ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 544 มดลูกเย็นไม่ได้หมายความว่ามีลูกไม่ได้
บทที่ 544 มดลูกเย็นไม่ได้หมายความว่ามีลูกไม่ได้
“ท่านหมอ ข้าคงไม่ได้เป็นอะไรมากใช่ไหมเจ้าคะ?” หลิวซื่อเห็นเขาเก็บมือกลับไปก็รีบถามขึ้นทันที ดวงตาฉายแววหวาดหวั่นลนลาน
“ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักเป็นประจำทำให้ร่างกายอ่อนแอ…” ท่านหมอไป๋หลี่น้อยกล่าว “อ้อ อีกย่างยังมีอาการมดลูกเย็นร่วมด้วย”
“มดลูกเย็น?!” หมายความว่ามีลูกไม่ได้น่ะสิ?
ม่านตาของหลิวซื่อพลันหดลง นางเอ่ยถามด้วยความหวาดกลัว “ท่านหมอ ท่านไม่อาจพูดจาส่งเดชนะเจ้าคะ ข้ายังแข็งแรงดีแบบนี้ จะมดลูกเย็นได้อย่างไรกัน?!”
จูเอ้อร์เม่ยยักไหล่ นางคิดแล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ “เห็นไหม ข้าพูดถูกแล้ว เจ้ามีลูกไม่ได้!”
จูเอ้อร์ใจกระตุกวูบ เป็นไปได้อย่างไร ภรรยาของเขามีลูกไม่ได้?!
“ก็ปกติไม่ใช่หรือ? ผู้หญิงคนไหนไม่เคยมีอาการมดลูกเย็นบ้าง?” เย่อวี๋หรานถลึงตาใส่จูเอ้อร์เม่ย นางเดินไปหยุดอยู่ด้านหลังหลิวซื่อแล้วลูบไหล่อีกฝ่ายพลางกล่าวปลอบใจว่า “ผู้หญิงเราร่างกายบอบบาง กินไม่อิ่ม เสื้อผ้าไม่อบอุ่นมากพอ จะเจ็บป่วยเล็กน้อยก็เป็นเรื่องธรรมดา ร้อนใจอะไร ท่านหมอก็อยู่ตรงนี้ รับยากลับไปบำรุงสักหน่อยเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง ไม่กระทบต่อการมีบุตรหรอก”
“ท่านแม่…” หลิวซื่อดึงมือเย่อวี๋หรานมากุมไว้แน่น นางหวาดกลัวจนอกสั่นขวัญหาย
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยเหลือบตามองเย่อวี๋หรานแล้วเอ่ยว่า “ไม่ใช่อาการเจ็บป่วยร้ายแรงอะไร ได้ยินว่ามดลูกเย็นก็อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าจะมีบุตรไม่ได้ อาการนี้ส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ก็จริง แต่อาการมดลูกเย็นไม่ได้หมายความว่ามีบุตรไม่ได้ แม่สามีของเจ้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว เพียงรับยากลับไปบำรุงร่างกาย ผ่านไปสักพักเดี๋ยวก็ดีขึ้น”
“จริงหรือขอรับ ท่านหมอ? ร่างกายเมียข้าไม่ได้มีปัญหาอะไรจริง ๆ นางมีลูกได้?” จูเอ้อร์รีบลุกขึ้นมาถามยืนยัน
“นางสามารถมีบุตรได้หรือไม่ข้าไม่รู้” ท่านหมอไป๋หลี่น้อยกล่าว “ต้องตรวจเจ้าก่อนจึงจะบอกได้”
“หมายความว่าอย่างไร?” จูเอ้อร์งุนงง
“สามารถมีบุตรได้หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องของสตรีเพียงฝ่ายเดียว อธิบายอย่างหยาบ ๆ ได้ว่า หากดินอุดมแต่เมล็ดพันธุ์ไม่สมบูรณ์ พืชผลก็ไม่งอกงามเช่นกัน”
ได้ยินเช่นนี้ จูเอ้อร์ก็ใจแป้ว โบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน “ไม่เป็นไร ๆๆ ข้าแข็งแรงจะตาย ไม่จำเป็นต้องตรวจ…พี่น้องคนอื่นของข้าเป็นพ่อคนกันหมดแล้ว พวกข้ามีพ่อแม่คนเดียวกัน จะต้องไม่มีปัญหาแน่นอน…”
“นั่นก็ไม่แน่ เจ้าก็คือเจ้า พี่น้องของเจ้าก็คือพี่น้องของเจ้า” ท่านหมอไป๋หลี่น้อยพยักพเยิดให้หลิวซื่อลุกขึ้น เปลี่ยนให้จูเอ้อร์มานั่งลง
คนบริเวณนั้นหัวเราะครืน
จูเอ้อร์หน้าร้อนผ่าว แทบอยากขุดรูมุดหนีไปเสียเดี๋ยวนั้น
ทว่าเย่อวี๋หรานยื่นมือออกมากดเขานั่งลงบนเก้าอี้ “ตรวจเถอะ ท่านหมอ”
จูเอ้อร์เม่ยลอบพิศพี่สะใภ้ใหญ่พลางนึกเลื่อมใส พี่สะใภ้ใหญ่สุดยอดจริง ๆ กระทั่งลูกชายในไส้ก็ยังทำได้ลงคอ!
