ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 543 ไม่สบายเพราะกินเยอะเกินไป
บทที่ 543 ไม่สบายเพราะกินเยอะเกินไป
“ไม่ใช่บ่อนพนันอี้ซิงแล้วจะเป็นใคร?” ความคิดของเย่อวี๋หรานทำงานเร็วรี่ นางเพิ่งตระหนักได้ว่าที่มาของยาพิษอาจยิ่งใหญ่กว่าที่นางคิด มิเช่นนั้นท่านหมอไป๋หลี่น้อยคงไม่ประหลาดใจถึงเพียงนี้?
ขณะที่ท่านหมอไป๋หลี่น้อยก็มีลักษณะเหมือนคนที่เคยเผชิญโลกกว้างมาก่อน
เช่นนั้น…
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยไม่ได้พูดอะไร
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้วแล้วถามหยั่งเชิง “เป็นอะไรไป? ท่านหมอ ท่านรู้อะไรเกี่ยวกับพิษนี้งั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้นท่านต้องบอกข้านะว่าใครคิดร้ายกับครอบครัวข้ากันแน่ พวกข้าเป็นแค่ชาวบ้านที่บรรพบุรุษทิ้งสูตรสำหรับหาเลี้ยงชีพไว้ให้เท่านั้น สมาชิกหลายสิบคนในครอบครัวยังต้องพึ่งพาสูตรนี้ ถ้าถูกคนโกงเอาไป พวกข้าทั้งบ้านคงต้องกินลมตะวันตกเฉียงเหนือกันแล้ว…”
วาจาเฉกเช่นสตรีชนบทที่ไม่คิดถึงอะไรนอกจากผลประโยชน์ตรงหน้าของตนเอง
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยสองจิตสองใจ หรือเขาจะเข้าใจผิด?
แม้สตรีที่ออกเรือนแล้วตรงหน้านี้จะมีลักษณะไม่เลว แต่ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์บนร่างหรือผิวพรรณหยาบกระด้างที่เกิดจากการตรากตรำทำงานกลางแดดมานานปี ทุกประการล้วนบ่งบอกว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงสตรีชนบทธรรมดาผู้หนึ่ง
นางอาจดูพิเศษอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร นางอาจมีโชควาสนาบางประการ มิเช่นนั้นก็คงไม่ถูกคนอื่นจับตามองเพียงเพราะสูตรทำอาหารสูตรเดียวแล้ว
“ท่านหมอ?” เย่อวี๋หรานรู้สึกว่าฝ่ายตรงข้ามใจลอยนานเกินไป จึงอดจะเรียกอีกครั้งไม่ได้
“หืม?” ท่านหมอไป๋หลี่น้อยได้สติคืนมา “เมื่อครู่ท่านพูดอะไรนะ?”
“ไม่มีอะไร แค่อยากถามว่าตกลงแล้วน้องสามีของข้าโดนพิษอะไรกันแน่ เพราะเหตุใดท่านหมอในหมู่บ้านข้าตรวจแล้วถึงไม่พบอะไรเลย” เย่อวี๋หรานถามด้วยสีหน้าจริงใจ “หากไม่ใช่เพราะข้าเชื่อว่าคนที่มาแจ้งข่าวไม่มีทางโกหกข้า เชื่อว่าเขาสืบมาดีแล้วถึงได้มาบอกข้า ข้าคงเข้าใจว่าเขาสืบความมาผิดแล้ว”
“ไม่เป็นไร แค่ปัญหาเล็ก ๆ เท่านั้น ประเดี๋ยวข้าจะสั่งยาลูกกลอนให้ท่านก็ใช้ได้แล้ว” ส่วนว่าเป็นพิษอะไร ท่านหมอไป๋หลี่น้อยกลับไม่ได้พูดถึง
“ยาลูกกลอน? แพงมากหรือเปล่า? ท่านหมอ พวกข้าไม่ได้มีเงินมากมายอะไร ถ้าแพงเกินไป…” นางแสดงท่าทีลำบากใจออกมาพอประมาณ
“แพงเกินไปพวกท่านก็จะไม่รักษา?” ท่านหมอไป๋หลี่น้อยถาม
“ก็แพงเกินไปนี่นา ด้วยฐานะครอบครัวพวกข้าคงไม่อาจทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในบ้านต้องอดอยากเพียงเพราะน้องสามีคนเดียวหรอกกระมัง?” เย่อวี๋หรานถามกลับ
“ท่านกลัวว่าจะมีเงินไม่พอสินะ? หรือจะบอกว่าคนเขาทำการค้าที่ขาดทุน ยาพิษที่ใช้ยังมีราคาแพงกว่าสูตรอาหารของพวกท่าน?”
