ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 537 อยากซื้อเต้าหู้กลับมาทุบหัวตัวเอง
บทที่ 537 อยากซื้อเต้าหู้กลับมาทุบหัวตัวเอง
เย่อวี๋หรานตะลึง คิดไม่ถึงว่าจูซื่อจะลั่นวาจาเช่นนี้
นางกล่าวว่า “ถ้าข้ายืนยันจะทำเหมือนที่จูอู่พูดมาเล่า?”
“เช่นนั้นลูก…” จูซื่อกัดฟัน เจ็บปวดจนตาแดงก่ำ “เช่นนั้นลูกก็ได้แต่ต้องผิดต่อท่านแล้ว”
เขาพูดพลางคุกเข่าลงโขกศีรษะคำนับเย่อวี๋หรานสามครา
“ท่านแม่ ลูกขอขมาท่าน”
“ลูกผิดต่อท่าน”
“ต่อไปลูกไม่อาจกตัญญูต่อท่านแล้ว”
“ลูก…”
……
จูซื่อพูดอยู่ น้ำตาก็พลันร่วงเผาะลงมาอาบนองใบหน้า
ผู้คนกล่าวกันว่าหากไม่เจ็บปวดจริง ๆ ลูกผู้ชายก็จะไม่หลั่งน้ำตาออกมาโดยง่าย
คราวนี้ จูซื่อเจ็บปวดใจอย่างแท้จริง เพราะเขาไม่คิดเลยว่ามารดาและน้องชายของตนจะเป็นคนเช่นนี้?!
จูอู่อยากพูดอะไรอยู่หลายครั้ง แต่ก็ถูกจูซื่อขัดไปเสียทุกครา
เขาได้แต่ฟังพี่สี่พูดจนจบด้วยความอัดอั้นใจ
“ท่านแม่…” เห็นจูซื่อเป็นเช่นนี้ จูอู่ชักจะร้อนใจจริง ๆ แล้ว
เขาพูดเช่นนั้นก็จริง แต่พี่สี่จะมีปฏิกิริยารุนแรงเกินไปหรือเปล่า?
เขาไม่ได้พูดว่าจะทอดทิ้งทางนั้นโดยไม่สนใจไยดีเสียหน่อย ถึงอย่างไรนั่นก็เป็นปู่ย่าของเขา…
“เจ้าห้า ได้ยินแล้วใช่ไหม พี่สี่ของเจ้าเลือกเช่นนี้ แล้วเจ้าเล่า?” เย่อวี๋หรานตวัดสายตากลับมาหาจูอู่ “พี่สี่ของเจ้าไม่เห็นด้วย เจ้าคิดจะทำอย่างไร?”
เมื่อนางเอ่ยปาก จูซื่อย่อมไม่พูดแทรกขึ้นมาอีก
จูอู่ถอนหายใจก่อนจะกล่าวว่า “ข้า? ข้าจะทำอย่างไร? เมื่อกี้พี่สี่เอาแต่พูดไม่หยุด ข้าอยากพูดมาแต่แรกแล้ว ในเมื่อพี่สี่ไม่เห็นด้วย อย่างนั้นเรื่องนี้…”
เขากัดฟันเอ่ย “เรื่องนี้ก็ช่างเถอะ!”
แม้ตอนนี้เขายังไม่มีวิธีการที่ดีกว่า แต่ถ้าทำเช่นนี้แล้วทำให้พี่สี่เกลียดเขา เขายอมร่วมทุกข์กับพี่สี่ดีกว่า
เอาเถอะ ความจริงเขาก็คิดว่าพี่สี่โง่จริง ๆ
นอกจากทำให้คนซาบซึ้งใจ ประโยชน์สักน้อยก็ไม่มี แก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติไม่ได้เลย
จูซื่อได้ยินวาจาของจูอู่ก็พลันเงยหน้าขึ้นมา “จริงหรือ?!”
แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
จูอู่พยักหน้า “จริงสิ มีอะไรสำคัญไปกว่าคนในครอบครัวอีกหรือ? พี่สี่ ข้าไม่ได้จะว่าท่านหรอกนะ เอะอะก็คุกเข่า ร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหล ไปเลียนแบบใครมาหรือ? ตอนพูดจาก็ไม่รู้จักมองหน้าคนอื่นบ้าง ข้าอยากพูดตั้งหลายครั้ง ท่านก็ไม่ให้โอกาสข้าพูด ทำข้าอัดอั้นใจแทบบ้า…”
ถ้ามองคนอื่นบ้าง คงสังเกตเห็นความผิดปกติของเขากับท่านแม่แล้ว
แต่พี่สี่คนโง่ผู้นี้กลับเอาแต่ก้มหน้าก้มตาร้องทุกข์ ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา
จูซื่อละอายใจอยู่บ้าง
จูอู่ไม่คิดจะทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ เพียงหันไปหาเย่อวี๋หราน “ท่านแม่ ท่านว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไรดีขอรับ? ถ้าพวกเราไม่ตัดขาดกับทางนั้น พออาหญิงรองตายไป พวกเราทั้งหมดก็คง…”
เขาไม่ได้พูดออกมาจนจบ แต่ทุกคนก็ทราบจุดจบดี
เย่อวี๋หรานกวาดสายตามองพวกเขา แล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าดีใจยิ่งที่ในใจพวกเจ้าเห็นคนในครอบครัวสำคัญที่สุด ความรุ่งโรจน์เสื่อมโทรมของวงศ์ตระกูลไม่ได้เกี่ยวกับจำนวนสมาชิกในครอบครัว แต่ต้องดูว่าคนในครอบครัวเต็มใจจะสามัคคีกันหรือไม่ ยินดีเสียสละเพื่อกันและกันหรือเปล่า แม้จะเผชิญหน้าต่อความเป็นความตาย พวกเจ้าก็ไม่คิดจะทอดทิ้งกันและกัน เรื่องนี้ข้าขอชมเชยพวกเจ้า”
จูซื่อและจูอู่ขัดเขินอยู่บ้าง “ท่านแม่ ท่านพูดเรื่องนี้ทำไม? พวกข้าโตแล้วนะ ไม่ใช่เด็ก ๆ เสียหน่อย…”
ถึงจะพูดเช่นนี้ แต่ก็ไม่อาจทำเป็นไม่สนใจความยินดีในใจได้เลย
พวกเขาไม่ยอมรับหรอกนะว่าที่จริงแล้วพวกเขาชอบให้มารดาชมเชยตนเองยิ่งนัก เพราะมันทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองได้รับการยอมรับและถูกตั้งความหวัง
“ไม่ใช่เด็กแล้วจะทำไม? ต่อให้พวกเจ้ากลายเป็นปู่คนไปแล้ว พวกเจ้าก็ยังเป็นลูกข้าอยู่ดี ข้ายังพูดไม่ได้?” เย่อวี๋หรานยิ้ม
“พูดได้อยู่แล้วขอรับ จะตอนไหนท่านก็ยังเป็นแม่ของพวกข้า ท่านอยากพูดอะไรก็ได้ทั้งนั้น ข้าต้องฟังท่านอยู่แล้ว” จูอู่เป็นคนปากหวาน เขาตอบกลับทันที
“เจ้านี่นะ…” เย่อวี๋หรานถูกเย้าจนเบิกบานใจ
นี่คงเป็นสาเหตุว่าทำไมนางมาอยู่โลกนี้นานเพียงนี้แล้วก็ยังตัดใจไปจากครอบครัวนี้ไม่ได้กระมัง
ตอนแรกนางอาจทำไปเพื่อความอยู่รอด กลัวว่าจะแสดงพิรุธให้คนจับได้ แต่หลังจากนั้น เมื่อนางได้คลุกคลีกับคนในครอบครัวนี้นานขึ้นเรื่อย ๆ นางก็ค้นพบมุมที่น่ารักของพวกเขาทีละน้อย
ในสายตาของเจ้าของร่างเดิม ลูกชายเหล่านี้ล้วนไร้ประโยชน์ แต่ในสายตาของเย่อวี๋หราน เพียงแค่ ‘ความกตัญญู’ ข้อนี้ก็เป็นข้อดีที่ยิ่งใหญ่มากแล้ว
ไม่ ไม่ใช่แค่ความกตัญญู แต่เป็นความกตัญญูอย่างโง่งม เจ้าของร่างเดิมพูดอย่างไรก็คืออย่างนั้น หากไม่โง่งมแล้วจะเป็นอะไรได้อีก?
คนในครอบครัวที่น่ารักเช่นนี้ นางจะทอดทิ้งไปได้อย่างไร?
