ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 535 แผนร้าย
บทที่ 535 แผนร้าย
ภายในเรือนสกุลจู พวกผู้หญิงสาละวนทำงานอยู่เช่นเคย
“จูต้าเหนียงอยู่ไหมขอรับ?”
เจี่ยงโหย่วเซิงพรวดพราดเข้ามาทางประตูเรือน ทำให้คนในเรือนล้วนสะดุ้งตกใจ
“เสี่ยวเจี่ยง?” หลี่ซื่อวางงานในมือแล้วลุกขึ้นมา “ทำไมเจ้ามาเวลานี้เล่า? เมื่อเช้าก็มาแล้วนี่นา?”
“ข้า…ข้ามาหาจูต้าเหนียง จูต้าเหนียงอยู่ไหมขอรับ?”
“ท่านแม่อยู่เรือนหลังข้าง ๆ นี่เอง ข้าพาเจ้าไปก็แล้วกัน”
หลี่ซื่อเห็นสีหน้าเขาไม่สู้ดี แต่ก็ยังกำชับคนอื่น ๆ ไว้แล้วนำทางเขาไปหาเย่อวี๋หราน
หลิวซื่อมีสีหน้าพิลึก นางหันไปถามคนอื่น ๆ ว่า “พวกท่านว่าทำไมเสี่ยวเจี่ยงดูแปลก ๆ เช่นนั้นเล่า? คงไม่ได้เกิดอะไรขึ้นหรอกนะ?”
แล้วนางก็คิดเชื่อมโยงอะไรได้ “คงไม่ใช่ว่าการค้าในตำบลมีปัญหาหรอกกระมัง?!”
หลิ่วซื่อและหลินซื่อ “…”
นี่ก็คืองาช้างไม่งอกออกมาจากปากสุนัข*[1] สินะ?
ประโยคแรกของเจี่ยงโหย่วเซิงเมื่อเข้าไปในเรือนก็คือ “จูต้าเหนียง จูเอ้อร์เม่ยยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม?”
เย่อวี๋หราน จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยที่ได้ยินประโยคนี้นิ่งงัน “…”
ถึงจะรู้ว่าเจี่ยงโหย่วเซิงไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ทำไมคำพูดนี้ฟังแล้วรู้สึกแปลกชอบกล?
เจี่ยงโหย่วเซิงรู้สึกตัวอย่างรวดเร็ว รีบอธิบายว่า “ไม่ใช่ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ข้าแค่อยากยืนยันว่าทุกอย่างยังสงบดี…นี่ก็ไม่ใช่ ไอ้หยา จูต้าเหนียง พวกเราไปคุยกันตามลำพังเถอะขอรับ เรื่องที่ท่านให้พี่เป้าไปสืบคราวก่อนได้ความแล้ว”
อย่าว่าแต่เย่อวี๋หรานยังไม่เข้าใจว่านี่เป็นเรื่องราวใด แม้แต่จูปาเม่ย หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยก็ไม่เข้าใจเช่นกัน
เย่อวี๋หรานเหงื่อตก เรื่องนี้นางมอบหมายให้จูอู่ไปจัดการแล้วนี่นา ทำไมถึงวกกลับมาหานางเช่นนี้เล่า?
คงไม่ใช่ว่าพี่เป้ารู้สึกว่าเขาอายุน้อยเกินไปหรอกนะ…
ดูเหมือนจะคิดอะไรไปมากมาย แต่ก็เป็นเพียงสิ่งที่แวบเข้ามาในความคิดของเย่อวี๋หรานเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
“เมียเจ้าสี่ เจ้านั่งเป็นเพื่อนซานเม่ยกับซื่อเม่ยตรงนี้ ข้ากับเสี่ยวเจี่ยงจะเข้าไปคุยกันข้างใน”
แล้วบอกให้จูปาเม่ยไปแจ้งจูซื่อและจูอู่ บอกให้พวกเขาสองคนกลับมาที่นี่
“เจ้าค่ะ”
จูปาเม่ยขานรับ ไม่กล้าพูดอะไรมากกว่านั้น และรีบออกไปทันที
แม้นางจะไม่รู้เรื่องราวโดยละเอียด แต่อีกฝ่ายเพิ่งเข้ามาได้ก็ถามว่าอาหญิงรองยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม ย่อมต้องไม่ใช่เรื่องเล็ก
“พี่สี่ พี่ห้า พวกท่านรีบกลับเรือนเร็วเข้า ท่านแม่มีธุระกับพวกท่านเจ้าค่ะ!”
