ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 538 นางต้องการจับปลาใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง
บทที่ 538 นางต้องการจับปลาใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง
จูอู่พูดว่า “ไม่รู้สิขอรับ แต่จู่ ๆ ก็ไม่ค่อยสบาย ถึงได้มารบกวนให้ท่านไปช่วยดูอาการให้หน่อย รบกวนท่านแล้ว ท่านหมอ”
“ไม่เป็นไร เจ้ารอข้าสักครู่ ข้าเข้าไปหยิบล่วมยา*[1]ก่อน”
หมอชาวบ้านสะพายล่วมยาไว้บนหลังแล้วเดินตามจูอู่ออกไป
ระหว่างทางยังเจอคนในหมู่บ้าน
“ท่านหมอ ท่านจะไปไหนหรือ?”
คนผู้นั้นเห็นท่านหมอสะพายล่วมยามาด้วยจึงเอ่ยถาม
“ไม่ได้ไปไหนหรอก พ่อเฒ่าจูไม่ค่อยสบาย ข้าเลยจะไปดูสักหน่อย…” หมอชาวบ้านถามกลับ “เจ้าล่ะ เจ้าจะไปที่ใดรึ?”
“ญาติมาเยี่ยมที่เรือน ข้าก็เพิ่งกลับมาจากทุ่งนานี่แหละ”
จูอู่ได้ยินว่ามีคนมาหาอีกฝ่ายจึงแสร้งถามอย่างเป็นธรรมชาติ “ญาติหรือ อย่างนั้นท่านก็รีบไปเถอะ มาเยี่ยมทั้งที่ไม่ใช่ช่วงเทศกาลเช่นนี้เกรงว่าคงมีธุระกระมัง ท่านอา เป็นญาติหมู่บ้านไหนรึ?”
หมายความว่าเป็นญาติคนไหนจากหมู่บ้านใด
คนผู้นั้นยิ้ม “มาจากหมู่บ้านเฉียนเฉวียน ญาติห่าง ๆ สักคน ไม่รู้เหมือนกันว่ามาหาพวกข้าทำไม คิดว่าคงเพราะเรื่องฤดูใบไม้ผลิปีหน้ากระมัง…”
เขาอยากพูดกับจูอู่อยู่แล้ว จึงพูดตามที่เตรียมไว้ “กล่าวถึงเรื่องนี้ เจ้าห้า ฝากเจ้ากลับไปบอกแม่เจ้าด้วยว่าช่วงนี้มีคนอ้างว่ามาเยี่ยมญาติมาเลียบเคียงถามเรื่องต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าที่หมู่บ้านพวกเราอยู่บ่อย ๆ ให้แม่เจ้าได้รู้เรื่องเอาไว้”
ทำอย่างไรได้ ผู้ใดใช้ให้ฤดูใบไม้ผลิปีหน้ายังต้องพึ่งพาสกุลจูกันเล่า เวลาแบบนี้ย่อมไม่มีใครกล้าล่วงเกินเย่อวี๋หราน
“ขอรับ ข้ารู้แล้ว ท่านอา ท่านวางใจได้ ข้าจะบอกท่านแม่แน่นอน” จูอู่ได้รับคำตอบที่ต้องการแล้ว สีหน้าก็พลันยิ้มแย้ม
เขายังวางแผนในใจว่าเมื่อกลับเรือนไปแล้วจะบอกพี่สะใภ้สี่ให้ช่วยสืบให้ว่าพักนี้มีคนจากหมู่บ้านไหนมาเยี่ยมญาติทางนี้บ้าง
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยจะสนใจ ตอนนี้พอเกิดเรื่องของอาหญิงรอง เขาจึงคิดว่าต้องให้ความสนใจเรื่องการไปมาหาสู่ของคนในหมู่บ้านเสียหน่อยแล้ว
เรื่องนี้ทำให้เขาตระหนักได้ว่า จะช่วงเวลาไหนก็ไม่อาจดูเบาความเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในหมู่บ้าน
เรื่องใดก็ตามไม่เกิดขึ้นโดยไร้วี่แวว ปราศจากร่องรอยให้สืบสาว มีแต่คนประมาทที่ไม่ทันสังเกตเท่านั้นเอง
จูซื่อเพิ่งออกมาที่ประตูเรือนก็เห็นเงาร่างของจูอู่และหมอชาวบ้านกำลังมาทางนี้
“ไม่ต้องรีบร้อน ปู่เจ้าแข็งแรงดี ไม่มีเรื่องอะไรหรอก อย่างมากก็คงทำงานหนักเกินไป ร่างกายสะสมอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เอาไว้…เรื่องแบบนี้รีบไม่ได้ ต้องบำรุงอย่างค่อยเป็นค่อยไป…” หมอชาวบ้านไม่รอให้อีกฝ่ายเร่งก็ชิงปลอบโยนญาติคนป่วยขึ้นมาเสียก่อน
ทำอย่างไรได้ ผู้ใดใช้ให้แต่ละครั้งที่มาเชิญเขา ญาติคนป่วยทั้งหลายก็ชอบมาเร่งรัดเขาอยู่ตลอดเลยเล่า?
