ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 531 เรื่องคราวก่อน
บทที่ 531 เรื่องคราวก่อน
คนสกุลจูมาหาตนเองกะทันหัน อีกทั้งผู้มายังเป็นจูซื่อและจูอู่สองพี่น้อง ว่ากันตามตรงแล้ว พี่เป้าประหลาดใจมากทีเดียว
“ทำไมพวกเจ้าถึงได้มาเล่า แม่ของพวกเจ้าล่ะ?” พี่เป้าถาม
“ท่านแม่อยู่ที่เรือนขอรับ” จูอู่ยิ้ม “พวกข้าโตแล้ว ท่านแม่อยากฝึกพวกข้าเอาไว้ ก็เลยให้พวกข้ามาจัดการธุระให้ขอรับ”
“สร้างครอบครัวก่อนแล้วค่อยสร้างกิจการ พวกเจ้ามีครอบครัวแล้วก็ควรทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้แล้วจริง ๆ นั่นแหละ”
พี่เป้าบอกให้พวกเขานั่งลง แล้วให้แม่เฒ่ายกชามาให้
เขาไม่ได้เลือกปฏิบัติกับจูซื่อและจูอู่เพียงเพราะพวกเขาอายุยังน้อยหรือเป็นลูกชายของเย่อวี๋หราน มารยาทที่พึงมีก็ไม่ได้ละเลย
“แม่เจ้าให้มาทำอะไรหรือ?”
จูอู่กล่าวตามที่ปรึกษากันกับจูซื่อ “พวกข้าอยากให้พี่เป้าช่วยตรวจสอบเรื่องที่บ่อนพนันซิงอี้หน่อยขอรับ”
พี่เป้าประหลาดใจ “บ่อนพนัน?!”
กล่าวถึงบ่อนพนัน ตำบลเล็ก ๆ อย่างตำบลอันจิ่วจะมีอยู่สักกี่แห่ง แน่นอนว่ามีเพียงบ่อนพนันซิงอี้แห่งเดียวเท่านั้น
ตำบลอันจิ่วเป็นเพียงตำบลเล็ก ๆ แต่ถึงจะเป็นสถานที่ยากจนแค่ไหนก็ย่อมมีคนรวย ส่วนคนจนก็ยิ่งอยากเป็นคนรวย
ดังนั้น ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่บ่อนพนันซิงอี้เกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ
จูอู่ถอนหายใจ “เฮ้อ…พี่เป้า พูดขึ้นมาแล้วเรื่องนี้ก็เกรงใจท่านจริง ๆ เป็นไปได้ว่าพวกข้าทำให้ท่านต้องพลอยเดือดร้อน”
“พวกเจ้าทำให้ข้าเดือดร้อน หมายความว่าอย่างไร?” พี่เป้าใจกระตุก นึกว่าใครสักคนในสกุลจูไปเล่นพนันแล้วนำกิจการพวกตนไปเดิมพันเสียแล้ว
เขานึกถึงลูกชายสกุลจูและจูเหล่าโถว แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าใครที่ไม่รู้ดีชั่วถึงเพียงนี้
แต่คนที่จูอู่กล่าวถึงกลับเป็นญาติที่ไม่รู้ดีชั่วคนหนึ่ง
“จะว่าไปแล้ว อาหญิงรองถูกปลดกลับมาปุบปับ พวกข้ายังคิดว่าเป็นเรื่องอะไร คิดไม่ถึงว่าจะสืบพบว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเฉียนซิน ลูกพี่ลูกน้องของพวกข้า…”
จูอู่เล่าเรื่องของเฉียนซินออกมาคร่าว ๆ
“ถ้าไม่มีคนมาเตือนพวกข้าว่าก่อนที่อาหญิงรองจะถูกปลดโดยไร้สาเหตุ เฉียนซินเคยติดต่อกับคนที่บ่อนพนัน พวกข้าก็คงไม่คิดมาทางนี้”
จูอู่เล่าแล้วก็ถอนหายใจอีกครั้ง แสร้งกล่าวอย่างอับจนปัญญา “คราวก่อนก็เป็นแบบนี้ คราวนี้ก็เอาอีกแล้ว สกุลจูคงถูกลิขิตให้ไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากใช่ไหมนะ จึงต้องเจอแต่เรื่องแบบนี้…”
“คราวก่อน? คราวก่อนคือเรื่องอะไรรึ?” พี่เป้าประหลาดใจ พวกเขาขายก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศและเนื้อตุ๋นพะโล้ ตั้งแต่เปิดร้านก็มีคนมาอุดหนุนเนืองแน่น
พี่เป้าไม่ประหลาดใจที่มีคนหมายตากิจการของพวกเขา แต่จูอู่พูดว่าคราวก่อน นั่นคือเรื่องอะไรกันเล่า?
