ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 539 ถูกพิษหรือไม่ถูกพิษกันแน่
บทที่ 539 ถูกพิษหรือไม่ถูกพิษกันแน่
หมอชาวบ้านกล่าวอย่างงุนงง “เอ่อ…จูต้าเหนียง แล้วท่านคิดว่ากินอะไรผิดไปถึงจะดี?”
เย่อวี๋หรานแทบหมดคำจะพูด “หมายความว่าไม่มีแล้ว? ท่านลองตรวจดูให้ละเอียดว่าในร่างนางไม่มียาพิษอะไรพวกนั้นใช่ไหม?”
จูเอ้อร์เม่ยตาวาววับ “ใช่แล้ว ป่วยอะไรกัน บอกไปว่าข้าถูกเหล่าเฉียนวางยาพิษไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?”
“พี่สะใภ้ใหญ่ คิดไม่ถึงเลยว่าท่านก็ฉลาดเป็นเหมือนกัน!” นางมองเย่อวี๋หรานพร้อมรอยยิ้มกว้าง บอกให้หมอชาวบ้านจับชีพจรให้นางอีกครั้ง
“เอ่อ…” หมอชาวบ้านไม่สนใจนาง เพียงมองเย่อวี๋หรานอย่างลำบากใจ “จูต้าเหนียง นี่ไม่เหมาะสมกระมัง? นี่…”
จูซื่อและจูอู่มองหน้ากัน
อย่าบอกนะว่าหมอชาวบ้านตรวจไม่เจอ?
ตกลงแล้วอาหญิงรองถูกพิษหรือไม่ถูกพิษกันแน่?
“ถูกพิษก็คือถูกพิษ ไม่ถูกพิษก็คือไม่ถูกพิษ” เย่อวี๋หรานกล่าว
“ถูกพิษก็คือถูกพิษ ไม่ถูกพิษก็คือไม่ถูกพิษ ท่านไม่ได้ยินที่พี่สะใภ้ใหญ่ของข้าพูดหรือ ท่านเข้าใจไหมเนี่ย?” จูเอ้อร์เม่ยมีสีหน้าหงุดหงิด “ท่านเป็นหมอไม่ใช่หรือ ทำไมถึงไม่มีไหวพริบแบบนี้?”
หมอชาวบ้านอึ้งกว่าเดิม แล้วเขาต้องบอกว่าถูกพิษ หรือไม่ถูกพิษกันเล่า?
เย่อวี๋หรานก็หมดคำจะพูดเช่นกัน ข้างตนมีคนคอยพูดแทรกขึ้นมาอยู่ตลอด จูเอ้อร์เม่ยที่อยากให้ตนเองเป็นอะไรไปใจจะขาด จากคำถามธรรมดาก็ถูกก่อกวนจนกลายเป็นผิดความหมายไปหมด
ถามถึงตอนท้าย นางก็ไม่อยากถามแล้ว
นางมองจูเอ้อร์เม่ยพลางพูดว่า “เจ้าไม่กระหายน้ำบ้างหรือ ไปห้องครัวตักน้ำมาสักจอกสิ”
“หา…ข้าไม่กระหาย ข้า…”
ไม่รอให้จูเอ้อร์เม่ยพูดจบ จูซื่อและจูอู่ก็กระโดดเข้ามา “อาหญิงรอง ไปเถอะขอรับ พวกข้าไปดื่มน้ำกับท่านเอง ท่านหมอผู้นี้เดี๋ยวแม่พวกข้าดูแลเอง”
“ใช่แล้ว ทางนี้ให้แม่พวกข้าจัดการเถอะขอรับ”
……
“แต่ข้าไม่กระหาย!” จูเอ้อร์เม่ยพูดเช่นนั้น แต่ก็ถูกสองพี่น้องหิ้วปีกจากไปแล้ว
นางไม่พอใจยิ่งนัก
นี่เป็นเรื่องของนางชัด ๆ ทำไมนางต้องออกมาด้วย?