ความจริงแล้วผู้สูงอายุนั้น หากไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างการเกิดโรคแทรกซ้อนกะทันหัน ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นโรคเก่าที่ยังสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้
โรคประเภทนั้น หากเป็นครอบครัวคนมีอันจะกิน เพียงเสียค่าหยูกยามากหน่อยก็ได้แล้ว แต่พอเป็นครอบครัวชาวบ้าน…
“ท่านหมอ พวกข้าไม่ได้เร่ง พวกข้าแค่อยากเตือนท่านว่าเรื่องนี้ท่านรู้ข้ารู้ฟ้ารู้ดินรู้ เมื่อกลับออกไปอีกครั้ง ท่านอย่าเอาไปพูดกับใครอีกเด็ดขาด” จูซื่อกล่าว “ท่านแม่ข้าเป็นคนอย่างไร ท่านก็คงรู้ดี”
หมอชาวบ้านสัมผัสได้ว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากล
ไม่ผิดไปจากที่คิด เมื่อเขาเข้าไปในเรือนก็ไม่เห็นพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจู แต่เห็นสตรีรุ่นอาวุโสของสกุลจูนั่งอยู่ข้างใน
ผู้ที่นั่งอยู่หัวแถวไม่ต้องบอกก็ทราบว่าเป็นเย่อวี๋หราน ถัดมาคือจูเอ้อร์เม่ยที่กลับมาบ้านเดิมกะทันหัน สุดท้ายค่อยเป็นจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่น
ครั้นจูเอ้อร์เม่ยเห็นหมอชาวบ้าน สีหน้าก็ยิ่งแย่กว่าเดิม “พี่สะใภ้ใหญ่ คนอื่นกลัวท่าน แต่ข้าไม่กลัวท่านหรอกนะ ข้าบอกไว้เลยว่าข้าไม่ได้เป็นคนเชิญท่านหมอมา อย่าหวังเลยว่าข้าจะจ่ายค่ารักษา”
เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ “เจ้าเป็นน้องสามีที่ถูกปลดกลับบ้านเดิมมาคนหนึ่ง ต้องมีเงินก่อนถึงจะมีสิทธิ์พูด เงียบไปเถอะ ข้าออกเงินเอง”
จูเอ้อร์เม่ยได้ยินเช่นนั้นก็มองอย่างแคลงใจ “ไม่ถูกแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านใจกว้างแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใด?”
ยิ่งมองก็ยิ่งสงสัย “ท่านคงไม่ได้คิดจะทำมิดีมิร้ายอะไรหรอกนะ?”
นางพลันคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงมองเย่อวี๋หรานอย่างเหลือเชื่อ “พี่สะใภ้ใหญ่ อย่าบอกนะว่าท่านจะให้ข้าแกล้งป่วย?!” แล้วกลับพึมพำต่อไปว่า “ความคิดนี้เข้าท่าทีเดียว แต่…ท่านแน่ใจนะว่าวิธีนี้จะได้ผล?”
นางมองหมอชาวบ้านด้วยสีหน้าเคลือบแคลง
เย่อวี๋หรานที่ยังไม่ได้พูดอะไรสักอย่างมุมปากกระตุกถี่ยิบ
นางคร้านจะไปสนใจความคิดเหลวไหลของจูเอ้อร์เม่ย แต่กล่าวกับหมอชาวบ้านโดยตรงว่า “ลำบากท่านหมอแล้ว น้องสามีของข้าผู้นี้สมองมีปัญหา รบกวนท่านช่วยตรวจให้ทีว่าได้กินของแสลงเข้าไปหรือไม่…”
“ใครกินของแสลง? เจ้าสิที่กินของแสลง ทั้งบ้านเจ้าเลย…” จูเอ้อร์เม่ยด่ากลับโดยไม่ต้องคิด
สีหน้าเย่อวี๋หรานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง “ทั้งบ้านของข้ามีพ่อเจ้า แม่เจ้า รวมถึงน้องสามีที่ออกเรือนไปแล้วอย่างเจ้าด้วยอีกคน แน่นอน ถ้าเจ้าอยากเป็นลูกสาวที่ออกเรือนแล้วก็คือน้ำที่สาดออกไปอ่างนั้น ไม่เต็มใจยอมรับว่าตนเองเป็นลูกหลานสกุลจู ข้าก็ไม่ถือสา”
“เจ้า!” จูเอ้อร์เม่ยโมโห
นางคิดไปเองหรือเปล่าว่าผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ฝีปากของพี่สะใภ้ใหญ่ผู้นี้กลับมีแต่จะร้ายกาจมากขึ้นเรื่อย ๆ?
