ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 536 นี่เป็นเรื่องที่คนทำกันงั้นเรอะ
บทที่ 536 นี่เป็นเรื่องที่คนทำกันงั้นเรอะ
กล่าวตามตรง เย่อวี๋หรานก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าคนยุคนี้จะเห็นชีวิตคนเป็นต้นหญ้าเช่นนี้
นอกจากเรื่องจางเยียนในครั้งนั้น นางก็ไม่คิดว่าตนเองจะต้องมาพบเรื่องที่พัวพันถึงชีวิตคนอีกครั้งเร็วเพียงนี้
หัวใจพลันเขม็งเกลียว
เมื่อลูกชายทั้งสองมองมาทางตนด้วยความปริวิตก นางก็จำต้องสงบจิตใจให้เยือกเย็น กล่าวพร้อมสีหน้าเย็นชา “ตื่นตูมอะไรกัน? คนยังไม่ตายเสียหน่อย?”
“ท่านแม่ จะไม่ร้อนใจได้อย่างไรขอรับ อาหญิงรองถูกวางยาพิษมาแต่แรกแล้ว อาจตายเวลาไหนก็ได้ ข้า…” จูซื่อร้อนใจจนผุดลุกขึ้นมา “ข้าจะไม่ร้อนใจได้อย่างไร? ถ้าครอบครัวเราต้องแบกรับคดีฆาตกรรม น้องเจ็ดก็จะเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ไม่ได้แล้วนะขอรับ”
“ใช่แล้ว ท่านแม่ พ่อค้าและทายาทของอาชญากรไม่อาจเข้าร่วมการสอบเคอจวี่นะขอรับ” จูอู่ที่คิดว่าตนเองฉลาดมาตลอดก็ยังกระวนกระวายใจอย่างอดไม่อยู่
เจี่ยงโหย่วเซิงที่เมื่อครู่ยังสงบนิ่งได้อยู่ พอเห็นท่าทางของสองพี่น้องก็พลอยนั่งไม่ติดไปด้วยเช่นกัน “จูต้าเหนียง ข้าบอกแล้วว่าเรื่องนี้เร่งด่วนยิ่งนัก วันนี้พอพี่เป้าทราบข่าวก็ส่งข้ามาแจ้งเรื่องทันที เรื่องนี้ต้องจัดการให้ได้ ไม่อย่างนั้น…”
“นี่ไม่ใช่เรื่องการค้า แต่ยังจะกระทบต่อการสอบเคอจวี่ของจูชีอีกด้วย” เจี่ยงโหย่วเซิงกล่าวอย่างร้อนใจ “จูชีจะสอบในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้านี้เอง พี่เป้ายังไปสอบถามเรื่องสนามสอบมาแล้ว…คราวนี้ดีนัก หากในครอบครัวมีอาชญากร ทุกอย่างก็จบสิ้นแล้ว”
“คนยังไม่ตาย อย่าเพิ่งตื่นตูม!” แม้เย่อวี๋หรานจะร้อนใจแค่ไหน แต่เห็นพวกเขาเป็นเช่นนี้ก็ได้แต่บังคับให้ตนเองเยือกเย็นลงให้ได้
นางปลอบโยนเจี่ยงโหย่วเซิง แล้วให้เขากลับไปก่อนตามแผนเดิม ห้ามแพร่งพรายอะไรออกไปเป็นอันขาด พวกนางทางนี้จะคิดหาวิธีจัดการเอง
ถ้าไม่ได้จริง ๆ นางก็ไม่มีทางเป็นตัวถ่วงพี่เป้า
“จูต้าเหนียง พี่เป้าไม่ได้มีเจตนาเช่นนี้…” เจี่ยงโหย่วเซิงร้อนใจเสียแล้ว เขามาแจ้งข่าวนะ อยากร่วมฝ่าฟันวิกฤตครานี้ไปด้วยกัน ไม่ได้มาพูดว่า ‘ภัยร้ายกรายกล้ำต่างคนต่างหนีเอาตัวรอด’ เสียหน่อย
เย่อวี๋หรานพูดตัดบทเขา “บอกแล้วว่าอย่าร้อนใจ ดูเจ้าร้อนใจสิ ข้ายังพูดไม่จบเลย”
“ท่านพูดเถอะ” เจี่ยงโหย่วเซิงเร่งเร้า
“ข้าพูดเผื่อเอาไว้ เรื่องใดก็ตามแต่ ไม่กลัวหนึ่งหมื่น เพียงกลัวหนึ่งในหมื่น พวกเราต้องเตรียมการเอาไว้เผื่อกรณีเลวร้ายที่สุด ความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดก็คือพวกเขาทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ ครอบครัวข้ามีคนกลายเป็นอาชญากร และคงจะกระทบเจ้าเจ็ด ทำให้เขาไม่อาจเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ได้” เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างเคร่งขรึม “แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ก็ไม่อาจให้กระทบต่อภัตตาคาร ขอเพียงพี่เป้าตัดขาดจากสกุลจูจึงจะสามารถรักษาภัตตาคารเอาไว้ได้ เช่นนี้ เมื่อเรื่องราวผ่านพ้น พี่เป้ากับเจ้าจึงจะสามารถช่วยเหลือสกุลจูในทางลับ สกุลจูจึงจะมีชีวิตที่ดีขึ้นบ้าง…”
