ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 534 เจี่ยงโหย่วเซิงกระวนกระวายใจ
บทที่ 534 เจี่ยงโหย่วเซิงกระวนกระวายใจ
ที่แท้ไม่ได้มีแค่เปาต่าทิงที่ได้รับภารกิจมา บ่อนพนันอี้ซิงสืบทราบประวัติของเปาต่าทิงมาแต่แรกแล้วว่าเขาเป็นคนของพี่เป้า จึงส่งอิงเกอและหู่เกอที่ค่อนข้างคุ้นเคยกับเขามาหยั่งเชิงเปาต่าทิงด้วยเช่นกัน
ถึงที่สุดแล้วใครจะสามารถล้วงข้อมูลจากอีกฝ่ายได้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครมีฝีมือมากกว่ากันแล้ว
ไม่รู้ว่ากลิ่นอายสุราแผ่คลุมโต๊ะตั้งแต่เมื่อใด เจ้าพูดประโยคหนึ่งข้าพูดประโยคหนึ่ง วาจาเต็มไปด้วยถ้อยคำเมามาย
“มา…มา อิง อิงเกอ ข้าขอดื่มให้เจ้า…” เปาต่าทิงเริ่มพูดจาเสียงอู้อี้
อิงเกอก็เช่นกัน “ดื่ม…ข้าดื่มให้เจ้าด้วย…”
……
“เจ้าว่าอะไรนะ?!” พี่เป้ามีสีหน้าตกใจ บอกให้เปาต่าทิงพูดทวนอีกรอบ
ยามนั้น เปาต่าทิงเพิ่งตื่นจากการเมาหลับ สมองยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าใดนัก
แต่เมื่อนึกถึงเรื่องที่เขาสืบความมาได้เมื่อคืนวานก็ไม่อาจรั้งอยู่ที่เรือนได้อีก รีบแต่งเนื้อแต่งตัวและถ่างตาออกจากเรือนทางประตูหลังแล้วตรงมาที่เรือนพี่เป้า
เขากล่าวด้วยใจเต้นระทึก “ที่ข้าเล่ามาเป็นความจริง พี่เป้า สองคนนั้นพูดแบบนี้จริง ๆ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาพูดเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ…”
“จะจริงหรือเท็จไม่สำคัญ ถ้าพวกเขามีความคิดเช่นนี้จริง ๆ สกุลจูจบสิ้นแน่ ไม่ได้การ ข้าต้องให้คนไปส่งข่าวให้จูต้าเหนียง”
พี่เป้าหันกลับมาบอกให้เปาต่าทิงกลับไป ‘เมา’ ที่เรือนต่อไป อย่าให้ใครรู้ว่าเขามาหาตนเองที่เรือน
“ขอรับ พี่เป้า” เปาต่าทิงได้รับคำสั่งก็วิ่งกลับไปทันที
ช่วงนี้ถ้าไม่มีเรื่องจำเป็น เกรงว่าเขาคงไม่อาจมาที่เรือนพี่เป้าได้ชั่วคราว
พี่เป้านั่งไม่ติด ร้องเรียกเจี่ยงโหย่วเซิงเข้ามาหา
“ได้ยินชัดเจนแล้วใช่ไหม?”
“ชัดเจนแล้ว พี่เป้า”
“จำได้ไม่ตกหล่น?”
“โธ่เอ๊ย พี่เป้า ท่านวางใจเถอะ ข้าความจำดียิ่ง”
……
เจี่ยงโหย่วเซิงที่ถูกย้ำแล้วย้ำอีกหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เขาตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ แต่พี่เป้าอย่าไม่วางใจในตัวเขาถึงเพียงนี้จะได้ไหม?
เขาดูพึ่งพาไม่ได้ขนาดนั้นเลย?