แค่กแค่ก ยกเว้นจูเหล่าโถว
“ท่านแม่ เรื่องอาหญิงรองยังไม่จบนะขอรับ เรื่องนี้ท่านคิดว่าจะจัดการอย่างไร?” จูอู่ดึงหัวข้อสนทนากลับเข้าประเด็นอีกครั้ง
พวกเขาคุยกันนานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีแผนการรับมือ
จูซื่อมองมารดาอย่างกังวลใจ “ท่านแม่ ข้าพูดจริง ๆ นะ ข้ายอมมีชีวิตลำบาก แต่ไม่ยอมทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด”
“จะทำอย่างไรได้? ก็ต้องช่วยคนน่ะสิ” เย่อวี๋หรานกล่าว
“ช่วยคน? แต่ท่านแม่พูดเองนี่นาว่าท่านไม่มียาแก้พิษ?” จูอู่กังขา
เย่อวี๋หรานกลอกตา “ข้าไม่มียาแก้พิษ หาคนอื่นมาแก้พิษให้ก็ได้นี่นา?”
จูซื่อและจูอู่ “…”
สวรรค์!
แล้วพวกเขาจะทะเลาะกันอยู่ทำไมตั้งนาน?!
ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าตนเองโง่บัดซบ อยากซื้อเต้าหู้กลับมาทุบหัวตัวเองเสียจริง
เพราะยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายใช้ยาพิษอะไร ตอนนี้สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดก็คือต้องตรวจพิษให้จูเอ้อร์เม่ย
เหตุผลก็หาให้เสร็จสรรพ ก่อนเจ้าจะถูกเหล่าเฉียนปลด สารรูปแลดูอเนจอนาถปานนั้น บนร่างจะต้องมีบาดแผลอยู่แน่นอน ต้องตรวจดูให้ละเอียด ถ้าเกิดทิ้งต้นตอของอาการเจ็บป่วยเอาไว้เล่า?
ครั้นจูเอ้อร์เม่ยได้ยินว่าจะตรวจร่างกายก็ไม่ใคร่จะยินยอม “ตรวจอะไร? สุขภาพข้ายังแข็งแรงดีไม่มีปัญหาเสียหน่อย”
“เจ้าป่วยหรือไม่ข้าไม่รู้ แต่ถ้าเจ้าไม่ตรวจ ข้าก็จะบอกเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสว่าไม่ต้องไปหมู่บ้านเฉียนเฉวียนอีกแล้ว” เย่อวี๋หรานตีหน้าเย็นชา ไม่อธิบายแม้แต่น้อย แต่กลับข่มขู่ไปตรง ๆ
จูเอ้อร์เม่ยถลึงตาใส่อีกฝ่ายด้วยความโมโห “เจ้า!…พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร? ข้าไปล่วงเกินท่านตรงไหน?”
“ล่วงเกินไปเยอะแล้วต่างหาก” เย่อวี๋หรานนั้นแม้แต่เปลือกตาก็คร้านจะขยับ เพียงกล่าวราวกับชายแก่คนหนึ่ง “เจ้าถูกปลดกลับสกุลจู ทำให้สกุลจูขายหน้า เจ้าคิดว่าหน้าข้ายังน่ามองอยู่หรือ?”
จูเอ้อร์เม่ยสะอึก “…ท่านสนใจเรื่องพวกนี้ด้วย? พวกท่านยังรับเลี้ยง…”
ท่อนหลังพูดไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่เย่อวี๋หรานรู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร คงเป็นเรื่องน้องสาวและหลานสาวของหลินซื่อนั่นแหละ
นางคร้านจะสนใจ จึงส่งสายตาให้จูซื่อ
จูซื่อพยักหน้าแล้วออกไปดูที่ประตูเรือนว่าจูอู่พาท่านหมอชาวบ้านจากในหมู่บ้านมาถึงหรือยัง
เหตุผลที่เชิญท่านหมอมาย่อมไม่อาจบอกว่ามาตรวจจูเอ้อร์เม่ย แต่ในเรือนยังมีพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูนี่นา หาข้ออ้างเล็กน้อยก็ปิดปากทุกคนได้แล้ว
หมอชาวบ้านก็เช่นกัน เขาไม่รู้เหตุผลที่แท้จริง เพียงนึกว่าพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูไม่ค่อยสบาย
“ปู่กับย่าของเจ้าแข็งแรงดีไม่ใช่รึ?” เมื่อได้ยินจูอู่พูดถึงสาเหตุที่มาเยือน หมอชาวบ้านก็ยังประหลาดใจ