“เรื่องนั้นข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?” เย่อวี๋หรานไม่กลัวสักนิด ยังคงบ่นต่อไป “ถึงตอนนี้ข้ายังไม่รู้เลยว่าน้องสามีถูกพิษอะไร ท่านคิดดู พวกข้าทำการค้ากำไรน้อย เปิดแผงขายอาหารเล็ก ๆ วันหนึ่งจะหาเงินได้สักเท่าไหร่เชียว? เงินน้อยนิดแค่นั้นก็พอให้คนมาหมายตา? ถึงท่านจะไม่พูด ข้าก็รู้สึกว่ามีอะไรแปลก ๆ อยู่ดี”
ต่างฝ่ายต่างหยั่งเชิงกัน
คนหนึ่งหยั่งเชิงสารพัดแต่กลับไม่ยอมบอกว่าเป็นยาพิษชนิดไหน อีกคนวาจาเท็จจริงผสมปนเป กล่าวออกมาโต้ง ๆ ว่าข้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ท่านยังปิดบังอะไรอีก?
ยอดฝีมือปะทะกัน ไร้แสงดาบเงากระบี่ เพียงผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะอย่างลับ ๆ
แม้ท่านหมอไป๋หลี่น้อยจะสงสัยในตัวเย่อวี๋หรานอย่างยิ่ง แต่หยั่งเชิงมาครึ่งค่อนวันแล้วกลับไม่ได้รายละเอียดที่ต้องการแต่อย่างใด จำต้องบอกชื่อยาพิษออกมาอย่างจนใจ “พิษทองคำดำ”
เย่อวี๋หรานงุนงง “พิษทองคำดำคืออะไร? ทองคำมีสีดำด้วยรึ?”
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยอธิบายว่า “ไม่ใช่ยาที่ทำจากทองคำ แต่เป็นชื่อยาจีนชนิดหนึ่ง ตอนพิษกำเริบจะทำให้ร่างกายคนเปลี่ยนเป็นสีดำทั่วร่าง จึงเรียกว่า พิษทองคำดำ…”
หากต้องการแก้พิษชนิดนี้ไม่ยาก เพียงใช้ของจำพวกถ่าน กำมะถัน เป็นต้น บดให้ละเอียดเป็นผง
ใช้ครั้งละหนึ่งเฉียนครึ่ง โดยนำไปผสมกับน้ำอุ่น
จากนั้นท้องไส้จะคำรามดุจฟ้าร้อง ให้ไปเข้าห้องสุขาขับออกมา ทำเช่นนี้ครบสามครั้งก็เป็นอันเรียบร้อย
ใช้ศัพท์แสงเสียเลิศลอย ถ้าชาติที่แล้วเย่อวี๋หรานไม่เคยเรียนภาษาโบราณมาก่อนคงไม่เข้าใจว่าท่านหมอไป๋หลี่น้อยหมายถึงอะไรแล้ว
เดิมทีเย่อวี๋หรานอยากแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ แต่ก็คิดว่า ไม่ถูกต้องกระมัง ถ้าเขาตรวจสอบข้าจะต้องสืบทราบว่าข้าเป็นคนสอนหนังสือให้เด็ก ๆ ในครอบครัวเป็นแน่
ถึงตอนนั้นถ้ากลับมานึกทบทวนเหตุการณ์ในวันนี้จะไม่เกิดปัญหาเอาหรือ?
เย่อวี๋หรานคลี่ยิ้ม นางกล่าวว่า “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ข้าตกใจหมด ยังนึกว่าจะแพงมากเสียอีก ของจำพวกถ่านหรือกำมะถันข้ายังซื้อไหว แต่ถ้าเป็นโสมคนคงไม่ไหวแล้ว…”
นางทำท่าทางโล่งอก
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยแววตาสว่างวาบแต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงให้นางไปรับยาข้างนอก
“รบกวนท่านแล้ว ท่านหมอ” เย่อวี๋หรานกล่าว “ประเดี๋ยวถึงรอบเจ้ารองกับสะใภ้รองของข้า ถ้ามีอะไรไม่สะดวก พวกเราเข้ามาพูดกันในห้องได้หรือไม่ พวกเขาอายุยังน้อย ผิวหน้าบาง ข้าอยากไว้หน้าพวกเขาสักนิด”
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยมองนางหลายครั้งอย่างประหลาดใจ นึกว่าตนเองฟังผิดไป
เพราะนางเอ่ยถึงลูกชายและลูกสะใภ้ ไม่ใช่แค่ลูกสะใภ้คนเดียว
โดยทั่วไปแล้ว คนที่มาพบหมอเพราะไม่ตั้งครรภ์ล้วนเป็นลูกสะใภ้ มีใครเรียกลูกชายของตนมาด้วยเสียที่ไหน?
