ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 542 เจ้านั่นแหละมีลูกไม่ได้
บทที่ 542 เจ้านั่นแหละมีลูกไม่ได้
เย่อวี๋หรานพยักหน้า “อืม ข้ารับทราบแล้ว รบกวนท่านแล้ว”
ครั้นทำสิ่งที่ตนเองสมควรทำเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ช่วยก็เดินกลับไปเอาป้ายคู่กันไปวางไว้ในกล่องบนโต๊ะของท่านหมอไป๋หลี่น้อย
ตรงหน้าท่านหมอไป๋หลี่น้อยมีกล่องอยู่หนึ่งใบ ฝั่งซ้ายใส่ป้ายที่คนไข้มาพบท่านหมอแล้ว ฝั่งขวาใส่ป้ายของคนไข้ที่กำลังรอตรวจ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะวันนี้เย่อวี๋หรานโชคดีหรืออย่างไร ปกติฝั่งที่รอตรวจจะมีป้ายอยู่กองพะเนิน แต่ตอนนี้กลับมีอยู่เพียงสามป้าย
ขณะที่คนไข้สองคนนั้นล้วนมาพบหมอเพื่อติดตามอาการ จึงตรวจเสร็จอย่างรวดเร็ว
เมื่อจูเอ้อร์ จูเอ้อร์เม่ย และหลิวซื่อเข้ามาในโรงหมอ คนเหล่านั้นก็ตรวจเสร็จพอดี
“หมายเลขหนึ่งสามเจ็ด”
ผู้ช่วยตัวน้อยข้างกายท่านหมอไป๋หลี่น้อยหยิบป้ายรอตรวจออกมาจากกล่องแล้วขานเสียงดังฟังชัด
เย่อวี๋หรานเอ่ยว่า “ถึงรอบพวกเราแล้ว”
นางยืนขึ้นแล้วเดินตรงไปที่โต๊ะของท่านหมอไป๋หลี่น้อย
จูเอ้อร์เม่ย จูเอ้อร์ และหลิวซื่อเดินตามมา
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าผู้มามีหลายคนก็ไม่ประหลาดใจ กล่าวถามอย่างเป็นธรรมชาติว่า “ท่านไหนที่มาตรวจหรือ?”
เย่อวี๋หรานดึงจูเอ้อร์เม่ยออกมาแล้วกดอีกฝ่ายนั่งลงบนเก้าอี้ “เป็นนาง”
“หา?” จูเอ้อร์เม่ยตกใจ “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านดึงผิดคนแล้ว สะใภ้รองของท่านมีลูกไม่ได้ไม่ใช่หรือ จะให้ข้าตรวจทำไม?”
“ใครมีลูกไม่ได้? อย่ามาพูดพล่อย ๆ นะ!” หลิวซื่อรู้สึกว่าถ้อยคำเหล่านั้นระคายหูยิ่งนัก สีหน้าจึงเปลี่ยนไปทันควัน
นางมองไปรอบ ๆ โดยสัญชาตญาณ กลัวว่าจะมีคนมองมาทางนี้
น่าเสียดายที่เสียงของจูเอ้อร์เม่ยไม่เบาเลย สายตาหลายคู่จึงมองมาทางนี้
เมื่อหลิวซื่อสังเกตเห็นสายตาเหล่านั้นก็แทบอยากขุดรูมุดลงไปเสียเดี๋ยวนี้
น่าตายนัก!
อาหญิงรองผู้นี้จงใจหาเรื่องข้าแน่แล้ว!
สายตาเหล่านั้นมีทั้งตกใจ เห็นใจ แฝงความนัยหลากหลาย
มีลูกไม่ได้?!
เป็นไปได้หรือ?! ยุคสมัยนี้การมีลูกไม่ได้เป็นความผิดร้ายแรงเลยนะ!
ชีวิตผู้หญิงคนนี้เกรงว่าคงถึงคราวจบสิ้นแล้ว!
ยังอายุน้อยอยู่เลย อนิจจา…
……
“ก็มีลูกไม่ได้จริง ๆ นี่นา ถ้าเจ้ามีลูกได้ แต่งเข้าสกุลจูมานานขนาดนี้ ทำไมถึงยังไร้วี่แวว?” จูเอ้อร์เม่ยไม่กลัว นางกล่าวออกมาตรง ๆ ว่า “ไม่แปลกเลยที่พี่สะใภ้ของข้าทนมองไม่ได้จึงพาเจ้ามาหาหมอ ตรวจให้รู้ไปเลยว่าเจ้ายังมีลูกได้ไหม ถ้ามีลูกไม่ได้ก็ถอยออกไปเสียเนิ่น ๆ…”
“ท่านพูดเหลวไหล! ข้าไม่ได้เป็นแบบนั้น!” หลิวซื่อทั้งโมโหทั้งร้อนใจ นางปรี่เข้าไปเขย่าตัวจูเอ้อร์เม่ย “นางเฒ่าร้ายกาจ เจ้าใส่ร้ายข้า!”
