ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 540 เข้าตำบล
บทที่ 540 เข้าตำบล
เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวซื่อเดินตามสามีตนเองออกมาจากประตูเรือนด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
หากเป็นเวลาปกติ แม่สามีพานางไปตำบลด้วยกัน นางคงหัวเราะจนขาดใจตายแน่นอน
มิคาดว่าแม่สามีที่ไม่ได้เร่งให้นางมีลูก ทั้งยังปลอบใจนางว่าไม่ต้องรีบร้อน แต่พอถึงเวลาจริง ๆ กลับให้จูเอ้อร์พานางไปหาหมอโดยไม่ลังเล
“เจ้าว่าท่านแม่คิดอย่างไรกันนะ? รังเกียจว่าข้าไม่มีลูกเสียทีงั้นหรือ?” หลิวซื่อไม่กล้าอารมณ์เสียใส่แม่สามีจึงหันมาระบายใส่จูเอ้อร์
ช่วงแรกจูเอ้อร์ยังไม่สนใจนาง แต่นางยิ่งพูดก็ยิ่งขาดความยับยั้งชั่งใจ ถึงขั้นลงไม้ลงมือแล้ว เขาจึงไม่พอใจ
“พาเจ้าไปหาหมอแล้วจะเป็นไร? ไม่ได้พูดกันครั้งแรกเสียหน่อย ก่อนหน้านี้ก็พูดไปแล้วนี่นา? ตอนนั้นยังไม่เห็นว่าเจ้าจะพูดอะไร…”
หลิวซื่อกล่าวว่า “ท่านแม่เคยพูดตอนไหน? ท่านแม่ไม่เคยพูด วันนี้อยู่ดี ๆ ก็มาพูด”
ใช่แล้ว ไม่ผิดเลย เย่อวี๋หรานไม่ได้ปรึกษาจูเอ้อร์และหลิวซื่อ แต่มาเคาะประตู ‘บอก’ เรื่องนี้กับพวกนางสองสามีภรรยาเช้าวันนี้เอง
เมื่อวานนี้จูซื่อและจูอู่ถามเย่อวี๋หรานว่าจะอ้าง ‘เหตุผล’ อะไรไปหาหมอในตำบล ตอนนั้นนางจึงคิดถึงจูเอ้อร์และหลิวซื่อ
หลิวซื่อแต่งเข้ามาหลายปีแล้ว สะใภ้คนอื่นเคยตั้งครรภ์กันหมดแล้ว มีเพียงนางที่ไร้วี่แวว
ในอดีตยังเคยแอบกินยาเพราะเรื่องนี้อีกต่างหาก
เย่อวี๋หรานคิดว่าแทนที่จะให้หลิวซื่อแอบกินยาแล้วมีปัญหา มิสู้พาไปหาหมอในตำบลเสียเลยจะดีกว่า
ประจวบกับช่วงนี้ที่เรือนหาเงินได้ ประกอบกับเรื่องของจูเอ้อร์เม่ย โอกาสก็เหมาะเจาะพอดี
อย่าเห็นว่าหลิวซื่อกล้าระบายอารมณ์ใส่จูเอ้อร์ แต่พออยู่ต่อหน้าเย่อวี๋หรานกลับไม่กล้าพูดอะไรสักแอะ
นางก้มหน้าแล้วใช้หางตาแอบมองสีหน้าแม่สามี ดูว่าแม่สามีมีจุดประสงค์อะไรกันแน่
“ท่านแม่ ท่านไม่ไปหรือขอรับ?” จูเอ้อร์ขึ้นไปนั่งบนเกวียนเทียมวัวแล้วแต่พบว่าเย่อวี๋หรานยังยืนนิ่งอยู่ จึงอดถามไม่ได้
“ไปสิ คนยังไม่ครบ รอก่อนสักครู่” เย่อวี๋หรานกล่าว
จูเอ้อร์งง “ยังมีใครอีกหรือขอรับ?”
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ ห่างออกไปไม่ไกลก็ปรากฏเงาร่างสายหนึ่งขึ้น ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือจูเอ้อร์เม่ยนั่นเอง
“ทางนี้ พี่สะใภ้ใหญ่ รอข้าด้วย” นางซอยเท้าถี่ ๆ วิ่งเข้ามาหาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ขอโทษด้วย พี่สะใภ้ใหญ่ ให้ท่านรอนานแล้ว เฮ้อ ช่วยไม่ได้จริง ๆ เมื่อวานดีใจเกินไปวันนี้เลยตื่นสายเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร ขึ้นไปเถอะ”
“เจ้าค่ะ ข้าขึ้นก่อนนะ”
สาเหตุที่จูเอ้อร์เม่ยเบิกบานใจเช่นนี้เป็นเพราะเมื่อวานเย่อวี๋หรานให้จูซื่อและจูอู่ไปแจ้งนางว่า วันนี้จะแอบพานางไปซื้อผ้าสำหรับตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ในตำบล
ฮิฮิ! เสื้อผ้าชุดใหม่ที่ได้มาโดยไม่ต้องเสียเงิน ผู้ใดจะไม่เอากันล่ะ?