เพิ่งจะได้โล่งอกไปหมาด ๆ แต่กลายเป็นว่าสามีของตนก็ถูกจับตรวจเช่นกัน หลิวซื่อแสนจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ยุคสมัยนี้หากสามีไม่อาจมีบุตรได้ ย่อมไม่ได้มีแค่ฝ่ายชายที่ต้องอับอาย ภรรยาของเขาก็ต้องอับอายไปด้วยเช่นกัน สามีได้ดีภรรยาสูงศักดิ์ สามีสิ้นบุญภรรยาตกต่ำ
“สุขภาพเจ้าแข็งแรงยิ่ง บึกบึนราวกับพ่อโค!”
เมื่อท่านหมอไป๋หลี่น้อยกล่าวประโยคนั้นออกมา จูเอ้อร์และหลิวซื่อต่างคนต่างถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ท่านแม่ ท่านได้ยินแล้วใช่ไหมเจ้าคะ สามีของข้าไม่เป็นไร สุขภาพดียิ่ง…” หลิวซื่อพูดกับเย่อวี๋หรานด้วยความยินดี “ข้าก็เหมือนกัน ข้าก็แข็งแรงดี ท่านแม่ อีกไม่นานข้าก็จะมีหลานตัวอ้วนจ้ำม่ำให้ท่านอุ้มแล้ว ท่านไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ”
“ข้าไม่กังวล ต่อให้เจ้ามีลูกไม่ได้ ข้าก็มีหลานให้อุ้ม กลับเป็นพวกเจ้าสองคนมากกว่า บอกแล้วว่าเรื่องลูกจะรีบร้อนไม่ได้ ต้องดูที่วาสนา พวกเจ้าก็ยังร้อนใจ พร่ำไร้สาระอยู่ได้ทั้งวัน”
ยามนี้จูเอ้อร์และหลิวซื่อไม่ได้สนใจว่าเย่อวี๋หรานจะพูดอะไร เมื่อได้รับการยืนยันจากท่านหมอแล้ว คนทั้งสองต่างยินดีปรีดายิ่ง
เพราะขอแค่ท่านหมอบอกว่าพวกเขาสองคนไม่ได้เจ็บป่วยเป็นอะไร ต่อไปพวกเขาจะต้องมีลูกได้แน่นอน
“มีลูกได้ก็ดี กลัวก็แต่จะคลอดออกมาไม่ได้ อย่างนั้นก็แย่แล้ว!” จูเอ้อร์เม่ยเบ้ปากแล้วกล่าวถ้อยคำบั่นทอนกำลังใจจากข้าง ๆ “เรื่องมีลูกแบบนี้ มีเพียงคลอดออกมาแล้วทุกคนจึงจะรู้ว่าเจ้ามีลูกได้ แต่ถ้าคลอดออกมาไม่ได้ ต่อให้ท่านหมอบอกว่าเจ้ามีลูกได้ก็ไร้ประโยชน์…”
จูเอ้อร์และหลิวซื่อคร้านจะสนใจอีกฝ่าย ท่านหมอพูดแล้ว ยังจะเท็จได้อย่างไร?
จูเอ้อร์เม่ยที่ไม่ได้ชมเรื่องสนุกก็ออกจะผิดหวัง
คนที่มาตรวจโรคกลับไม่เป็นอะไร (ในสายตาของนาง อาการมดลูกเย็นที่กินยาไม่กี่ชุดก็หายได้ไม่ถือว่าเป็นโรค ต้องมีลูกไม่ได้ถึงจะเรียกว่าโรค) แต่นางกลับดีนัก มาซื้อเสื้อผ้าแท้ ๆ แต่กลับต้องรับยากลับไปด้วย
ถ้าให้คนอื่นรู้ว่านางไม่สบายเพราะกินเยอะเกินไป ต่อไปนางจะไปพบผู้คนได้อย่างไร?
จูเอ้อร์เม่ยคิดว่านางควรกำชับพี่สะใภ้ใหญ่ว่าเรื่องนี้มีแค่ท่านรู้ข้ารู้ฟ้ารู้ดินรู้ ไม่อาจแพร่งพรายออกไปดีหรือไม่?
รับยามาแล้วก็ต้องจ่ายเงินไปหลายร้อยเหรียญ
หลิวซื่อมองยาหลายห่อนั้นก็นึกเสียดายจนใจเจ็บ เงินมากขนาดนั้นสามารถซื้อเนื้อได้เท่าไหร่กันนะ?