“หุบปาก!”
เย่อวี๋หรานตวาดเสียงต่ำ หลิวซื่อชะงักอยู่กับที่
ขอบตานางแดงก่ำ นางกล่าวอย่างไม่ยินยอม “ท่านแม่ นางพูดให้ข้าก่อนนะ…”
“เจ้ารอง ดูแลเมียของเจ้า อย่าให้นางพูดอะไรอีก” เย่อวี๋หรานหันไปสั่งจูเอ้อร์โดยไม่สนใจอีกฝ่าย
หลิวซื่อน้อยใจยิ่งกว่าเดิม น้ำตาแทบร่วงเผาะลงมาอยู่รอมร่อ
จูเอ้อร์รู้สึกไม่ค่อยพอใจ ทำไมแม่ของเขาเอาแต่ปกป้องอาหญิงรองอยู่เรื่อย?
แต่เขาก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของมารดา ได้แต่ดึงหลิวซื่อไว้พลางกล่าวเป็นเชิงตำหนิ “แม่ข้าบอกให้เจ้าหยุดพูดก็หยุดพูด อย่าสร้างปัญหา”
สายตารอบด้านยิ่งทำให้จูเอ้อร์รู้สึกแย่กว่าเดิม
หลิวซื่อมีลูกไม่ได้ เขามีหน้ามีตานักหรือ?
นี่มิเท่ากับบอกว่าสายตาของเขาใช้ไม่ได้ ดันไปคว้าคนที่มีลูกไม่ได้มาหรือไร?
“เจ้าเองก็หุบปาก” เย่อวี๋หรานขู่จูเอ้อร์เม่ยอย่างดุร้าย “นั่งให้ท่านหมอจับชีพจรแต่โดยดี ถ้ากล้าทำข้าเสียเรื่อง วันนี้ก็ไม่ต้องซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่แล้ว”
“ท่าน…” จูเอ้อร์เม่ยฟึดฟัด “หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้ รู้จักแต่ดุข้า ตอนยังสาวเป็นอย่างไร แก่แล้วก็เป็นอย่างนั้น มีพี่สะใภ้ใหญ่ที่ไหนเป็นแบบท่านบ้าง…”
บ่นก็ส่วนบ่น แต่ก็ยังนั่งแล้วยื่นมือไปวางบนโต๊ะอย่างว่าง่าย
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยประหลาดใจ เขาชำเลืองมองเย่อวี๋หราน คิดไม่ถึงว่าสตรีผู้นี้จะร้ายกาจไม่เบา ไม่ต้องให้เขาจัดการก็ดีเหมือนกัน
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยวางมือลงบนข้อมือของจูเอ้อร์เม่ยโดยไม่พูดอะไร
เพียงจับชีพจรครู่หนึ่ง ท่านหมอไป๋หลี่น้อยก็ต้องใจสั่นไปเล็กน้อย ทว่าสีหน้ายังไร้ความเปลี่ยนแปลง เพียงกล่าวเสียงราบเรียบ “มืออีกข้าง”
“อ้อ!” จูเอ้อร์เม่ยยื่นมืออีกข้างออกไป
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยชักมือกลับไป ลังเลอยู่เพียงครู่ก็มองมาทางคนทั้งสามแล้วจึงเอ่ยถาม “ใครในพวกท่านที่มีสิทธิ์ตัดสินใจ?”
เย่อวี๋หรานกล่าวขึ้นทันที “ข้าเอง!”
ข้าก็ว่าอย่างนั้น! ท่านหมอไป๋หลี่น้อยคิดในใจแล้วกล่าวว่า “ให้พูดกันตรงนี้ หรือฮูหยินจะตามข้าเข้าไปคุยในห้อง?”