คิดไม่ถึงเลยว่าพี่สะใภ้ใหญ่ก็มีน้ำจิตน้ำมิตรเป็นกับเขาด้วยเหมือนกัน
จูเอ้อร์เห็นว่ามีคนเพิ่มมาคนเดียวก็ไม่ได้ติดอะไร เพียงขยับไปข้าง ๆ เล็กน้อย เว้นที่นั่งให้อีกฝ่าย
แต่หลิวซื่อไม่เหมือนกัน นางมองจูเอ้อร์เม่ยอย่างประหลาดใจ แล้วหันไปถามเย่อวี๋หรานทันที “ท่านแม่ นาง…ทำไมนางก็ไปด้วยล่ะเจ้าคะ?!”
เรื่องที่นางไปหาหมอ มีคนเพิ่มมาอีกคนก็เท่ากับมีความเสี่ยงเพิ่มมาอีกส่วนน่ะสิ?
สวรรค์?! ถ้าเรื่องนี้ลือกันออกไป นางจะไปพบผู้คนได้อย่างไร?
“เป็นไรไป ข้าไปไม่ได้งั้นรึ?” จูเอ้อร์เม่ยหย่อนบั้นท้ายลงนั่งเบียดข้างหลิวซื่อ
“นี่ ท่าน…” หลิวซื่อเป็นคู่มือของจูเอ้อร์เม่ยเสียที่ไหน นางถูกเบียดไปข้าง ๆ ทันที
นางมองจูเอ้อร์เม่ยอย่างโมโห แล้วหันไปฟ้องเย่อวี๋หราน “ท่านแม่ ท่านดูนางสิเจ้าคะ!”
“ข้า? ข้าจะทำไม? ข้าเป็นญาติผู้ใหญ่ของเจ้านะ ผู้อาวุโสอย่างข้ายอมนั่งข้าง ๆ เจ้าก็คือไว้หน้าเจ้า เป็นอะไร เจ้าไม่พอใจ?” ไม่รอให้เย่อวี๋หรานพูด จูเอ้อร์เม่ยสวนกลับทันควัน
นางกลัวเย่อวี๋หรานได้ แต่ไม่กลัวสะใภ้ตัวน้อย ๆ ที่อ่อนอาวุโสกว่านางไปรุ่นหนึ่งหรอกนะ
“ท่าน!…” หลิวซื่ออัดอั้นใจยิ่งแล้ว
บนเกวียนเทียมวัวไม่ได้มีแค่พวกนาง แต่ยังมีคนอื่นจากในหมู่บ้าน
หากมีความเคลื่อนไหวเล็กน้อย คนอื่นก็จะหันมามอง
เมื่อหลิวซื่อถูกคนอื่นมองมาเช่นนี้ก็รู้สึกเหมือนถูกเปลื้องอาภรณ์ออกจนหมด อับอายขายหน้ายิ่งนัก
นางเกลียดอาหญิงรองที่ ‘หน้าไม่อาย’ ผู้นี้แทบตายแล้ว
ไร้เหตุผลแบบนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ถูกสามีปลด!
สมน้ำหน้า!
นางแช่งชักอยู่ในใจ อยากให้หญิงชั่วร้ายผู้นี้ด่วนตายไปใจจะขาด
แต่นางกลับไม่นึกเกลียดชังเย่อวี๋หรานที่เห็นเหตุการณ์แต่ไม่เข้ามาช่วยเหลือสักนิด
แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ ปกติเย่อวี๋หรานก็ไม่ได้มีท่าทีดี ๆ ต่อนาง นางเคยชินเสียแล้ว
คนทั้งสี่ไปถึงตำบลอันจิ่วในไม่ช้า
จูเอ้อร์เม่ยลงมาจากเกวียนแล้วเคลื่อนไหวร่างกาย “ไอ้หยา ไม่ได้นั่งเกวียนเทียมวัวมานานแล้ว สะเทือนจนกระดูกกระเดี้ยวของข้าเคลื่อนที่ไปหมด…”
นางอายุน้อยกว่าเย่อวี๋หรานก็จริง แต่ไม่ได้ดูแลร่างกายดี ๆ เพียงขยับตัวก็สามารถได้ยินเสียงกระดูกลั่น ทำให้เย่อวี๋หรานมองมาอยู่หลายครา
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านมองข้าทำไม? ชุดข้ามีปัญหาหรือ?” จูเอ้อร์เม่ยรีบร้อนก้มมองตนเอง
หากไม่เปรียบเทียบกันก็คงไม่ทันสังเกต นางคิดว่าตนเองเลือกชุดที่ดีที่สุดมาแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด จะสวมอย่างไรก็ไม่น่ามองเท่าพี่สะใภ้ใหญ่
พี่สะใภ้ใหญ่ของนางยืนอยู่ตรงนั้น แม้จะสวมใส่อาภรณ์ธรรมดา แต่เพียงกวาดสายตามองไปก็ไม่คล้ายสตรีชนบท แต่กลับดูเหมือนสตรีในตำบลมากกว่า
ส่วนนางนั้น เสื้อผ้าอาภรณ์ไม่ได้จับตาอะไรอยู่แล้ว ทั้งยังแต่งตัวไม่เป็นเหมือนคนเขา เมื่อสวมออกมาแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เฮ้อ…
แข่งมาทั้งชีวิตแล้วก็ยังชนะไม่ได้เสียที มันน่าโมโหจริง ๆ!