เจี่ยงโหย่วเซิงตั้งสติได้แล้ว เขาคิดตามคำพูดของจูต้าเหนียงก็รู้สึกว่ามีเหตุผลมากทีเดียว
“ไม่อาจเป็นขุนนาง ไม่สามารถกุมอำนาจไว้ในมือ เช่นนั้นก็ได้แต่กุมทรัพย์เอาไว้” เย่อวี๋หรานกล่าว “แน่นอน นี่เป็นการเตรียมการเผื่อกรณีเลวร้ายที่สุด หากเป็นเช่นนั้นจริง พี่เป้าทำเช่นนี้ ข้าก็ไม่โทษใครทั้งนั้น แต่ยามนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น ทางด้านพวกข้าย่อมจะคิดหาวิธีการรับมือ เจ้าไปบอกต่อพี่เป้าเช่นนี้ บอกให้เขาไม่ต้องกังวล”
“จูต้าเหนียง ท่านมีวิธีจริง ๆ หรือขอรับ?” เจี่ยงโหย่วเซิงยังกังขา
คนถูกวางยาพิษแล้ว อาจสิ้นลมหายใจเมื่อไหร่ก็ได้ จูต้าเหนียงยังมีวิธีแก้ไข?!
นี่…
จะร้ายกาจไปแล้วกระมัง?!
แต่ครั้นนึกถึงจูต้าเหนียงในสายตาของเขาก็อดคิดไม่ได้ว่า เรื่องใดก็ตาม หากเกิดขึ้นกับจูต้าเหนียงก็คล้ายจะไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด?
“แน่นอน!” เย่อวี๋หรานมีสีหน้ามาดมั่น
เจี่ยงโหย่วเซิงเห็นท่าทางเช่นนั้นของนางก็ค่อยสงบใจลงได้ “ตกลง จูต้าเหนียง ข้าเชื่อท่าน ถ้าท่านมีสิ่งใดจะให้ข้าทำ เชิญบอกมาได้ทุกเมื่อ ท่านวางใจเถอะ ข้าจะติดตามท่านแน่นอน”
ขณะเดียวกัน เขาก็ตัดสินใจแล้วว่า ต่อให้พี่เป้าไม่เห็นด้วย เขาก็จะยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับจูต้าเหนียง ไม่ขอเกิดวันเดือนปีเดียวกัน แต่ขอตายวันเดือนปีเดียวกัน
จูต้าเหนียงเคยช่วยชีวิตเขา เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา
เมื่อถึงคราวคับขัน เขาก็จะไม่ทอดทิ้งครอบครัวของจูต้าเหนียงเช่นกัน
จะแสดงละครทั้งทีก็ต้องทำอย่างเต็มที่
เย่อวี๋หรานบอกให้หลี่ซื่อจัดของให้เจี่ยงโหย่วเซิงเต็มตะกร้า
ส่งเจี่ยงโหย่วเซิงจากไปแล้ว จิตใจที่แขวนค้างของเย่อวี๋หรานกลับไม่อาจปล่อยวางลงมาได้
นางพูดเสียดิบดี แต่ไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่น้อย
หันกลับมาก็เห็นจูซื่อและจูอู่สองพี่น้อง พวกเขาสะกิดกันเอง ท่าทางผ่อนคลายลงมาก
“ข้ารู้อยู่แล้ว ท่านแม่ต้องมีวิธีรับมือแน่”
“ใช่แล้ว ท่านแม่ร้ายกาจปานนี้จะต้องมีวิธีการแน่นอน”
เห็นเย่อวี๋หรานมองมา พวกเขาจึงหยุดแล้วยิ้มถามนางว่า “ท่านแม่ ท่านมียาแก้พิษใช่ไหมขอรับ?”
ในมุมมองของพวกเขา มารดาสามารถคลี่คลายปัญหานี้ได้ก็เพราะสามารถแก้พิษให้อาหญิงรองได้
สามารถแก้พิษในร่างอาหญิงรองได้ ก็หมายความว่ามารดาของพวกเขามียาแก้พิษไม่ใช่หรือไร?
เย่อวี๋หราน “…”
พวกเจ้าโง่หรือเปล่า?