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยเป็นหมอ ย่อมทราบว่าการตั้งครรภ์ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายหญิงฝ่ายเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับฝ่ายชายด้วย
แต่วิถีทางโลกเป็นเช่นนี้ เมื่อสตรีไม่ตั้งครรภ์ ทุกคนก็จะคิดถึงเพียงฝ่ายหญิง ไม่เคยมีใครคิดถึงฝ่ายชาย
บางครั้ง เขาเองยังจนปัญญา
เย่อวี๋หรานเดินตามหลังท่านหมอไป๋หลี่น้อยออกมา นางมองเงาหลังของเขาพลางคิดในใจ จุ๊ ๆๆ…หยั่งเชิงกันไปหยั่งเชิงกันมาเช่นนี้ เห็นทีโรงหมอไป่เย่าถังคงมีภูมิหลังไม่ธรรมดาเสียแล้ว
คิดไม่ถึงว่าสถานที่เล็ก ๆ อย่างตำบลอันจิ่วจะมีอะไรเช่นนี้ด้วย ต่อไปนางคงต้องระวังไว้หน่อยแล้ว
ไม่อาจดูเบาสถานที่เล็ก ๆ ที่ไม่สะดุดตาได้เลยจริง ๆ
ครั้นเห็นเย่อวี๋หรานออกมา จูเอ้อร์เม่ยก็ปราดเข้ามาทันที “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านหมอพูดอะไรกับท่านหรือเจ้าคะ?”
“ชู่ว…เบาหน่อย” เย่อวี๋หรานรีบบอกให้อีกฝ่ายลดเสียง ท่าทางนางมีลับลมคมใน ขยับไปกระซิบข้างหูอีกฝ่าย “เจ้าคิดว่าเป็นเรื่องใดเล่า? ยังไม่ใช่เพราะหลายวันมานี้เจ้าสวาปามเข้าไปเยอะขนาดนั้น กินจนเกิดปัญหาขึ้นมาน่ะสิ? เจ้าคิดว่ามาพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าคนหมู่มาก เจ้าจะมีหน้ามีตานักหรือ?”
“หา? แล้ว…แล้วเกิดปัญหาอะไรหรือเจ้าคะ?” จูเอ้อร์เม่ยตกใจ
เป็นเรื่องจริงที่พอนางกลับมาเห็นว่าบ้านเดิมมีความเป็นอยู่ดีขึ้น จึงบอกให้น้องสะใภ้สามกับน้องสะใภ้สี่ทำของอร่อยให้กินเยอะหน่อย แต่คงไม่ถึงขั้นกินจนเกิดปัญหาหรอกกระมัง?
“ชู่ว…” เย่อวี๋หรานบอกให้อีกฝ่ายลดเสียงลงอีกครั้ง “เบาหน่อย คนดูอยู่นะ เกิดปัญหาอะไรข้าไม่รู้หรอก แต่ท่านหมอพูดว่าจะสั่งยาระบายให้เจ้า ต้องถ่ายท้องสามครั้ง ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหา”
“ไม่หรอกมั้ง?!”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า ข้าจ่ายไปไม่น้อยเลยนะ”
ครั้นได้ยินว่ามียาด้วย จูเอ้อร์เม่ยก็ไม่กล้าถามมากเพราะกลัวว่าเย่อวี๋หรานจะมาทวงเอาเงินกับตนเอง “ท่านพาข้ามาหาหมอเองนะ ข้าไม่ได้เป็นคนอยากมา”
“ข้ารู้ คราวนี้ข้าถึงได้จ่ายค่ายาให้เจ้าอย่างไรเล่า ไม่มีคราวหน้าแล้ว”
ไม่ต้องจ่ายเงินเอง จูเอ้อร์เม่ยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แต่ช้าก่อน ทำไมนางรู้สึกเหมือนได้เอาเปรียบคนอื่นเลยเล่า?
คนที่ต้องกินยาคือนางนะ นางไปเอาเปรียบใครกันล่ะ?
จูเอ้อร์เม่ยครุ่นคิดจนงุนงงไปชั่วขณะ
ขณะเดียวกัน ท่านหมอไป๋หลี่น้อยก็เรียกให้หลิวซื่อมาจับชีพจร
หลิวซื่อนั่งอยู่ตรงนั้น บั้นท้ายประหนึ่งมีเข็มทิ่ม นั่งอย่างไรก็ไม่สบายตัว