จูอู่จนปัญญา ได้แต่เล่าเรื่องที่ครอบครัวเคยค้าขายร่วมกับร้านขายชาดออกมา ทั้งยังย้ำว่า “พี่เป้า เพราะพวกเราสนิทกันหรอกนะข้าถึงบอกท่าน เรื่องนี้ท่านอย่าพูดออกไปเชียว ไม่อย่างนั้นอาจมีปัญหาใหญ่ตามมา”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ข้าคิดอยู่แล้วว่าทำไมสกุลอวี๋อยู่ดี ๆ ก็…” พี่เป้าพลันนึกขึ้นมาได้ ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินมาว่าสกุลอวี๋ถวายสูตรทำชาดซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ จึงได้รับพระกรุณาจากเบื้องบน ทำให้ร่ำรวยขึ้นมาทันตาเห็น
ตอนนั้นเขายังทอดถอนใจกับพวกลูกน้องอยู่เลยว่านี่คงเป็นชะตาลิขิต เกิดมามีวาสนา บรรพบุรุษทิ้งมรดกตกทอดไว้ให้จึงบันดาลให้เจ้ากลายเป็นเศรษฐี
ถ้าเกิดมาไร้วาสนา พยายามไขว่คว้าทั้งชีวิตก็ยังยากจนอยู่ดี
“หมายความว่าสูตรนั่นแท้จริงแล้วเป็นของบ้านพวกเจ้า?!” พี่เป้าใจเต้นระทึก
เขารู้ว่าจูต้าเหนียงมีความสามารถ แต่คิดไม่ถึงว่าแค่สูตรลับสูตรเดียวก็สามารถไปเข้าตาพวกคนตระกูลใหญ่ได้ ถ้าอย่างนั้น…
มีสูตรตกทอดจากบรรพบุรุษสักอย่างหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หลังจากขายสูตรทำชาดไปแล้ว จูต้าเหนียงยังมีสูตรทำอาหารออกมาอีก ทั้งยังสามารถดึงดูดนายท่านผู้เฒ่าซุนมาได้ นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสามารถทำได้แล้ว
จูอู่พยักหน้า “ใช่แล้ว! เพราะเรื่องนี้ พวกข้าจึงค่อนข้างอ่อนไหวเวลามีคนมาหมายตาสูตรของครอบครัว พอได้ยินว่ามีเรื่องทำนองนี้อีกก็ยากจะทำใจให้สงบได้ พี่เป้า ถ้ามีคนแย่งสูตรทำอาหารไปได้อีก ครอบครัวพวกข้าคง…”
เขาไม่ได้พูดจนจบ แต่ทิ้งไว้ให้อีกฝ่ายคิดต่อ
พี่เป้าอารมณ์ไม่ดีเสียแล้ว ยากนักกว่าเขาจะมีความหวังว่าจะได้สร้างเนื้อสร้างตัวสักครั้ง เขาไม่อยากให้ฝันสลายไปทั้งอย่างนี้
ยิ่งไปกว่านั้น นั่นยังเป็นแค่บ่อนพนันเล็ก ๆ อย่างบ่อนพนันอี้ซิง
บ่อนพนันอี้ซิงนั้นหากมองจากภายนอกอาจดูร้ายกาจ มีอันธพาลในสังกัดมากมาย แต่พี่เป้าที่คลุกคลีอยู่ในตำบลอันจิ่วจะไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของบ่อนพนันอี้ซิงเลยได้อย่างไร?