จูปาเม่ยไม่โง่ ไม่ได้ร้องออกมากลางทุ่งว่าเป็นเรื่องอะไร เพียงบอกว่ามารดามีธุระ
พอพูดเช่นนี้ก็ไม่มีอะไรแปลก บ้านไหนทำงานอยู่กลางทุ่งนาแล้วไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ใหญ่ในเรือนเรียกพบบ้าง?
คนที่อยู่ข้าง ๆ ยังเยาะเย้ยจูต้าและจูเอ้อร์ “พวกเจ้าจะอนาถเกินไปแล้วกระมัง? ทำไมพอแม่เจ้ามีธุระก็เรียกหาน้องสี่ น้องห้าของพวกเจ้า แต่กลับไม่เรียกหาพวกเจ้า?”
จูต้าและจูเอ้อร์ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปเงียบ ๆ
เฮอะ! เรื่องครอบครัวพวกข้าเกี่ยวอะไรกับเจ้า?
แม้ในใจจะรู้สึกแย่ แต่ก็ไม่ยอมให้ใครเห็น
อีกด้านหนึ่ง เย่อวี๋หรานเชิญเจี่ยงโหย่วเซิงเข้าไปในเรือน แล้วเทน้ำชาให้เขา
“จูต้าเหนียง ท่านไม่ต้องวุ่นวายแล้ว ฟังข้าก่อน พี่เป้า…”
ไม่รอให้เจี่ยงโหย่วเซิงพูด เย่อวี๋หรานก็ยกมือห้ามเขา “เจ้าไม่ต้องรีบ เจ้าจะพูดเรื่องสามีของเอ้อร์เม่ยใช่ไหม?”
“ขอรับ” เจี่ยงโหย่วเซิงงุนงง ทำไมจูต้าเหนียงไม่ร้อนใจเลยเล่า?
“รอเจ้าสี่กับเจ้าห้ามาก่อนค่อยพูด” เย่อวี๋หรานกล่าว
เจี่ยงโหย่วเซิงยิ่งประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม “หา? ทำไมต้องรอให้พวกเขามาก่อนค่อยพูด จูต้าเหนียง นี่เป็นเรื่องใหญ่นะ คนของบ่อนพนันอี้ซิง…”
“เรื่องนี้ข้าให้ลูกชายสองคนเป็นคนรับผิดชอบ ย่อมต้องพูดให้พวกเขาฟัง เจ้ามาบอกข้าก็ไม่มีประโยชน์”
เจี่ยงโหย่วเซิงตกใจ “จูต้าเหนียง นี่เป็นเรื่องที่มีชีวิตคนเป็นเดิมพันเชียวนะ ท่าน…ทำไมท่านทำอย่างนี้?!”
“รีบทำไม คนก็ยังไม่ได้เป็นอะไรเลยนี่?” เย่อวี๋หรานบอกให้เขานั่งลง ไม่ต้องรีบร้อน นางกล่าวเนิบช้าว่า “เรื่องนี้ใช่ว่าจะจัดการได้ในวันสองวัน ต้องค่อยเป็นค่อยไป เจ้าร้อนใจไปก็ไม่มีประโยชน์ อีกอย่าง คนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ยังไม่มา เจ้าพูดไปก็เท่านั้น”
เอาเถอะ เจี่ยงโหย่วเซิงนับว่ายอมใจแล้ว สมกับที่เป็นคนทำการใหญ่จริง ๆ มาถึงช่วงคับขันแบบนี้แล้วยังไม่ร้อนใจอีก?!
