ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 541 โรงหมอไป่เย่าถัง
บทที่ 541 โรงหมอไป่เย่าถัง
หลิวซื่อ “…”
สะใภ้ใหญ่ของท่านทำได้ขนาดนั้น ท่านยังจะปลด ถ้าเปลี่ยนเป็นข้า มิต้องมีชะตากรรมอนาถกว่าอีกหรือ?
นางมองอาหญิงรองที่พูดจาน้ำไหลไฟดับ จิตใจพลันสั่นสะท้านประหนึ่งเพิ่งแคล้วคลาดจากอันตราย
โชคดียิ่งนักที่นางไม่ได้ออกเรือนให้ลูกชายของอาหญิงรอง ไม่อย่างนั้น…
จูเอ้อร์เม่ยพูดถึงสะใภ้ใหญ่ของนางเสร็จแล้วก็ต่อด้วยสะใภ้คนรอง
“เมียเจ้ารองก็เป็นหญิงร้ายป่าเถื่อน เอะอะก็ลงไม้ลงมือกับลูกชายข้า ถ้าไม่มีข้าคอยกดเอาไว้ ป่านนี้คงเหิมเกริมไปแล้ว!”
“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าไม่ได้จะว่าท่านหรอกนะ แต่เรื่องสั่งสอนลูกสะใภ้นี่ท่านสู้ข้าไม่ได้เลยจริง ๆ”
……
จูเอ้อร์เม่ยมองหลิวซื่ออย่างเดียดฉันท์พลางเอ่ยว่า “ท่านนิสัยดีเกินไป ลูกสะใภ้หน้านิ่วคิ้วขมวดใส่ท่าน ท่านกลับไม่ว่าสักคำ ลองเปลี่ยนเป็นข้าดูสิ คงปลดสะใภ้แบบนี้ไปนานแล้ว แม่ไก่ที่ไม่รู้จักออกไข่ จะเลี้ยงเอาไว้ทำไม? ปลดทิ้งแล้วรับคนใหม่เข้ามายังจะดีกว่า”
หลิวซื่อรับฟังจนใจสั่นสะท้าน อะไรกัน นางเฒ่าคนนี้กำลังยุให้แม่สามีปลดข้า?!
นางไม่คิดเลยว่าจูเอ้อร์เม่ยจะหน้าไม่อายถึงเพียงนี้ กล้ามาพูดต่อหน้านางอีกต่างหาก
หลิวซื่อรีบหันไปมองสีหน้าของแม่สามี
เย่อวี๋หรานมีสีหน้าปราศจากความรู้สึก “…”
เรื่องของตัวเองยังจัดการไม่ได้ ยังมีหน้ามาเจ้ากี้เจ้าการคนอื่นอีก?
ลูกชายคนโตสุดที่รักของเจ้ากล้าทำร้ายกระทั่งแม่อย่างเจ้า ผู้หญิงคนไหนได้แต่งให้เขาก็เท่ากับว่าซวยไปแปดชาติแล้ว
ครั้นเห็นสีหน้าของแม่สามี หลิวซื่อค่อยระบายลมหายใจออกมา
ใช้ชีวิตด้วยกันมานานแล้ว นางพอจะเข้าใจแม่สามีของตนเองอยู่บ้าง สีหน้าปราศจากความรู้สึกก็คือสีหน้าที่ดีที่สุดแล้ว
ถ้าสีหน้ามีความรู้สึก นั่นแหละถึงจะเป็นคราวเคราะห์ของนาง!
จริงสินะ แม่สามีเป็นคนเช่นนี้ คนทั่วไปไฉนเลยจะยั่วยุได้?
ถ้าถูกปั่นหัวได้ง่าย ๆ คนอื่นคงไม่ด่าแม่สามีว่า ‘นางเฒ่าหัวแข็ง’ แล้ว
คนที่ด่าเย่อวี๋หรานว่าเป็นนางเฒ่าหัวแข็งก็คือคนที่เข้ามาตีสนิทเพราะอยากใช้เส้นสายแต่เย่อวี๋หรานไม่สนใจ ผลักภาระไปที่เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส มีเรื่องอะไรก็ให้หาพวกเขา ทางนั้นตกลงแล้วค่อยมาเจรจาการค้ากับนาง
มีเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสคอยสกัดเอาไว้อยู่ข้างหน้า ช่วยลดความยุ่งยากให้เย่อวี๋หรานได้ไม่น้อย
เย่อวี๋หรานและคนอื่น ๆ มาถึงโรงหมอไป่เย่าถังอย่างรวดเร็ว
ถึงจะเข้าตำบลมาหลายครั้งแล้ว แต่นี่กลับเป็นครั้งแรกที่หลิวซื่อได้มาไป่เย่าถัง
ในความคิดของชาวบ้านทั้งหลาย สถานที่แห่งนี้ไม่อาจมาได้ง่าย ๆ หากมิใช่มาแล้วต้องสิ้นเปลืองเงินทองก็คือมาเพราะป่วยหนัก จะข้อไหนก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งนั้น
“ท่านแม่” เมื่อมาถึงหน้าประตูโรงหมอ ความหวาดกลัวพรั่งพรูขึ้นมาในจิตใจของหลิวซื่อ กลองถอยทัพตีดังระรัว “ไม่ตรวจแล้วดีไหมเจ้าคะ ที่นี่จะต้องแพงมากแน่ ๆ ครอบครัวพวกเราไม่ได้มีเงินมากมายอะไร จ่ายไม่ไหวหรอกเจ้าค่ะ…”
หลิวซื่อกล่าวพลางมองไปรอบ ๆ อย่างระแวง กลัวว่าจะมีคนรู้จักมาเห็นเข้า
ถ้ามีคนมาเห็นนางที่นี่ คนอื่นคงเอาไปนินทากันสนุกปากเลยน่ะสิ?