เย่อวี๋หรานไม่วางใจจะส่งยาให้จูเอ้อร์เม่ย กลัวว่าอีกฝ่ายจะแอบอู้ไม่กินยา จึงส่งยาทั้งหมดให้หลิวซื่อ
“รับไว้ กลับไปก็ช่วยต้มยาให้อาหญิงรองของเจ้าด้วย รับประทานวันละครั้งติดต่อกันสามวัน อย่าจำผิดล่ะ”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” หลิวซื่อรับคำแต่กลับไม่พอใจ
สตรีร้ายกาจผู้นี้เอาแต่หาเรื่องข้า ทำไมข้าต้องต้มยาให้นางด้วย?
ไม่กินก็ไม่ตายหรอก!
เมื่อออกมาจากโรงหมอไป่เย่าถัง จูเอ้อร์เม่ยก็โวยวายว่าจะไปซื้อผ้าเพราะกลัวว่าเย่อวี๋หรานจะผิดคำพูด
เพราะเมื่อครู่อีกฝ่ายจ่ายค่ายาไปตั้งมาก
“วางใจเถอะ ไม่ตกหล่นเสื้อผ้าของเจ้าไปหรอก”
เย่อวี๋หรานเดินนำทุกคนตรงไปที่ร้านขายผ้า
ระหว่างทาง จูเอ้อร์และหลิวซื่อรั้งท้ายอยู่ไกลลิบ
หลิวซื่อบ่นเป็นเชิงตัดพ้อกับจูเอ้อร์ “เจ้าว่าท่านแม่คิดอย่างไรกันแน่นะ? เงินนั้นพวกเราเป็นคนหามา ทำไมต้องเอาไปซื้อของให้ผู้หญิงคนนั้นด้วย?”
นางกลัวว่าจูเอ้อร์จะเข้าใจผิดว่าตนเองไม่เต็มใจจะซื้อของให้คนสกุลจูจึงรีบอธิบายสำทับ
“ข้าไม่ได้หมายความเป็นอย่างอื่น ถ้าซื้อของให้คนอื่นในสกุลจู ข้าไม่มีความเห็นแม้แต่น้อย แต่เจ้าดูอาหญิงรองสิ เมื่อกี้นางแช่งพวกเราอย่างไรบ้าง?”
“ยังไม่พบหมอก็มาแช่งว่าข้ามีลูกไม่ได้”
“นางต้องการอะไร? ดูถูกพวกเรางั้นเรอะ?”
“ดูถูกพวกเราขนาดนี้ ยังมีหน้ามาใช้เงินที่พวกเราใช้หยาดเหงื่อแรงกายหามาได้อีกนะ?”
……
จูเอ้อร์ทอดถอนใจ “แล้วเจ้าจะเอาอย่างไร? ท่านแม่เป็นคนตัดสินใจ เจ้ากล้าไปพูดกับท่านแม่ไหมล่ะ?”
“ข้า…” หลิวซื่ออึกอัก “ถ้าข้ากล้ายังจะมาพูดตรงนี้? เจ้าเป็นลูกชายแท้ ๆ ของท่านแม่ เจ้าก็ไปพูดสิ”
“ข้าจะพูดอย่างไร?”
“หรือจะให้ข้าไปพูด? ท่านแม่ไม่ชอบข้า เจ้าก็ใช่ว่าจะไม่รู้ ถ้าข้าไปพูดแบบนั้นก็ทำให้ท่านแม่ไม่พอใจน่ะสิ?”
“แล้วไปเถอะ ท่านแม่พาพวกเรามาหาหมอแล้ว เรื่องมีลูกก็ยืนยันได้แล้ว ในที่สุดก็สบายใจได้เสียที อารมณ์ดี ๆ อยู่ อย่าเก็บเรื่องนี้มาคิดให้เสียอารมณ์เลย”
“แต่นั่นเป็นเงินส่วนกลางนะ…”
“ลูกสำคัญหรือเงินสำคัญกว่า?”
หลิวซื่อ “…”
ทำไมสามีคนนี้ไม่เข้าใจความหมายของนางเลยนะ?
ใช้เงินมารักษาอาการเจ็บป่วยของตัวเอง นางเสียดายก็จริง แต่ก็จ่ายไปแล้วไม่ใช่หรือไร?
แต่สถานการณ์ของอาหญิงรองเอามาเทียบกันได้เรอะ?
เถ้าแก่หลี่ร้านขายผ้านับว่าคุ้นเคยกับเย่อวี๋หรานดีแล้ว การค้าขายระหว่างสกุลจูและร้านขายชาดสกุลอวี๋ก็ได้เขาเป็นคนแนะนำ
น่าเสียดาย ภายหลังสกุลอวี๋ซื้อขาดสูตรทำชาด จากนั้นก็ย้ายไปอยู่เมืองหลวง
เถ้าแก่หลี่รู้สึกผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอด คิดว่าตนเองมองคนผิดไป แนะนำคนเนรคุณให้อีกฝ่ายเสียแล้ว เป็นเหตุให้สกุลจูต้องสูญเสียสูตรทำชาดที่เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อคนสกุลจูมาเยือน เขาจึงมักจะลดราคาให้อีกฝ่ายอยู่ทุกคราไป