พี่เป้า: …เจ้าคิดเอาเองก็แล้วกัน
เขารู้ว่าตนเองพูดจาจู้จี้ แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของสกุลจูและพวกเขาพี่น้อง เขาเองก็กลัวนี่นา
เจี่ยงโหย่วเซิงสะพายตะกร้าเปล่าแล้วจงใจเดินจากเรือนตนเองไปที่แผงขายอาหารรอบหนึ่ง
แม้จะเปิดภัตตาคารที่ตำบลอี้คังแล้ว แต่เพื่อดูแลลูกค้าเจ้าเก่าในตำบลอันจิ่วจึงยังเปิดแผงขายอาหารต่อไป
ขอเพียงฝนไม่ตก ทุกวันก็จะมีคนมารับประทานก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศหรือบะหมี่น้ำที่ร้านอยู่ตลอด
“เสี่ยวเจี่ยง เจ้าไม่ช่วยงานที่ร้าน สะพายตะกร้าแบบนั้นไปทำไมหรือ?” ลูกค้าผู้หนึ่งเห็นเข้าจึงถามเขาพร้อมรอยยิ้ม
ถ้าพี่เป้าอยู่ด้วย พวกเขาคงไม่กล้า แต่พอได้มาหลายครั้ง เห็นเด็กหนุ่มที่เป็นมิตรกลุ่มนี้ พวกเขาจึงลดความระแวดระวังในใจลงอย่างช่วยไม่ได้
ท่านป้าคนหนึ่งยังถูกชะตาเจี่ยงโหย่วเซิง อยากแนะนำลูกสาวของตนเองให้เขา
เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ เจี่ยงโหย่วเซิงเป็นต้องขัดเขินทุกคราไป “ท่านป้า เรื่องนี้…เรื่องนี้ข้าต้องถามจูต้าเหนียง”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…เรื่องใหญ่ชั่วชีวิตของเจ้า เหตุใดต้องถามจูต้าเหนียงด้วยเล่า?” ท่านป้าผู้นั้นหัวเราะ
เจี่ยงโหย่วเซิงกล่าวว่า “เพราะจูต้าเหนียงเปลี่ยนแปลงชีวิตของข้า ก็เปรียบได้กับบิดามารดาที่มาเกิดใหม่ของข้า เรื่องมงคลของข้าก็ต้องให้จูต้าเหนียงช่วยพิจารณาอยู่แล้ว แหะ ๆๆ…ถึงตอนนั้น จูต้าเหนียงยังต้องช่วยจัดงานมงคลให้ข้าด้วยนะขอรับ”
ทุกคนยิ้มออกมาด้วยความปรารถนาดี
ถ้าไม่ได้เปิดแผงขายอาหารนี้ คงไม่มีใครคาดคิดว่าวันหนึ่งเพื่อนบ้านเหล่านี้จะมาพูดจาปราศรัยกับพวกเขาเช่นนี้
ทั้งยังอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวอีกต่างหาก
เมื่อมีคนถามเจี่ยงโหย่วเซิง เขาจึงยิ้มแล้วตอบว่า “แหะแหะ! เห็นว่าเส้นมันเทศใกล้จะหมดแล้ว ก็เลยคิดว่าจะไปขนจากเรือนจูต้าเหนียงมาเพิ่มขอรับ”
เมื่อลูกค้ามองไปบนแผงร้านก็เห็นว่าเส้นมันเทศพร่องลงไปมากแล้วจริง ๆ
“งั้นเจ้าก็รีบไปเถอะ รีบไปรีบกลับนะ”
“ขอรับ ท่านปู่หลิว ท่านค่อย ๆ กินนะขอรับ ข้าไปก่อนล่ะ”
……
บริเวณกำแพงห่างออกไปไม่ไกล มีขอทานน้อยกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ เมื่อเห็นเจี่ยงโหย่วเซิงจากไปก็มีขอทานน้อยคนหนึ่งหายไปจากตรงนั้นด้วยเช่นกัน
เด็กหนุ่มที่กำลังทำงานอยู่ตรงแผงร้านสายตาสว่างวาบ รีบบอกต่อคนข้างกาย
คนผู้นั้นพยักหน้า จากนั้นก็มีคนไปส่งข่าวต่อพี่เป้า
เจี่ยงโหย่วเซิงนั่งเกวียนเทียมวัวตรงไปยังหมู่บ้านสกุลจู
เวลานี้ยังเช้าอยู่ เขาไปหมู่บ้านสกุลจูทุกวัน คนที่นั่งเกวียนมาด้วยกันล้วนคุ้นหน้ากันดี จู่ ๆ ก็มีท่านป้าที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาโผล่มาด้วยคนหนึ่งทำให้เขามองแล้วมองอีก
ท่านป้าผู้นั้นมองกลับมา “เจ้าเอาแต่มองข้าทำไม?”