เย่อวี๋หรานมองหลิวซื่อที่ทำท่าราวกับโจรก็ไร้คำจะพูด “แพงอะไรกัน แค่ตรวจดูเท่านั้น จะแพงได้สักเท่าไหร่เชียว ถ้าค่ายาแพงเกินไป อย่างมากพวกเราไม่รับยาก็ได้”
นางสาวเท้าเดินเข้าไปในโรงหมอทันที
หลิวซื่อเผยอปากอยู่หลายครา แต่ก็ไม่กล้าห้ามแม่สามี ได้แต่ผลักจูเอ้อร์อีกครั้ง พูดอะไรบ้างสิ!
จูเอ้อร์มองป้ายอันโอ่อ่าของโรงหมอไป่เย่าถัง ในใจบังเกิดความขลาดอยู่หลายส่วน ไม่ใคร่กล้าเดินเข้าไป นี่เป็นสถานที่ที่คนอย่างพวกเขาควรมางั้นหรือ?
“เจ้ามีอะไร?”
จูเอ้อร์ถูกหลิวซื่อผลักก็งุนงงไปเล็กน้อย
“ท่านแม่เข้าไปแล้ว…”
หลิวซื่อไม่คิดว่าเขาจะไม่ได้สังเกตสายตาของตนเองจึงกล่าวอย่างร้อนใจ
“อ๋า ท่านแม่เข้าไปแล้ว?” จูเอ้อร์เข้าใจผิด เขานึกว่านางเร่งให้ตนเองเข้าไปในโรงหมอ จึงเดินเข้าไปโดยมองข้ามความประหม่าในใจ
เขากล่าวอย่างรีบร้อน “ท่านแม่ รอพวกข้าด้วยสิขอรับ”
หลิวซื่องงงวย หา?
ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น!
เจ้าทึ่มคนนี้ น่าโมโหสิ้นดี!
เห็นอยู่เต็มสองตาว่าเขาก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปแล้ว หลิวซื่อทั้งโมโหทั้งร้อนใจ
จูเอ้อร์เม่ยที่ยืนอยู่ข้างหลังจึงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
นางแสดงสีหน้าเย้ยหยันดูแคลน “ชิ!”
ขวัญอ่อนแบบนี้ยังกล้ามาเป็นสะใภ้สกุลจูอีก!
ส่วนว่าทำไมจูเอ้อร์เม่ยจึงยังอ้อยอิ่งอยู่ข้างหลังน่ะหรือ?
นางไม่ยอมรับหรอกว่าความจริงนางก็ประหม่าเหมือนกัน ฝีเท้าจึงเชื่องช้าลง
หลิวซื่อได้ยินเสียงของอาหญิงรอง แล้วเห็นอีกฝ่ายเดินผ่านหน้าตนเองไปอย่างมั่นอกมั่นใจ ในใจยิ่งโมโหกว่าเดิม
หมายความว่าอย่างไร?!
กำลังด่าว่าข้าเป็นแม่ไก่ที่ไม่รู้จักออกไข่ใช่ไหม?!
เรื่องนี้แทงใจดำหลิวซื่อ นางแต่งเข้าสกุลจูมานานแล้ว นี่เป็นความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนาง
ถ้าไม่มีเย่อวี๋หรานคอยห้าม นางคงแอบกินยาบำรุงไปหลายขนานแล้ว
ภายในโรงหมอไป่เย่าถัง
ตอนที่เย่อวี๋หรานเดินเข้าไป คนไข้ในโถงใหญ่ยังมีไม่มาก ผู้ช่วยหลายคนกำลังจัดยาอยู่ตรงนั้น
ท่านหมอที่กำลังตรวจคนไข้เป็นชายวัยกลางคนแปลกหน้าผู้หนึ่ง
ผู้ช่วยคนหนึ่งเห็นว่ามีคนเข้ามาก็รีบมาต้อนรับ “ฮูหยิน ท่านมารับยาหรือมาหาหมอขอรับ?”
“หาหมอ” เย่อวี๋หรานตอบ “วันนี้ท่านหมอไป๋หลี่ไม่อยู่หรือ?”