“พวกเจ้าจะเอาอย่างไรกันแน่? บอกว่าเป็นเรื่องของข้า แต่กลับให้แม่พวกเจ้าอยู่ต่อเนี่ยนะ?” จูเอ้อร์เม่ยไม่สบอารมณ์จึงบริภาษจูซื่อและจูอู่ “แม่พวกเจ้ายอดเยี่ยมนักเรอะ? นางเป็นลูกพี่ในบ้านพวกเจ้า เป็นแม่พวกเจ้า แต่ในเรือนพ่อแม่ของข้า นางก็ต้องยอมลงให้ข้า…”
จูซื่อและจูอู่ยกน้ำให้นาง แล้วคล้อยตามอย่างไม่เก็บมาใส่ใจ
ตอนนี้พวกเขาเพียงหวังให้มารดาของพวกตนถามหมอชาวบ้านให้รู้เรื่องว่าตกลงแล้วจูเอ้อร์เม่ยโดนพิษอะไรกันแน่ในช่วงที่เจ้าตัวไม่อยู่ตรงนั้น
เรื่องเกี่ยวพันถึงชีวิตคน ไม่อาจรอช้าได้
ทางด้านเย่อวี๋หรานเห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่
“ท่านอย่าเข้าใจผิด เรื่องเป็นเช่นนี้” เย่อวี๋หรานแต่งเรื่องขึ้นมา “วันนี้พวกข้าเก็บผักป่ากลับมาทำอาหาร หลังจากน้องสามีกินไปแล้วค่อยนึกได้ว่าผักพวกนั้นยังไม่ได้คัดแยกให้ดี มีอันที่มีพิษติดมาด้วย ข้ากลัวว่านางจะเป็นอะไรไปถึงได้ปิดบังนางแล้วเชิญท่านมาที่นี่”
หมอชาวบ้านฟังเข้าใจแล้ว เขามองไปรอบ ๆ ห้องที่ว่างเปล่าจนเหลือแค่พวกเขาสองคน ฉับพลันนั้นค่อยเข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงต้องทำเช่นนี้
เรื่องนี้ถ้าจูเอ้อร์เม่ยรู้เข้า ยังจะสงบอยู่ได้อย่างไร?
จูต้าเหนียงนั้นจะป่าเถื่อนแค่ไหนก็ยังเป็นลูกสะใภ้ของผู้อื่นอยู่ดี หากมีคำร่ำลือออกไปว่านางวางยาพิษน้องสามี เช่นนั้น…
“เมื่อครู่ท่านจับชีพจรไปนานเพียงนั้น พอจะวินิจฉัยได้หรือไม่?” เย่อวี๋หรานคิดว่านางพูดชัดเจนขนาดนี้แล้ว คงไม่เข้าใจผิดอีกหรอกนะ?
หมอชาวบ้านไม่ได้เข้าใจผิด แต่…
เขาส่ายศีรษะ “นางไม่ได้ถูกพิษ คงไม่ได้กินเข้าไป ถ้าท่านไม่วางใจ ท่านเอาผักป่าอันนั้นมาให้ข้าดูว่าเป็นพิษชนิดไหน ข้าอาจรู้จักก็ได้ หรือให้คนที่กินด้วยกันลองมาตรวจดู คนที่กินอาจเป็นคนอื่น…”
“ไม่มีหรอก นางกินคนเดียว ไม่ถูกพิษก็ดีแล้ว ข้าอาจดูผิดไปเองก็ได้ รบกวนท่านแล้ว ท่านหมอ!” เย่อวี๋หรานพูดพลางลอบทอดถอนใจ
เฮ้อ…ไม่รู้ว่าตกลงแล้วจูเอ้อร์เม่ยโดนพิษหรือไม่โดนพิษกันแน่ ถ้าโดนพิษจริงแต่ตรวจไม่เจอ หากไม่ใช่เพราะพิษนั่นร้ายกาจเกินไป ก็คงเพราะวิชาแพทย์ของหมอชาวบ้านท่านนี้ด้อยเกินไป
นางหวังให้เป็นอย่างหลังมากกว่า
เรื่องเล็กน้อยแบบนี้ ถ้าต้องมาพบพิษประหลาดพิสดารอะไรเข้า อย่างนั้นนางก็ช่าง…
แม้จะย้อนยุคมาได้พักใหญ่แล้ว แต่นางไม่ได้ย้อนมาอยู่ท่ามกลางการต่อสู้ในวังหลังเสียหน่อย แต่มาใช้ชีวิตเป็นชาวนาที่เผชิญปัญหาครอบครัวร้อยแปดอย่าง ไม่น่าจะเปลี่ยนแนวกะทันหัน จนยัดเยียด ‘บันทึกพิษพิสดาร’ อะไรเทือกนั้นมาให้ชีวิตนางหรอกนะ?
เย่อวี๋หรานไม่อยากเจอเรื่องแบบนั้นสักนิด
นางพึงพอใจกับชีวิตทุกวันนี้มากแล้ว ไม่อยากให้เกิดเรื่องเหนือความคาดหมายอะไรอีก
เชิญหมอชาวบ้านมาแล้ว แต่กลับไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ จูซื่อและจูอู่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรไปชั่วขณะ
ไม่ง่ายเลยกว่าจะหลอกลวงจูเอ้อร์เม่ยได้สำเร็จ เมื่อกลับมาจากทางนั้น สภาพจิตใจของทั้งคู่ก็ย่ำแย่ยิ่งนัก
“ท่านแม่ ท่านว่า ทำไมถึงตรวจไม่เจอนะขอรับ?” จูซื่อพึมพำ “พี่เป้าคงไม่โกหกพวกเราหรอกนะ?”