“ไม่ได้มองเจ้า” เย่อวี๋หรานบอกให้คนทั้งสามเดินตามนาง
เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ จูเอ้อร์เม่ยก็พบว่าไม่ถูกต้อง
“พี่สะใภ้ใหญ่ นี่ไม่ใช่ทางไปร้านขายผ้านี่นา?” แม้จูเอ้อร์เม่ยจะไม่ได้เข้าตำบลมาบ่อย ๆ แต่ผ่านไปหลายปียังได้มาสักครั้ง ร้านขายผ้าอยู่ที่ไหน นางจำได้แม่นยิ่งกว่าใคร
ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตนางก็คือหวังให้ลูกหลานมีอนาคตสดใส ทำให้นางได้สวมชุดแพรไหมที่ดีที่สุดสักครั้งก่อนตาย เท่านี้นางก็พอใจมากแล้ว
“ผู้ใดว่าจะไปร้านขายผ้า?”
“หา! ไม่ได้ไปร้านขายผ้า? ถ้าไม่ไปร้านขายผ้า ท่านจะซื้อผ้าตัดชุดใหม่ให้ข้าได้อย่างไรเล่า?” จูเอ้อร์เม่ยร้อนใจแล้ว “อะไรเนี่ย พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านโกหกข้า? ท่านบอกเองนี่นาว่าจะซื้อผ้ามาให้ข้าตัดชุดใหม่?”
นางหันไปประท้วงเย่อวี๋หรานทันที
จูเอ้อร์และหลิวซื่อได้ยินวาจานี้ก็ประหลาดใจ ทำไมท่านแม่ต้องซื้อผ้ามาตัดชุดใหม่ให้อาหญิงรองด้วย?!
แล้วมองไปทางเย่อวี๋หราน หวังว่านางจะปฏิเสธ
แต่พวกเขาก็ต้องผิดหวัง เพราะเย่อวี๋หรานไม่ได้ปฏิเสธ แต่พูดขึ้นว่า “รีบทำไม? ร้านขายผ้าไม่หนีไปไหนหรอก ทำธุระสำคัญก่อน”
“ธุระอะไร?”
“เมียเจ้ารองแต่งเข้าสกุลจูหลายปีแล้วก็ยังไม่ท้องเสียที จึงพานางมาหาหมอ”
จูเอ้อร์เม่ยมองมาทางจูเอ้อร์และหลิวซื่ออย่างประหลาดใจ นางถามว่า “จริงรึ? หลิวซื่อแต่งเข้าสกุลจูมานานแล้วนี่นา…นางไม่มีวี่แววเลยงั้นหรือ? สะใภ้สี่กับสะใภ้ห้าของท่านก็ท้องแล้วนี่? ตอนข้าอยู่หมู่บ้านเฉียนเฉวียนได้ยินมาว่าสะใภ้ห้าของท่านตั้งครรภ์แล้วแต่ภายหลังแท้งไป ถ้าไม่แท้ง ท่านอาจได้อุ้มหลานอีกคนแล้วก็ได้…”
พอจูเอ้อร์เม่ยกล่าวถึงหลานชาย ก็พูดว่านางไม่น่าแต่งสะใภ้สองคนนั้นเข้ามาเลย จะคนไหนก็ไม่ได้เรื่อง
สะใภ้ใหญ่ยังมีหลานชายให้นางคนหนึ่ง แต่ไม่อาจรั้งลูกชายคนโตของนางเอาไว้ในเรือนได้ เขามักออกไปข้างนอกทุกวัน แทบจะกลายเป็นคนป่าไปแล้ว
ถ้าไม่เห็นแก่ที่สะใภ้ใหญ่ทำงานขยันขันแข็ง ทั้งยังคลอดหลานชายให้นางแล้ว ป่านนี้นางคงปลดอีกฝ่ายไปแล้ว