ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 545 ลูกสาวในไส้กับลูกสาวคนอื่นย่อมไม่เหมือนกัน
บทที่ 545 ลูกสาวในไส้กับลูกสาวคนอื่นย่อมไม่เหมือนกัน
จิตใจที่อยากจะชดเชยของเถ้าแก่หลี่ เมื่อมาอยู่ในสายตาของจูเอ้อร์เม่ยกลับมีความหมายเพี้ยนไปเสียอย่างนั้น
อะไรกัน ทำไมเถ้าแก่คนนี้เอาแต่จ้องพี่สะใภ้ของข้าแบบนั้นเล่า?
จูเอ้อร์เม่ยเลือกผ้าพลางลอบสังเกตเถ้าแก่หลี่
เถ้าแก่หลี่สัมผัสได้ว่ามีคนมองตนอยู่จึงหันมามองทางนี้
จูเอ้อร์เม่ยใจเต้นระทึก มองข้าแล้ว มองข้าแล้ว หรือจะถูกรูปโฉมดุจบุปผาของข้าดึงดูดเอานะ?!
เพิ่งตื่นเต้นได้ไม่ทันไรก็เห็นอีกฝ่ายถอนสายตากลับไปมองเย่อวี๋หรานอีกครั้ง
จูเอ้อร์เม่ย “…”
ข้าถุย!
ชายโฉดหญิงชั่ว!
ช้าก่อน พวกเขาคงไม่ได้เป็นชู้กันหรอกนะ?!
กอปรกับได้ยินคนงานในร้านบอกว่าทุกครั้งที่เย่อวี๋หรานมาซื้อผ้าก็จะลดราคาให้หนึ่งส่วนอยู่เสมอ ความคิดของจูเอ้อร์เม่ยก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิง
เพราะเหตุใดอีกฝ่ายจึงมาทำดีกับคนอื่นโดยไร้เหตุผล?
คนค้าขายล้วนเจ้าเล่ห์ทั้งนั้น สองคนนี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่นอน
ตนเองไม่ต้องจ่ายเงินซื้อผ้า จูเอ้อร์เม่ยจะยอมพลาดโอกาสดี ๆ เช่นนี้ไปได้อย่างไร มีโอกาสไม่ฉวยเอาไว้ก็โง่แล้ว นางจึงตั้งหน้าตั้งตาเลือกแต่ผ้าชั้นดี
เย่อวี๋หรานมองมานิ่ง ๆ “ไม่ต้องดูแล้ว พวกเราซื้อผ้าขาวที่ราคาถูกที่สุด”
“ผ้าขาว? ไม่ได้ไว้ทุกข์เสียหน่อย ข้าจะใส่ชุดขาวทำไม?” จูเอ้อร์เม่ยได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พอใจ “ไม่เอา ข้าจะเอาผ้าแพรต่วน ข้าจะเอาอันที่งามที่สุด…”
จากนั้นก็หยิบผ้าลายดอกพื้นสีแดงสดขึ้นมาพับหนึ่ง บอกว่าจะเอาผ้าพับนี้
“พับละสองตำลึง เจ้ามีเงิน?” เย่อวี๋หรานถาม
“ข้า…” จูเอ้อร์เม่ยสะอึก “ข้าไม่มี แต่ท่านมีนี่นา? ก่อนจะมาพวกเราก็คุยกันแล้วว่าท่านจะซื้อผ้าสำหรับตัดชุดใหม่ให้ข้า ข้าไม่ต้องจ่ายเอง”
“ถ้าไม่เอาผ้าขาวก็ไม่ต้องพูดกันอีก เลือกเอา” เย่อวี๋หรานคร้านจะพูดมากจึงให้อีกฝ่ายเลือกเดี๋ยวนั้น “ข้าเตือนเจ้าก่อนนะว่าอย่าได้คืบจะเอาศอก ไม่อย่างนั้นก็กลับไปมือเปล่า”
จูเอ้อร์เม่ยชักจะโมโห “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านจะขี้เหนียวเกินไปแล้วกระมัง? แม้แต่เรือนหลังใหม่ท่านก็สร้างแล้ว แค่จะซื้อผ้าดี ๆ ให้ข้าหน่อยก็ไม่ได้?”