“คุยในห้อง”
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยพยักหน้า เขาลุกขึ้นแล้วทำท่าเชื้อเชิญ “เชิญฮูหยินตามข้ามา”
“เอ้อร์เม่ยรออยู่ข้างนอก” เย่อวี๋หรานทิ้งคำสั่งไว้ก่อนเดินจากไป
จูเอ้อร์เม่ยประหลาดใจ นางชี้หน้าตนเองพลางถาม “ข้า? พี่สะใภ้ใหญ่ พวกท่านจะพูดเรื่องอาการของข้าไม่ใช่หรือ? ข้ายังไม่มีสิทธิ์ฟัง? ทำไม ข้าป่วยเป็นอะไร? ก็คงเป็นอาการเดิม ๆ นั่นแหละ…”
น่าเสียดายที่ไม่มีใครตอบนาง เพราะท่านหมอไป๋หลี่น้อยตามเย่อวี๋หรานเข้าไปในห้องแล้ว
จูเอ้อร์เม่ยร้อนใจ คิดจะตามเข้าไปด้วย แต่ถูกผู้ช่วยตัวน้อยขวางเอาไว้
จนถึงตอนนี้ จูเอ้อร์เม่ยค่อยพบว่า ผู้ช่วยน้อยผู้นี้ร่างไม่สูงใหญ่ แต่ตรงเอวอีกฝ่ายมีมีดเล่มหนึ่งแขวนอยู่
จูเอ้อร์เม่ย “…”
อะไรกัน?!
นางไม่พอใจ ได้แต่หันกลับมาระบายใส่จูเอ้อร์และหลิวซื่อ
“แม่พวกเจ้าจะเอาอย่างไรกันแน่? พาพวกเจ้ามาตรวจไม่ใช่รึ ทำไมกลายเป็นว่ามาตรวจให้ข้าเสียอย่างนั้น?”
“ตรวจแล้วก็แล้วไปเถอะ แต่ข้ายังไปฟังด้วยไม่ได้อีก?”
“มีสิทธิ์อะไร?”
……
จูเอ้อร์และหลิวซื่อไม่พอใจนางอยู่เป็นทุนเดิม จะตอบนางก็แปลกแล้ว
จูเอ้อร์เม่ยเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งโมโห “พวกเจ้าเป็นใบ้เรอะ ข้าพูดกับพวกเจ้าอยู่นะ! เจ้าปฏิบัติกับผู้อาวุโสแบบนี้? การอบรมสั่งสอนของที่บ้านไปไหนหมด?”
หลิวซื่อพึมพำ “เรื่องนี้ท่านไปถามแม่สามีดีกว่า พวกข้าเป็นผู้เยาว์ ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ”
“เจ้า…”
คราวนี้จูเอ้อร์เม่ยกลายเป็นฝ่ายพูดไม่ออก
เพิ่งเอะอะกันได้ไม่เท่าไหร่ ผู้ช่วยที่พกมีดคนนั้นก็ใช้มีดเคาะบนโต๊ะด้วยสีหน้าเย็นชา “เงียบ ที่นี่คือโรงหมอ ไม่ใช่ตลาดสด!”
ไม่ได้มีเพียงจูเอ้อร์เม่ยเท่านั้น จูเอ้อร์และหลิวซื่อที่ตกใจจนเงียบปาก คนข้าง ๆ ที่กำลังซุบซิบกันอยู่ก็หดศีรษะลงไปด้วยเช่นกัน
ความสงบที่มาเยือนห้องโถงอย่างกะทันหันไม่ได้กระทบต่อคนที่อยู่ข้างในแต่อย่างใด
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยเข้าไปในห้องแล้วก็ไม่ได้อ้อมค้อม กล่าวอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา “ฮูหยินคงไม่ได้มาตรวจโรคกระมัง?”
“ใช่!” เย่อวี๋หรานตอบโดยไม่ปิดบัง “คงบอกได้แค่ว่าอย่างละครึ่งกระมัง ท่านหมอไป๋หลี่น้อย ข้าเพียงอยากรู้ว่ามียาแก้พิษในร่างนางหรือไม่?”
“มีนั้นย่อมมีอยู่แล้ว แต่ว่า…” ท่านหมอไป๋หลี่น้อยชะงักไปชั่วขณะ
“แต่ว่าอะไร?” เย่อวี๋หรานไม่หลบสายตา
“ข้าสามารถถามได้หรือไม่ว่าพิษนี้มาได้อย่างไร?” ท่านหมอไป๋หลี่น้อยมองตอบนางด้วยแววตาวาวโรจน์
เย่อวี๋หรานตอบว่า “บอกท่านตามตรง ข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่าน้องสามีข้าถูกพิษอะไร ทราบเพียงว่ามีคนอยากได้สูตรอาหารและภัตตาคารของข้า จึงวางแผนฆ่าคนชิงทรัพย์”
“ใคร?”
“บ่อนพนันอี้ซิง”
“พวกนั้นรึ?” ท่านหมอไป๋หลี่น้อยค่อนข้างประหลาดใจ “ท่านแน่ใจรึ?”