได้ปลูกมันเทศเพิ่มมาชุดเดียว หาได้วิเศษเลิศลอยเหมือนที่ข้างนอกลือกัน
แต่การทะเลาะกันเป็นการโต้ฝีปาก ในใจเข้าใจว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร แต่ปากกลับไม่แน่ว่าจะยอมรับ
เสียงใครดังกว่าคนนั้นเป็นฝ่ายได้เปรียบ ต่างคนต่างไม่มีใครยอมใคร
เย่อวี๋หรานและจูเหล่าโถวเข้ามาในเรือนพร้อมกัน สิ่งที่เห็นก็คือฉากเช่นนี้เอง
จูเหล่าโถวอยากสะบัดหน้ากลับไปเสียเดี๋ยวนั้น : ทะเลาะอะไรกัน? ตัวถูกสามีปลดกลับมาแล้ว ยังมีหน้ามาทะเลาะอีก?
“โอ๊ะ นี่จะขึ้นฟ้ากันแล้วรึ?” รอยยิ้มเย็นชาแขวนอยู่บนใบหน้าของเย่อวี๋หรานพร้อมวาจาเหน็บแนม
เมื่อเห็นว่าผู้มาเป็นใคร ภายในเรือนพลันเงียบสงบลงทันใด
พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูผ่อนลมหายใจออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย : ประเสริฐ สะใภ้ใหญ่มาแล้ว!
บางทีพวกเขาอาจไม่ทันสังเกตเลยว่าสะใภ้ใหญ่ที่เคยรังเกียจนักหนาผู้นี้ไม่รู้ว่ากลายมาเป็นที่พึ่งของพวกตนตั้งแต่เมื่อใด
ราวกับว่าเพียงนางปรากฏกาย ไม่ว่าปัญหาใด ๆ ล้วนสามารถคลี่คลายลงได้
“พี่สะใภ้ใหญ่…” จูซานเสิ่นได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว นางรีบฟ้องเย่อวี๋หรานทันที
มาเป็นแขกในเรือนผู้อื่น ผู้อื่นเต็มใจให้เจ้ากินข้าวหนึ่งถ้วย นั่นคือไว้หน้าเจ้า แต่เจ้ากลับเรียกร้องอย่างได้คืบจะเอาศอก เช่นนี้จะเกินไปแล้วหรือไม่?
จูซื่อเสิ่นคอยเป็นพยานให้อยู่ข้าง ๆ
จูเอ้อร์เม่ยรู้สึกว่าตนเองขาดเหตุผล แต่ก็ยังแก้ตัวไปว่า “ข้า…ข้าไม่รู้สถานการณ์ของทางนี้นี่นา คนข้างนอกพูดกันว่าหมู่บ้านสกุลจูรวยกันหมดแล้ว อีกอย่างท่านก็สร้างเรือนหลังใหม่ด้วยนี่…”
ใช้เรื่องนี้มาเป็นเหตุผลประกอบว่า ถ้าไม่รวยแล้วพี่ชายคนโตของนางจะสร้างเรือนหลังใหม่ได้อย่างไร?
“เจ้าหมายความว่าข้าสามารถสร้างเรือนหลังใหม่ได้ ทั้งหมู่บ้านสกุลจูก็ต้องสร้างได้เหมือนกัน?” เย่อวี๋หรานถามกลับด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
จูเอ้อร์เม่ยได้แต่พูดว่านั่นเป็นสิ่งที่ข้างนอกลือกัน
“คำลือเจ้าก็เชื่อ? คนได้ยินเสียงลมก็คิดว่าฝนจะตก บอกว่าเจ้าทำเรื่องที่ผิดต่อเหล่าเฉียน เหล่าเฉียนถึงได้ตัดสินใจเด็ดขาด ต่อให้ต้องถูกขับออกจากหมู่บ้านเฉียนเฉวียนก็ต้องปลดเจ้าให้ได้”
จูเอ้อร์เม่ยปฏิเสธทันควัน “ข้าไม่ได้ทำ!”
“เจ้าพูดว่าเจ้าไม่ได้ทำ หลักฐานเล่าอยู่ที่ใด?”
จูเอ้อร์เม่ยตะลึง “เรื่องนี้…จะเอาหลักฐานมาจากไหน? วัน ๆ ข้าก็ทำงานอยู่แต่ในเรือน…คนทั้งบ้านเป็นพยานให้ข้าได้”
“เหล่าเฉียนก็เป็นสมาชิกในบ้านหลังนั้นเหมือนกัน แต่ทั้งคำพูดและการกระทำของเขาล้วนบอกต่อทุกคนว่าเจ้าทำเรื่องที่ผิดต่อเขา ทั้งยังเป็นเรื่องใหญ่ยิ่ง ไม่อย่างนั้นใครจะโง่งมถึงขั้นปลดเมียตัวเองโดยไม่มีเหตุผล? นอกจากนี้ เจ้ายังไม่ใช่สะใภ้ตัวน้อยที่เพิ่งจะผ่านงานวิวาห์ แต่เป็นย่าคนที่ครึ่งร่างลงไปอยู่ใต้ธรณีแล้ว”
จูเอ้อร์เม่ยยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น พูดอะไรไม่ออก
หัวใจนางเย็นวาบ
เพราะนางรู้ว่าเย่อวี๋หรานพูดถูก ไม่ว่าคนอื่นจะเกลี้ยกล่อมอย่างไร ตราบใดที่เหล่าเฉียนยืนกรานหัวเด็ดตีนขาด สาดน้ำโคลนใส่นาง นางก็ไม่อาจมีจุดจบที่ดี
“แต่ข้าไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ”
“ข้าไม่ได้สวมหมวกเขียวให้เหล่าเฉียนจริง ๆ นะ”
“ข้าเปล่า”
……
ขอบตาพลันแดงก่ำ ความน้อยเนื้อต่ำใจและความแค้นเคืองชฉายชัดอยู่ในนั้น
ตั้งแต่นางออกเรือนไปที่บ้านสกุลเฉียนก็ไม่เคยได้สุขสบาย คลอดลูกชายอบรมลูกสาวให้สกุลเฉียน ลำบากตรากตรำมาทั้งชีวิต พอถึงคราวแก่ตัวลงกลับต้องมีจุดจบเช่นนี้?
“ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ?”
สุดท้าย แววตาขอร้องของจูเอ้อร์เม่ยก็มองมาทางเย่อวี๋หราน
เพราะนอกจากอีกฝ่ายแล้ว จูเอ้อร์เม่ยก็ไม่รู้ว่าจะมีใครสามารถช่วยนางได้อีก
คนอื่นที่บ้านเดิมล้วนพึ่งพาไม่ได้ ก่อนหน้านี้พวกเขาปฏิเสธนางแล้วหนหนึ่ง ถ้าไม่ได้พี่สะใภ้ใหญ่ออกหน้า เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูก็คงไม่ช่วยนางเช่นกัน
ทว่าน่าเสียดาย เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของสองหมู่บ้านล้วนออกหน้าแล้ว แต่กลับไม่มีใครทำให้เหล่าเฉียนเปลี่ยนใจได้เลย