เพิ่งพูดจบ ไม่รอคำตอบ เขาก็ปฏิเสธทันที
“ข้าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ พี่เป้าไม่ใช่คนแบบนั้น ถ้าไม่มีความมั่นใจ เขาไม่มีทางพูดจาส่งเดช”
จูซื่อสะกิดแขนจูอู่ ถามว่าคิดเหมือนกันใช่ไหม
จูอู่พยักหน้า “ใช่”
“เจ้าว่าปัญหาอยู่ตรงไหนนะ?” จูซื่อกล่าวอย่างสงสัย “หรืออาหญิงรองจะไม่ได้กิน? อาจเป็นไปได้ก็ได้ คนสกุลเฉียนเป็นฝ่ายวางยาพิษ พวกเขาอาจไม่ได้ดูว่าอาหญิงรองกินหรือไม่กิน เห็นว่าของในถ้วยไม่เหลือแล้วก็คิดว่าอาหญิงรองกินแล้ว แต่ความจริงอาหญิงรองไม่ได้กิน แต่เป็นคนอื่นกิน…”
เดิมทีคิดจะพูดว่าเททิ้ง แต่เมื่อนึกถึงว่ายุคสมัยนี้ขอเพียงเป็นของที่กินได้ คนส่วนใหญ่ล้วนตัดใจเททิ้งไม่ลง เขาจึงเปลี่ยนคำพูด
แต่ถ้าจูเอ้อร์เม่ยไม่ได้กิน คนอื่นกินไปแล้ว เช่นนั้นผู้ใดกินก็ไม่อาจรู้ได้
เรือนสกุลเฉียนมีคนมากมายเข้าออกอยู่ตลอดเวลา จะเป็นใครก็ไม่แน่
หากอยากรู้ว่าใครกันที่ถูกพิษก็คงต้องให้ท่านหมอไปตรวจทีละราย แต่ให้จูเอ้อร์เม่ยจับชีพจรยังต้องมีข้ออ้าง ยิ่งเป็นเรือนเหล่าเฉียนเกรงว่าคงไม่ง่าย
ระหว่างที่สองพี่น้องคุยกัน เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้พูดอะไร นางกำลังใคร่ครวญเรื่องบางอย่าง
เห็นว่าใกล้จะถึงเรือนตนเองแล้ว จูซื่อและจูอู่จึงรบเร้าถามด้วยความร้อนใจ “ท่านแม่ ท่านพูดอะไรบ้างสิขอรับ เรื่องนี้จะจัดการอย่างไรดี?”
“จัดการอย่างไร? ก็ต้องเชิญหมอที่ไว้ใจได้สักคนมาตรวจจูเอ้อร์เม่ยอีกครั้งน่ะสิ” เย่อวี๋หรานตอบ
จูซื่อและจูอู่ประหลาดใจ “หา ตรวจอีก?!”
“หมอชาวบ้านในหมู่บ้านเพียงตรวจโรคทั่วไป แต่จูเอ้อร์เม่ยถูกพิษ นั่นอาจไม่อยู่ในขอบเขตที่หมอชาวบ้านเชี่ยวชาญก็ได้ จะตรวจไม่พบก็เป็นเรื่องธรรมดา” เย่อวี๋หรานไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ ว่าฝีมือด้านการแพทย์ของหมอชาวบ้านไม่ดีพอ แต่ก็ถือว่ากล่าวเป็นนัยแล้ว
“ท่านแม่สงสัยว่า…” จูซื่อและจูอู่เข้าใจแล้ว
จริงด้วย พวกเขาคิดแค่ว่าจะต้องตรวจเจอพิษแน่นอน แต่กลับลืมคิดไปว่าพิษชนิดนี้อาจไม่สามารถตรวจพบได้โดยง่าย
วิชาแพทย์ของหมอชาวบ้านในหมู่บ้าน ทุกคนก็ทราบดี เพียงตรวจโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั่วไปที่พบได้บ่อย หากป่วยหนักก็ต้องไปหาหมอในตำบล
อย่างพี่สะใภ้รองที่ไม่ตั้งครรภ์เสียที พี่รองก็ตั้งใจว่าจะเก็บเงินพานางไปหาหมอที่ตำบลเหมือนกัน
“ท่านแม่ ท่านคิดจะเข้าตำบลหรือขอรับ?” จูอู่กล่าว “วันนี้พวกเราเพิ่งให้อาหญิงรองตรวจโรคไป ถ้าไปพูดถึงเรื่องนี้อีก อาหญิงรองคงสงสัยแน่นอน”
จูซื่อก็พูดว่า “อีกอย่าง พวกเราไปหาหมอในตำบล จุดประสงค์ชัดเจนเกินไป จะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นหรือไม่ขอรับ?”