ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 530 เรื่องนี้ยกให้เจ้าจัดการก็แล้วกัน
บทที่ 530 เรื่องนี้ยกให้เจ้าจัดการก็แล้วกัน
หลิวซื่อในตอนนี้กล่าวได้ว่าเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นในการทำงาน
แม้นางจะไม่ได้เป็นคนดูแลเรื่องเงินในบ้าน แต่นางได้รับมอบหมายให้คอยรับแป้งมันเทศ ฉับพลันนั้นจึงบังเกิดความรู้สึกว่า ‘ข้ายอดเยี่ยมมาก’
คนเราต้องได้กุมอำนาจเล็ก ๆ น้อย ๆ เอาไว้บ้าง มีโอกาสได้วางท่าสักหน่อย ชีวิตถึงจะผ่านไปอย่างมีรสชาติจริง ๆ ด้วย
หลิ่วซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อสบตากัน ต่างยิ้มออกมาด้วยความอ่อนใจ
แต่ความอ่อนใจนี้ไม่ได้แฝงความรู้สึกด้านลบอยู่ในนั้น แต่เป็นความเอ็นดู ปล่อยให้ทำตามใจเสียมากกว่า
แน่นอนว่าหลิวซื่อไม่ได้สังเกตเลยแม้แต่น้อย นางยังพูดต่อไปไม่หยุด อธิบายความหมายของคำกล่าว ‘ให้แสงหน่อยก็เจิดจ้า’*[1] ได้ดีเลยทีเดียว
เหล่าลูกสะใภ้ค่อย ๆ ปรับตัวได้ ไม่จำเป็นต้องให้เย่อวี๋หรานคอยกำกับ นางจึงสบายขึ้นมาก
เพียงตื่นสายกว่าเดิมเล็กน้อย ฟ้าก็สว่างแล้ว
นางไม่ได้รู้เลยว่าเมื่อคืนวานมีคนสามคนมาปูเสื่อนอนในเรือนตนเอง
เพราะตอนที่นางตื่นขึ้นมานั้น จูกู่กับจูหมี่ก็นั่งเกวียนเทียมวัวกลับตำบลอันจิ่วไปแล้ว
“เฉียนซิน?”
เมื่อเย่อวี๋หรานได้ฟังเรื่องเมื่อวานนี้จากปากจูอู่ก็ประหลาดใจ
นางทบทวนอยู่เป็นนานค่อยนึกออกว่าเป็นหลานชายคนโตที่ถูกนางโยนทิ้งไปไว้ในซอกมุมหนึ่งของสมองมานานแล้ว
“ขอรับ เป็นเขา ยังไม่แน่ใจว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่อาหญิงรองถูกปลดหรือไม่ แต่ฟังจากคำบอกเล่าของจูกู่กับจูหมี่ เรื่องนี้เป็นไปได้มากว่าเขาคงมีส่วนด้วย…”
จูอู่ครุ่นคิดมาทั้งคืนแล้วว่าเขาควรจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี
แต่น่าเสียดาย คนที่เขาสนิทด้วยล้วนเป็นคนหมู่บ้านสกุลจู ไม่ค่อยรู้สถานการณ์ในหมู่บ้านเฉียนเฉวียนสักเท่าใด นี่ยังทำให้เขาตระหนักได้ถึงเรื่องหนึ่ง นั่นคือเขาไม่อาจมีคนของตัวเองอยู่แค่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ต้องกระจายออกไปหลาย ๆ ที่ มิฉะนั้นหากเกิดอะไรขึ้น เขาก็จะรู้ข่าวล่าช้า
เขาเอื้อมไม่ถึงตำบลอันจิ่ว แต่มีคนเอื้อมถึงนี่นา
“ท่านแม่” จูอู่เสนอแนะ “ข้าคิดว่าเรื่องนี้อาจจำเป็นต้องให้พี่เป้าช่วยขอรับ”
“อ้อ” เย่อวี๋หรานพบว่าความคิดของนางกับจูอู่ตรงกันพอดี แต่ยังทำเหมือนคิดตามไม่ทัน จึงถามว่า “ให้เขาช่วยเรื่องอะไรหรือ?”