เขาคิดว่าพี่เป้าควรจะเรียนรู้จากจูต้าเหนียงให้มาก
ขณะคิดอยู่นั้น จูซื่อและจูอู่ก็ตามจูปาเม่ยกลับมาถึงประตูเรือนแล้ว
เห็นภายในลานเรือนมีคนมากมาย พวกเขาสองคนยังประหลาดใจ “พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง พวกท่านทำไมถึง…”
ไม่ได้มีเพียงหลี่ซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยที่ดูแลพวกเด็ก ๆ กระทั่งหลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อที่นานครั้งจึงจะมาที่เรือนหลังใหม่สักคราก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน
นอกจากคนที่ทำงานในนา คนอื่น ๆ ล้วนมากันครบ ไม่น่าแปลกที่คนทั้งสองจะประหลาดใจ
“ท่านแม่เรียกพวกท่านมาหรือ?” จูปาเม่ยก็ประหลาดใจเช่นกัน
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อมีสีหน้ากระอักกระอ่วน
หลินซื่อรีบกล่าวว่า “เปล่า ข้าแค่มาหาพวกหลี่ว์ต้ายา…”
“ใช่แล้ว พวกข้ามาช่วยดูแลพวกเด็ก ๆ” หลิวซื่อพูดต่อ “พวกนางพักอยู่ทางนี้ ไม่ได้เห็นหน้านานแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้างก็เลยแวะมาหา ไม่มีอะไรแล้ว พวกข้าไปก่อนนะ”
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อส่งสายตาให้กันแล้วจากไปอย่างว่องไว
จูปาเม่ย “…”
ในเรือนมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าใครก็ไม่อยากพลาดไปสินะ
จูซื่อและจูอู่ไม่ได้พูดอะไร เพียงถามไถ่ทุกคนว่าเย่อวี๋หรานรับรองแขกอยู่ที่ไหนแล้วรีบเข้าไปหา
พวกเขามาถึงประตูก็จัดแจงเสื้อผ้า แล้วเคาะประตูอย่างมีมารยาท
ทำอย่างไรได้ พอจูชีเข้าเรียนในสำนักศึกษานานเข้า ท่านแม่ของพวกเขาก็มีข้อถือสามากขึ้นทุกที พวกเขาไม่อยากทำให้ท่านแม่ขุ่นเคืองหรอกนะ
ก๊อกก๊อก
เสียงเคาะดังมาจากนอกประตู
“เข้ามา”
จูซื่อและจูอู่จึงเดินเข้าไป
“ท่านแม่”
พวกเขาก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามายืนอยู่หน้าประตู
“อืม” เย่อวี๋หรานพยักหน้าน้อย ๆ
ทั้งคู่ทักทายเจี่ยงโหย่วเซิง ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้แล้วเริ่มถามความ
เจี่ยงโหย่วเซิงรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลก ๆ แต่ยามกะทันหันจึงคิดไม่ออก
รอจนอีกหลายปีให้หลัง เขาผ่านโลกมามากแล้วค่อยนึกขึ้นมาได้ว่า ครอบครัวชาวนาที่ไหนจะใส่ใจรายละเอียดเหมือนพี่น้องสกุลจู?
ดังนั้นจึงได้กล่าวกันว่าความสำเร็จของวงศ์ตระกูลไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างขึ้นมาอย่างปุบปับ แต่รายละเอียดบางอย่างได้บอกเป็นนัยไว้ล่วงหน้าแล้ว
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสังเกตเห็น
ยกตัวอย่างเช่นเจี่ยงโหย่วเซิงที่ยังอายุน้อยอยู่มาก
“คราวก่อนพวกเจ้าไหว้วานพี่เป้าให้ช่วยสืบเรื่องเฉียนซินกับบ่อนพนันอี้ซิง เรื่องนั้นเป็นเรื่องจริง พวกเขากำลังวางแผนร้ายต่อสกุลจูอยู่จริง ๆ”
“แต่ว่าเรื่องไม่ได้เป็นแบบที่พวกเจ้าคิดว่าทางนั้นคิดจะเอาเรื่องที่ปลดจูเอ้อร์เม่ยมาข่มขู่ แต่พวกเขาตั้งใจจะให้จูเอ้อร์เม่ยตายอยู่ทางนี้”
……
ส่วนข้อมูลล่าสุดก็คือ จูเอ้อร์เม่ยถูกวางยาพิษที่ออกฤทธิ์ช้า อาจตายเมื่อไหร่ก็ได้
สาเหตุที่ตอนนี้เหล่าเฉียนไม่ให้จูเอ้อร์เม่ยกลับไป แท้จริงก็เพื่อยื้อเวลา รอให้จูเอ้อร์เม่ยพิษกำเริบสิ้นชีวิตในเรือนสกุลจู
“อะไรนะ?!” เมื่อจูซื่อและจูอู่ฟังถึงตรงนี้ก็ต้องตระหนก “อาหญิงรองถูกวางยาพิษแล้ว?!”
พวกเขามองไปทางเย่อวี๋หรานโดยสัญชาตญาณ อยากขอความช่วยเหลือจากนาง
“ท่านแม่ เรื่องนี้จะทำอย่างไรดีขอรับ?!”
“ใช่ ท่านแม่ ถ้าอาหญิงรองมาตายที่นี่ พวกเราก็มีปัญหาแล้ว”
[1] งาช้างไม่งอกออกมาจากปากสุนัข (狗嘴里吐不出象牙) อุปมาว่า คนไม่ดีมักไม่พูดเรื่องดี ๆ หรือเรื่องที่เป็นสิริมงคล