มือสกปรกยิ่งนัก ทั้งยังไปแตะต้องสิ่งที่ไม่ควรไปแตะต้อง
ครั้นเงียบไปเล็กน้อย พี่เป้าก็รับปาก “เรื่องบ่อนพนันข้าจะเป็นคนจัดการเอง อย่างอื่นข้าอาจไม่กล้ารับประกัน แต่ข้ามั่นใจว่าสามารถสืบรายละเอียดมาให้พวกเจ้าได้แน่นอน เจ้าก็ไม่ต้องกังวลเกินไป คราวนี้ไม่เหมือนคราวก่อน คราวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องครอบครัวของพวกเจ้าแล้ว ถ้าไม่ไหวจริง ๆ อย่างมากพวกเราก็แบ่งผลประโยชน์ให้ตระกูลซุนเพิ่มอีกนิด ขอให้นายท่านผู้เฒ่าซุนช่วยออกหน้าจัดการให้”
จูอู่ผ่อนลมหายใจออกมาแล้วกล่าวว่า “หากพี่เป้าเป็นคนจัดการ พวกข้าย่อมวางใจอยู่แล้ว ถ้ามีเรื่องให้พวกข้าออกแรงช่วย พี่เป้าเชิญบอกมาได้เลย”
……
จูซื่อและจูอู่ออกมาจากเรือนพี่เป้าก็แวะไปเยี่ยมพวกจูชีที่กำลังร่ำเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาสกุลเสิน
พวกเขาโชคไม่ดี ตอนนั้นจูชีกำลังเรียนอยู่ จึงไม่ได้พบคน ได้เจอแค่ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าที่กำลังเรียนรู้ด้วยตนเองอยู่ในห้อง
เด็กน้อยทั้งสองนั่งอยู่บนเก้าอี้ กำลังก้มหน้าก้มตาคัดอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะ
พี่สามของพวกเขาก็ไม่ได้อยู่ว่าง นั่งดีดลูกคิดอยู่ตรงนั้นด้วย คล้ายกำลังคิดบัญชีอยู่
“พี่สาม?”
จูซานเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าเป็นน้องชายทั้งสอง เขาประหลาดใจยิ่งนัก “พวกเจ้ามาได้อย่างไร?!”
“ไม่มีอะไรขอรับ มาทำธุระในตำบลก็เลยแวะมาหาพวกท่านด้วย” จูซื่อกล่าว
พอต้าเป่าและเอ้อร์เป่าเห็นพวกเขาก็วางพู่กันลง แล้ววิ่งเข้ามาหาอย่างดีอกดีใจ
เด็กน้อยกอดขาคนละข้าง ร้องเสียงเจื้อยแจ้ว “อาสี่ อาห้า!”
จูซื่อและจูอู่ก็ดีใจเช่นกัน พวกเขาอุ้มเด็กทั้งสองขึ้นมา
จูซานให้เวลาอาหลานได้มีปฏิสัมพันธ์กันเล็กน้อย แล้วจึงค่อยให้ต้าเป่าและเอ้อร์เป่ากลับไปทำการบ้าน
“เอาล่ะ ไปทำการบ้านเถอะ อีกไม่นานอาเจ็ดของพวกเจ้าก็จะเลิกเรียนแล้ว ถ้ากลับมาเห็นว่าพวกเจ้ายังทำไม่เสร็จเดี๋ยวก็โกรธเอาหรอก”
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าได้ยินว่าอาเจ็ดอาจโกรธเอาได้ก็แลบลิ้นออกมา แล้วกลับไปนั่งลงที่เดิมแต่โดยดี
เห็นเด็กน้อยทั้งสองรู้ความเช่นนี้ จูซื่อและจูอู่ก็รู้สึกสะท้อนใจ
จูซื่อคล้ายจะมองเห็นภาพอนาคตของลูกชายตนเองจากบนตัวพวกเขา
เพราะเกรงว่าจะรบกวนพวกเด็ก ๆ พวกเขาจึงเดินออกไปข้าง ๆ
จูซื่อเอ่ยเสียงเบาว่า “พี่สาม ตอนนี้พวกเขาเรียนเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”
“ดีมาก!” จูซานตอบ “เรียนกับเจ้าเจ็ดก็ยังตามทัน แต่เอ้อร์เป่าอายุยังน้อย ยังเรียนได้ช้าหน่อย แต่อาจารย์บอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ รอจนพวกเขาเข้าเรียนอย่างเป็นทางการแล้ว เอ้อร์เป่าก็จะเป็นแบบนี้เหมือนกัน…” เขาพูดพลางยกนิ้วโป้ง
หลังจากนั้นยังไม่ลืมถามน้องชายทั้งสองว่ามาทำอะไรที่นี่
เพราะปกติแล้วเวลามีธุระ คนที่จะเข้าตำบลมาก็คือเย่อวี๋หราน
จูซื่อและจูอู่สบตากัน เพื่อให้พี่สามล่วงรู้สถานการณ์ทางบ้าน ไม่ใช่ว่าอะไรก็ไม่รู้เรื่องสักอย่าง พวกเขาจึงเล่าให้จูซานฟังเสียงเบา
จูซานมีท่าทีประหลาดใจ “เฉียนซิน?”
เขานึกอะไรขึ้นมาได้ จึงบอกต่อจูซื่อและจูอู่