“ช่วยตรวจสอบที่บ่อนพนันว่ามีคนร่วมมือกับเฉียนซินวางแผนร้ายต่อครอบครัวเราจริงไหม” จูอู่พูดสิ่งที่เขาคิดไว้เมื่อคืนออกมา “วางหลุมพรางดักพวกเราโดยอ้อมไปไกลแบบนี้ ฝ่ายตรงข้ามคงไม่ได้หวังผลเล็กน้อยเป็นแน่ ไม่แน่ว่าอาจเกี่ยวกับภัตตาคารก็ได้ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของพี่เป้า ขอเพียงเอ่ยปาก เขาจะต้องทำอย่างเต็มที่แน่นอน”
“ทำไมเจ้าไม่คิดถึงพี่สามของเจ้า?” เย่อวี๋หรานจงใจถาม “พี่สามของเจ้าอยู่ที่ตำบล เขาก็มีคนรู้จักอยู่ที่ตำบลเหมือนกัน”
จูอู่ส่ายหน้า “พี่สามไม่ได้ ปีหน้าน้องเจ็ดจะลงสนามสอบแล้ว ถ้าให้พี่สามไปทำจะต้องกระทบต่อการสอบถงซื่อของน้องเจ็ดแน่นอน อีกอย่าง พี่เป้ายังเป็นงูดินเจ้าถิ่น ผู้เชี่ยวชาญอย่างเขาจะต้องรู้อะไรมากกว่าพี่สามแน่นอน ให้เขาไปสืบยังปลอดภัยกว่าให้พี่สามไปทำด้วยขอรับ”
เย่อวี๋หรานชำเลืองมองจูอู่ รู้สึกว่าตนเองมองข้ามลูกชายคนนี้ไปเสียแล้ว
แต่ก็ไม่แปลก เขาอายุแค่สิบกว่าปีเท่านั้นเอง ถ้าเป็นยุคปัจจุบันก็แค่วัยมัธยมต้น
แม้ตอนนี้จะแต่งภรรยาแล้ว แต่เย่อวี๋หรานก็มักจะมองเขาเป็นเด็กคนหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ยามนี้จึงตระหนักว่า ‘คนโบราณวุฒิภาวะสุกงอมเร็ว’ คำกล่าวนี้คงไม่ใช่แค่กล่าวกันเล่น ๆ คนจนมักเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไว ยิ่งเป็นคนจนในยุคนี้ เขาก็ต้อง…
“ดี เรื่องนี้ยกให้เจ้าจัดการก็แล้วกัน” เย่อวี๋หรานมอบหมายเรื่องนี้ให้จูอู่ไปจัดการ
จูอู่ตกตะลึง “หา! ท่านแม่จะให้ข้า ให้ข้า…ไปคุยกับพี่เป้าเองหรือขอรับ?”
เย่อวี๋หรานกล่าวโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง “ใช่แล้ว นี่เป็นความคิดของเจ้าก็ต้องให้เจ้าเป็นคนไป หรือจะให้ข้าไป? เรื่องหางานรับจ้างคราวก่อนเจ้าก็จัดการได้ดีไม่ใช่หรือ? ข้าเชื่อว่าเรื่องนี้เจ้าก็สามารถทำออกมาได้ดีเหมือนกัน”
ตอนที่จูอู่ออกมานอกเรือนยังใจลอยอยู่บ้าง
ท่านแม่ให้เขาไปจัดการเรื่องนี้จริง ๆ?!
เป็นไปได้หรือ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เหมือนงานรับจ้างพวกนั้นนะ ทำสำเร็จก็ดี ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร
แต่ถ้าจัดการเรื่องนี้ได้ไม่ดี ครอบครัวเขาก็จะเดือดร้อนนะ!
หัวใจจูอู่เต้นรัว บอกไม่ถูกว่านั่นคือความกลัวหรือความตื่นเต้นกันแน่ แต่เอาเป็นว่าประหม่ายิ่งนัก
จูซื่ออยู่ข้าง ๆ เขาตั้งแต่ต้นจนจบ
ตอนจูอู่พูดกับเย่อวี๋หราน จูซื่อก็อยู่ข้าง ๆ ด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากเรื่องนี้จูอู่เป็นคนดำเนินการมาตลอด เขาจึงไม่ได้พูดอะไร
เขาคิดไม่ถึงเช่นเดียวกับจูอู่ คิดไม่ถึงว่าท่านแม่จะมอบหมายให้น้องห้าไปจัดการเรื่องนี้ง่าย ๆ ทั้งอย่างนี้?!
เขามองจูอู่ อดจะรู้สึกอิจฉาหน่อย ๆ ไม่ได้
ต่างก็เป็นลูกชายเหมือนกัน ทำไมถึงต่างกันได้ขนาดนี้นะ?
ตอนที่พี่สามเข้าตำบลไปกับน้องเจ็ดก่อนหน้านี้ เขายังมีน้องห้าเป็นเพื่อน ยังสามารถปลอบใจตัวเองได้ แต่ตอนนี้น้องห้ามีงานให้ทำแล้ว แต่เขากลับ…
พี่ชายกับน้องชายล้วนได้รับมอบหมายงานจากมารดา มีเพียงเขาที่ติดแหง็กอยู่ตรงกลาง ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไม่ประสบความสำเร็จสักอย่าง
“ไม่เลวเลยนี่ น้องห้า เจ้ามีอนาคตแล้วนะ!”