“ฮูหยิน ท่านหมอที่ตรวจคนไข้วันนี้แซ่ไป๋หลี่เหมือนกันขอรับ คนเรียกกันว่าท่านหมอไป๋หลี่น้อย เขาเป็นลูกศิษย์ของท่านหมอไป๋หลี่ผู้เฒ่า…” ผู้ช่วยท่านนี้คล้ายจะคุ้นเคยกับคำถามทำนองนี้ดีจึงแนะนำเสร็จสรรพ
เขาบอกเย่อวี๋หรานว่าโรงหมอไป่เย่าถังแห่งนี้มีหมอแซ่ ‘ไป๋หลี่’ หลายคน แต่ท่านหมอที่คนนอกคุ้นเคยดีคือท่านหมอไป๋หลี่ผู้เฒ่า ท่านหมอไป๋หลี่ใหญ่และท่านหมอไป๋หลี่น้อยสามท่าน
ปกติท่านหมอไป๋หลี่ผู้เฒ่าจะไม่ออกมาตรวจคนไข้ เฉพาะตอนที่พบคนไข้ป่วยเป็นโรครักษายาก เขาจึงจะออกมาตรวจด้วยตนเอง
โดยทั่วไปแล้วท่านหมอที่ตรวจคนไข้เป็นประจำคือท่านหมอไป๋หลี่น้อยและลูกศิษย์ของท่านหมอไป๋หลี่ผู้เฒ่าอีกสามท่าน ท่านหมอไป๋หลี่ใหญ่ไม่ค่อยอยู่ที่ตำบลอันจิ่ว ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงไม่รู้จักเขา
แต่ไม่ว่าจะเป็นท่านหมอคนไหน สามารถเป็นหมอประจำโรงหมอไป่เย่าถังได้ วิชาแพทย์จะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน เรื่องนี้ท่านสามารถวางใจได้
“ตกลง เช่นนั้นก็พบท่านหมอไป๋หลี่น้อย” เย่อวี๋หรานไม่สนใจว่าจะเป็นท่านหมอคนไหน ขอแค่ตรวจโรคได้ก็พอแล้ว
“รบกวนฮูหยินชำระเงินก่อนสองเหรียญเพื่อรับป้ายรอตรวจขอรับ”
“ป้ายรอตรวจก็ต้องจ่ายเงิน?” เย่อวี๋หรานประหลาดใจ
คราวก่อนนางมาโรงหมอไป่เย่าถังเพราะเรื่องพี่เป้า ตอนนั้นพวกพี่เป้า ‘เอะอะโวยวาย’ อยู่ข้างในกันแล้ว ย่อมไม่ทันเห็นตอนที่อีกฝ่ายชำระค่าป้ายรอตรวจ
เย่อวี๋หรานจึงไม่รู้ว่าแค่รับป้ายรอตรวจก็ต้องจ่ายเงิน
ผู้ช่วยมีสีหน้าเกรงใจ เขาอธิบายว่า “ฮูหยินไม่ต้องกังวล อีกสักครู่เมื่อท่านเข้าพบท่านหมอแล้ว ค่าป้ายรอตรวจจะนับรวมอยู่ในค่าตรวจ ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนรับป้ายไปแล้ว แต่คนกลับหายไปไหนก็ไม่รู้…”
เย่อวี๋หรานค่อยเข้าใจเสียที
นี่คือวิธีกรองคนที่มาโรงหมอรูปแบบหนึ่ง คนที่ตัดใจจ่ายเงินสองเหรียญเพื่อรับป้ายรอได้ หากมิใช่คนมีเงินก็คงเป็นคนที่ต้องการพบหมอจริง ๆ
คนกลุ่มแรกเข้ามาแล้วก็หาเป็นไรไม่ เงินแค่สองเหรียญ พวกเขาไม่ใส่ใจอยู่แล้ว แต่คนกลุ่มหลัง หากเป็นคนที่ไม่มีเงินก็สามารถคัดคนที่ยังไม่รีบร้อนตรวจโรคออกไป
“ได้ ข้ารับป้ายรอ” เย่อวี๋หรานล้วงเงินสองอีแปะออกมาให้เขา “สามคนเข้าพบพร้อมกัน ป้ายเดียวคงได้กระมัง?”
“ได้ขอรับ แต่ถ้าขานหมายเลขป้ายแล้วไม่พบคน เช่นนั้นหมายเลขนี้ก็ถือว่าเป็นโมฆะ ฮูหยินโปรดจำให้ขึ้นใจ” ผู้ช่วยส่งป้ายอันหนึ่งให้เย่อวี๋หราน แล้วบอกนางว่ามีคนไข้ก่อนหน้านางสองคน จากนั้นค่อยถึงรอบของนาง
ความจริงแล้วนี่เป็นการเตือนเย่อวี๋หรานทางอ้อมว่าให้รีบเรียก ‘คนไข้’ เข้ามา เพราะเขาเพิ่งสังเกตว่านางเข้ามาในโรงหมอเพียงลำพัง