“พวกเจ้าคิดอะไรกัน ข้าไม่ใช่หมอเสียหน่อย จะเอายาแก้พิษมาจากไหน?” เย่อวี๋หรานอับจนคำพูด
“หา ท่านไม่มียาแก้พิษ?!” จูซื่อตกใจ “ท่านแม่บอกว่ามีวิธีรับมือนี่นา ท่านมีวิธีการอะไรหรือขอรับ? ท่านแก้พิษในร่างอาหญิงรองไม่ได้ ตอนนี้อาหญิงรองยังอยู่ในเรือนสกุลจู ถ้าเกิดมีอันเป็นไปขึ้นมา สกุลเฉียนจะต้องใส่ร้ายครอบครัวพวกเราแน่นอน…”
จูอู่กลับบังเกิดความคิดคาดเดาที่ไม่สู้ดีนัก จึงเอ่ยถามเสียงเบา “ท่านแม่ ท่านคงไม่คิดจะทำแบบนั้นหรอกนะ?!”
“คิดจะทำอะไร?” จูซื่อสงสัยเพราะคิดไม่ออก
จูอู่กลืนน้ำลายดังอึก กล่าวอย่างเคร่งเครียดว่า “ยังจะทำอย่างไรได้? ครอบครัวเราตัดขาดกับทางนั้นแล้วนี่นา? ท่านลืมไปแล้วรึ ถึงสองบ้านจะกลับมาติดต่อกันอีกครั้ง แต่ความจริงแล้ว พวกเราไม่เคยเอา ‘หนังสือตัดสัมพันธ์’ กลับมาเลย…”
จูอู่ยังพูดไม่จบ จูซื่อก็เข้าใจแล้ว เขามองจูอู่สลับกับมองเย่อวี๋หรานด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ท่านแม่ ท่านเสียสติไปแล้วหรือ?!” จูซื่อลุกขึ้นมากล่าวอย่างไม่เห็นด้วย “นั่นเป็นปู่ย่าแท้ ๆ ของข้านะขอรับ เป็นญาติฝ่ายพ่อที่ผูกพันกันโดยสายเลือด…ต่อให้พวกเราจะตัดขาดกันอีกครั้งก็ไม่ควรทำเรื่องต่ำช้ายิ่งกว่าเดรัจฉานแบบนี้นี่นา?!”
จูอู่เองก็รู้สึกว่าทำเช่นนี้ออกจะเกินไปบ้าง แต่เขาคิดอะไรได้มากกว่า “พี่สี่ ไม่อาจพูดเช่นนี้ แม้ทางนั้นจะเป็นญาติของพวกเรา แต่ลากพวกเราลงน้ำไปด้วยก็ไม่อาจช่วยแก้ไขอะไรได้ มิสู้ตัดขาดกันให้หมดจด ทั้งยังไม่กระทบต่อการสอบของน้องเจ็ดปีหน้า และไม่กระทบต่อการค้าของครอบครัวพวกเรา…รอให้ผ่านไปหลายปี เรื่องสงบลงแล้ว พวกเราค่อยดึงพวกเขาขึ้นมา”
“นี่เป็นเรื่องที่คนทำกันงั้นเรอะ?!” จูซื่อยิ่งฟังยิ่งบันดาลโทสะ “น้องห้า ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าที่โตมาด้วยกันกับข้าจะเป็นคนพรรค์นี้! เพื่อของนอกกายพวกนั้น กระทั่งมโนธรรมในใจก็ไม่ต้องการแล้ว? ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้”
“พี่สี่ ท่านใจเย็นก่อน…”
จูอู่อยากปลอบใจจูซื่อ แต่เพิ่งอ้าปากก็ถูกจูซื่อตัดบทเสียแล้ว
จูซื่อในยามนี้ไม่รับฟังคำพูดของใครทั้งนั้น “ข้าจะใจเย็นอยู่ได้อย่างไร? เจ้าจะให้ข้าใจเย็นได้อย่างไร? เรื่องต่ำช้าพรรค์นี้เจ้าก็ยังตัดใจทำได้ ทรยศได้แม้แต่ญาติร่วมสายเลือด เจ้าไม่ใช่น้องข้า!”
“พี่สี่…”
“อย่ามาเรียกข้าว่าพี่สี่ ข้าไม่มีน้องชายอย่างเจ้า”
……
จูซื่อผลักจูอู่ออกไป ไม่ยอมยืนอยู่ใกล้อีกฝ่าย
เขาก้าวไปยืนตรงหน้าเย่อวี๋หรานแล้วพูดว่า “ท่านแม่ ตั้งแต่เล็กจนโต ลูกไม่เคยขัดคำสั่งท่าน แต่เรื่องนี้ลูกไม่อาจยอมรับได้ ลูกยอมกินโจ๊กไปทั้งชีวิต ทำนาไปตลอดชาติ แต่ไม่ยอมขายมโนธรรมในใจตนเองเด็ดขาด!”