“ไม่มีอะไร แค่รู้สึกว่าแปลกหน้าขอรับ ท่านป้า ท่านเป็นคนหมู่บ้านไหนหรือ?” เจี่ยงโหย่วเซิงถามอย่างสงสัย
“ไม่ใช่คนหมู่บ้านไหนทั้งนั้นแหละ มาเยี่ยมญาติเฉย ๆ” ท่านป้าผู้นั้นตอบ
“อ้อ ไปหาญาติหรือ แล้วญาติของท่านอยู่หมู่บ้านไหนเล่า?” เจี่ยงโหย่วเซิงถาม “ข้าบอกท่านก็ได้ว่าข้าเติบโตอยู่ที่นี่ คุ้นเคยกับหมู่บ้านละแวกนี้ยิ่งนัก หากท่านบอกข้า ข้าจะต้องรู้จักแน่นอน ถ้าพวกเราไปทางเดียวกัน ข้ายังสามารถนำทางให้ท่านได้ด้วยนะ”
ท่านป้าผู้นั้นกอดห่อสัมภาระแน่นกว่าเดิม ท่าทางประหนึ่งมองโจร “ไม่จำเป็น ข้ารู้จักทาง”
“ท่านป้า ข้าไม่ใช่ผู้ร้ายเสียหน่อย…” เจี่ยงโหย่วเซิงหันไปถามสารถีด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ข้าดูเหมือนผู้ร้ายขนาดนั้นเลย?”
สารถีผู้นั้นหาใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็นลูกชายของเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านสกุลจูนั่นเอง เขายิ้มซื่อ ๆ “ฮ่า ๆๆๆ…พี่เจี่ยง ถ้าท่านไม่ใช่ผู้ร้าย ยังจะมีใครเป็นผู้ร้ายอีกเล่า?”
“เจ้าเด็กนี่ พูดอะไรของเจ้า? ระวังข้าไปฟ้องจูต้าเหนียง บอกว่าเจ้ารังแกข้า”
“จูต้าเหนียงไม่เชื่อหรอก”
……
คนทั้งสองหัวเราะเฮฮา เบี่ยงประเด็นสนทนาไปจากท่านป้าคนนั้น
ท่านป้าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา นางนั่งอยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ คอยมองไปทางสองคนนั้นอยู่เป็นระยะ
เมื่อถึงปากทาง นางก็บอกให้หยุดแล้วหยิบห่อสัมภาระลงไปจากเกวียน
รอจนเกวียนเทียมวัวจากไปไกลแล้ว ลูกชายของเจ้าหน้าที่ค่อยเก็บงำรอยยิ้ม “พี่เจี่ยง เมื่อครู่นี้ท่านส่งสายตาให้ข้าทำไม? ท่านป้าผู้นั้นมีอะไรหรือ? นางเป็นโจรลักเด็กรึ?”
“ไม่ใช่ ไม่แน่ว่าอาจร้ายแรงกว่านั้นก็ได้” ใบหน้าของเจี่ยงโหย่วเซิงก็ปราศจากรอยยิ้มแล้วเช่นกัน “ข้าถามเจ้าหน่อยสิ ถนนเส้นนั้นไปหมู่บ้านไหนรึ? ข้าจำได้ว่าไม่ได้ใกล้กับหมู่บ้านไหนเลยนี่นา?”
“ไม่ใช่ ถนนเส้นนั้นไปถึงหมู่บ้านเฉียนเฉวียน ท่านไม่รู้หรือ?”
เจี่ยงโหย่วเซิงใจกระตุก รีบยืนยันกับเขาว่า “เจ้าแน่ใจ?”
“แน่นอน ข้าได้ยินคนหมู่บ้านเฉียนเฉวียนพูดกัน มีอะไรหรือ พี่เจี่ยง สีหน้าท่านแปลก ๆ คงไม่ได้เกิดอะไรขึ้นใช่ไหม?”
“ไม่มีอะไร เจ้าเร็วหน่อย ข้าต้องไปเอาเส้นมันเทศที่เรือนจูต้าเหนียง” เจี่ยงโหย่วเซิงจำคำกำชับของพี่เป้าได้ ไม่ได้แพร่งพรายเรื่องราวออกไป
“ท่านจะรีบไปทำไม? ทางสายนี้ขรุขระ ต้องค่อย ๆ ไป ห้ามรีบ”
เจี่ยงโหย่วเซิง “…”
เจ้าไม่รีบ แต่ข้ารีบนี่นา
คนเขาบุกมาถึงประตูเรือนแล้ว ข้าจะไม่รีบได้อย่างไรไหว?
เมื่อเช้าตอนเขามารับของ สกุลจูยังปกติดีทุกอย่าง คล้ายกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ถ้าหลังจากเขามาแล้วเกิดเรื่องกับสกุลจูเล่า?
อย่างอื่นไม่กลัว กลัวก็แต่คนพวกนั้นลงมือแล้ว ไม่อย่างนั้น…
เจี่ยงโหย่วเซิงกระวนกระวายใจ กลัวว่าเมื่อตนเองไปถึงเรือนสกุลจูแล้วจะได้ยินข่าวร้าย