สมัยก่อนยังทำหน้ายักษ์ใส่นาง ตอนนี้กลับตีหน้านิ่งด่านางจนอับจนคำพูด ความแค้นคับอกหาทางระบายไม่ได้
โมโหก็ส่วนโมโห แต่ที่ควรตรวจก็ต้องตรวจ
เชิญท่านหมอมาถึงเรือนแล้ว ไม่ตรวจก็ต้องเสียเงินอยู่ดี จูเอ้อร์เม่ยเสียดายค่ารักษาไม่กี่เหรียญนั้น
หมอชาวบ้านไม่กล้าแสดงความผิดปกติออกมาทางสีหน้า ได้แต่สงบอารมณ์แล้วจับชีพจรจูเอ้อร์เม่ย
เฮ้อ…เรื่องใดก็ตามพอเกี่ยวข้องกับจูต้าเหนียงล้วนไม่ใช่เรื่องดีจริง ๆ ด้วย!
เขาว่าแล้วเชียว พ่อเฒ่าจูสุขภาพแข็งแรงดี ทำไมยังมาเชิญหมอ?
อีกอย่าง คนที่มายังไม่ใช่ลูกชายของจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ
ถึงจะเสียใจ แต่มาถึงที่แล้ว ไม่มีทางให้ถอยอีก
“พูดมาเถอะ ข้าป่วยอะไรไหม?” จูเอ้อร์เม่ยชักสีหน้า
หมอชาวบ้านจึงพูดออกมา แต่หากบอกว่าจูเอ้อร์เม่ยสุขภาพดี ไม่เจ็บไม่ป่วยเลยแม้แต่น้อยย่อมเป็นไปไม่ได้
นางอยู่ในครอบครัวชาวนา ขาดสารอาหารนานปีประกอบกับทำงานหนักเกินไป ทั่วร่างล้วนมีปัญหา
แต่ปัญหาสุขภาพเหล่านั้น หญิงชาวบ้านคนไหนก็มีเหมือนกัน
“แค่นี้หรือ?” เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว
“จูต้าเหนียงคิดว่าควรมีอะไรอีกหรือ?” หมอชาวบ้านรู้สึกว่าตนเองอ่อนแอจริง ๆ
เขาไม่อยากมีปัญหากับเย่อวี๋หราน คิดว่าหากตนเองตกอยู่ในเงื้อมมืออีกฝ่ายคงไม่มีเรื่องดี
“ท่านโง่เรอะ ข้าไม่ได้ป่วยสักหน่อย ทำไมมาบอกว่าข้าป่วยเล่า คิดจะบีบให้ครอบครัวเหล่าเฉียนมาเอาหนังสือหย่ากลับไปงั้นเรอะ?” จูเอ้อร์เม่ยรู้สึกว่าหมอชาวบ้านคนนี้โง่งมจริง ๆ จึงพูดเปิดโปงออกมาอย่างอดไม่ได้
หมอชาวบ้านมีสีหน้าแปลกใจ หันไปหาเย่อวี๋หรานเป็นเชิงถาม เป็นเช่นนี้เองหรือ จูต้าเหนียง?
ถ้านางไม่ยอมรับเองกับปาก เขาก็ไม่กล้าคิดไปเองส่งเดช
“ข้าบอกแล้ว ท่านยังจะไปถามนางทำไม?” จูเอ้อร์เม่ยรู้สึกว่าศักดิ์ศรีถูกทำร้ายอย่างรุนแรงจึงแสดงออกว่าไม่พอใจมาก
“นอกจากอาการเหล่านี้ก็ไม่มีปัญหาอย่างอื่นอีก?” เย่อวี๋หรานเอ่ยปากถาม ทั้งยังถามเป็นนัยว่า “เป็นต้นว่าไปกินอะไรที่ไม่ควรกินเข้า”
เวลาแบบนี้ นางไม่กล้าพูดว่ายาพิษไปตรง ๆ เกรงว่าจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น
ด้วยนิสัยของจูเอ้อร์เม่ย หากรู้เรื่องนี้แล้วยังจะสงบเสงี่ยมอยู่ได้อย่างไร? คงบุกไปอาละวาดถึงเรือนเหล่าเฉียนเป็นแน่ ถึงตอนนั้นก็จัดการไม่ง่ายแล้ว
นางต้องการจับปลาใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่กุ้งฝอยตัวเล็กตัวน้อยเหล่านี้
[1] ล่วมยา คืออุปกรณ์ประจำตัวหมอยา ใช้บรรจุยารักษาโรค