จูซื่อตบไหล่จูอู่ อดจะพูดเป็นเชิงอิจฉาไม่ได้
“หือ? พี่สี่…” จูอู่ได้สติคืนมา เขารีบอธิบายกับจูซื่อ “เรื่องนี้ข้าเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน พี่สี่ ท่านคงไม่โกรธที่ท่านแม่ให้ข้าไปทำเรื่องนี้ แต่ไม่ได้มอบหมายให้ท่านหรอกใช่ไหม…”
ในสายตาของเขา พวกเขาสองคนคือ ‘คนว่างงาน’ ประจำบ้าน พี่สี่ยังอายุมากกว่าเขา เรื่องนี้มอบหมายให้พี่สี่ไปจัดการน่าจะเหมาะสมกว่า
แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด มารดาจึงให้เขาเป็นคนไปทำ
แท้จริงแล้ว พวกเขาสองคนก็ไม่ได้สังเกตว่าเวลาทำอะไรพวกเขาสองคนปรึกษากันตลอดก็จริง แต่จูอู่มักเป็นคนออกความคิด
จูซื่อมีความคิดมากมายเช่นกัน แต่เขาไม่ได้ปราดเปรียวเท่าจูอู่ อีกทั้งยังไม่กล้าได้กล้าเสียเท่าจูอู่
เขาเหมาะกับชีวิตที่มั่นคงมากกว่า เรื่องท้าทายเหล่านั้นล้วนเป็นจูอู่ที่ชักจูงเขาไปด้วยกัน ขณะที่จูอู่พาเขาไปด้วยก็เพราะอายุยังน้อย ดังนั้น…
“ก็โกรธอยู่หรอก แต่ผู้ใดใช้ให้เจ้าเป็นน้องห้าของข้าเล่า พี่น้องกันแท้ ๆ ข้ายังจะทะเลาะกับเจ้าอีกหรือ?” จูซื่อกลับไม่ได้ปฏิเสธ เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ท่านแม่มอบหมายให้เจ้าไปทำ ก็เหมือนกับมอบหมายให้ข้านั่นแหละ เจ้ายังจะไม่พาข้าไปด้วยหรือ? จะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างกันนักหรอก”
“ฮ่า ๆๆ…จริงด้วย เรื่องนี้ท่านแม่จะมอบหมายให้ข้าหรือมอบหมายให้ท่านก็ไม่ต่างกัน ข้าทำคนเดียวไม่ได้อยู่แล้ว มีเรื่องตั้งเยอะแยะที่ต้องให้พี่สี่ช่วย” จูอู่ยิ้มออกมา วาจาที่พูดก็ทำให้คนสบายใจไม่น้อย “ไม่มีพี่สี่อยู่ด้วย ข้าก็เหมือนขาดกำลังสำคัญไป ทำอะไรก็รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง”
สองพี่น้องนั้นพากันเจ้าผลักข้า ข้าผลักเจ้า มิช้านานก็พูดคุยหัวเราะกันได้แล้ว
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ จูซื่อและจูอู่ก็บอกจูต้า จูเอ้อร์ และจูเหล่าโถวว่าจะเข้าตำบล ไม่ไปทุ่งนากับพวกเขาแล้ว
แม้จะเก็บมันเทศแล้ว แต่ยังต้องเตรียมดินเอาไว้
พลิกหน้าดิน ไถพรวน งานในทุ่งนายังไม่เสร็จสิ้นเสียทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้ยินว่าพวกเขาสองคนจะเข้าตำบล จูเหล่าโถวจึงถามกลับโดยสัญชาตญาณ “พวกเจ้าจะเข้าตำบลไปทำไม?”
“ไม่มีอะไรหรอกขอรับ ท่านแม่ให้พวกข้าไปทำธุระนิดหน่อย” ส่วนว่าทำธุระอะไร จูอู่ไม่ได้บอก
จูเหล่าโถวได้ยินว่าเป็นเรื่องที่ภรรยาไหว้วานไปทำก็ไม่ได้ถามอะไรอีก
[1] ให้แสงหน่อยก็เจิดจ้า (给点阳光就灿烂) เป็นสำนวนพื้นบ้าน มีความหมายทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ขึ้นอยู่กับน้ำเสียงผู้พูด ความหมายเชิงบวกคือ บอกว่าอีกฝ่ายรู้จักพึงพอใจในสิ่งที่มี หรือมีพลังชีวิตแข็งแกร่ง เหมือนต้นไม้ที่เพิ่งผ่านฤดูหนาวมา เมื่อได้รับแสงแดดในฤดูใบไม้ผลิก็เจริญงอกงาม ส่วนความหมายเชิงลบคือ เพียงได้รับความสำคัญเล็กน้อยก็เหลิง ไม่ประมาณตน