“ไม่ได้!” เย่อวี๋หรานปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “ข้าเองยังตัดใจใส่ไม่ลง ทำไมจะต้องซื้อให้เจ้า? หยุดพูดไร้สาระ รีบตัดสินใจ”
จูเอ้อร์เม่ยคว้าผ้าขาวหนึ่งพับขึ้นมากอดไว้อย่างไม่สบอารมณ์แต่ก็ไม่วายบ่น “ก็ได้ เอาอันนี้ จะซื้อผ้าขาวอยู่แล้ว ยังจะเรียกข้ามาด้วยทำไม? ท่านซื้อกลับไปเองก็ได้นี่? มาเสียเที่ยวแท้ ๆ…”
เย่อวี๋หรานจ่ายเงินพลางตอบว่า “โลภมากไม่รู้จักพอ ไม่น่าบอกว่าจะซื้อผ้าตัดชุดใหม่ให้เจ้าเลย มาตัวเปล่าแล้วยังจะพูดมากเรื่อง”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“หมายความว่า ถ้ารู้แต่แรก ข้าคงไม่พูดว่าจะตัดชุดใหม่ให้เจ้าแล้ว”
จูเอ้อร์เม่ยกอดผ้าขาวในอ้อมแขนแน่นกว่าเดิม แล้วเร่งให้เย่อวี๋หรานรับเงินทอน เพราะกลัวอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ
ถึงนางจะไม่ชอบผ้าขาว แต่ถ้าไม่เอาผ้าขาวก็ไม่เหลืออะไรแล้ว ให้ซื้อเองคงตัดใจซื้อไม่ลง อีกอย่าง หลานสาวคนนั้นของนางย้อมผ้าเป็นไม่ใช่หรือ? เดี๋ยวค่อยเอาไปให้นางย้อมให้ก็ได้
ออกมาจากร้านขายผ้า เย่อวี๋หรานยังพาทุกคนแวะไปที่แผงขายอาหารเพื่อรับประทานก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศ
ระหว่างกิน จูเอ้อร์เม่ยยังมีสีหน้าเดียดฉันท์ “ก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศที่เรือนก็มี ทำไมต้องถ่อมากินถึงที่นี่? กลับไปกินที่เรือนก็ได้เหมือนกันนี่นา? จะอุดหนุนการค้าของตัวเองก็ไม่เห็นต้องทำแบบนี้…”
คนพูดเช่นนี้ก็คือนาง คนกินเยอะที่สุดก็คือนาง ทั้งยังให้คนตักเนื้อตุ๋นพะโล้เพิ่มให้ตัวเองอีกหนึ่งชิ้น ลอยหน้าลอยตาพูดว่า กิจการของครอบครัว การค้าที่ไม่มีต้นทุนแบบนี้ ทำไมจะกินไม่ได้?
เด็กหนุ่มที่รับผิดชอบดูแลแผงร้านออกจะไม่เต็มใจ
เจี่ยงโหย่วเซิงรีบวิ่งเข้ามากระซิบว่า “น้องสาวแท้ ๆ ของสามีจูต้าเหนียง อดทนหน่อย ถึงอย่างไรก็มาแค่ครั้งสองครั้ง ไม่ได้มาบ่อย ๆ”
บอกให้คนผู้นั้นคีบมาหนึ่งชิ้นแล้วนำไปส่งให้ด้วยตนเอง
จูเอ้อร์เม่ยมองใบหน้ายิ้มแย้มของเจี่ยงโหย่วเซิงแล้วรู้สึกรื่นหูรื่นตา นางยิ้มชมเชยว่าเขาหน้าตาไม่เลว เป็นเด็กหนุ่มที่มีชีวิตชีวาคนหนึ่ง
“ยังไม่แต่งงานกระมัง? คราวหน้ามาที่เรือนอีก เดี๋ยวจะให้จูต้าเหนียงของเจ้าช่วยแนะนำเด็กสาวหน้าตาสะสวยให้เจ้า!” ไม่พูดกับเย่อวี๋หรานสักคำก็หางานมาให้คนเขาเสียแล้ว
เจี่ยงโหย่วเซิงเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันดีจึงไม่ถือเป็นจริงเป็นจัง เพียงแค่ยิ้มรับเท่านั้น
เขาหาโอกาสไปถึงข้างกายเย่อวี๋หรานแล้วถามว่า “จูต้าเหนียง เป็นอย่างไรบ้าง?”
เย่อวี๋หรานคอยสังเกตความเคลื่อนไหวรอบกายพลางเอ่ยเสียงเบา “อืม! ยืนยันแล้ว เป็นพิษทองคำดำ”
“มันคืออะไรกัน? เจี่ยงโหย่วเซิงไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ
“ข้าก็ไม่รู้ ท่านหมอประจำโรงหมอไป่เย่าถังบอกว่าแก้พิษได้จึงสั่งยาให้แล้ว” เย่อวี๋หรานยังเอ่ยถึงเรื่องที่นางถูกท่านหมอไป๋หลี่น้อยหยั่งเชิงด้วยเช่นกัน
นางไม่ทราบภูมิหลังของโรงหมอไป่เย่าถัง แต่เพราะเรื่องคราวนี้ พวกตนอาจดึงดูดความสนใจของฝ่ายตรงข้ามเสียแล้ว
“ถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากให้พวกเจ้าช่วยสืบให้หน่อย”
“สืบได้ไม่มากก็ไม่เป็นไร อย่าทำให้อีกฝ่ายรู้ตัว”
……
เจี่ยงโหย่วเซิงแสดงออกว่าได้ยินแล้ว
เมื่อจูเอ้อร์เม่ย จูเอ้อร์ และหลิวซื่อกินอิ่มแล้ว ทั้งยังแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเป็นที่เรียบร้อย เย่อวี๋หรานก็พาทุกคนเดินทางกลับ
เมื่อกลับถึงหมู่บ้านสกุลจู ฟ้ายังคงสว่าง ทุกคนจึงกล่าวลาแล้วแยกย้ายกลับเรือนตนเอง
“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้ากลับก่อนนะเจ้าคะ เดี๋ยวตอนเย็นข้าจะไปหาปาเม่ยที่เรือนท่าน ท่านช่วยบอกปาเม่ยให้ข้าด้วยว่าถึงตอนนั้นจะให้นางย้อมสีผ้าให้ข้า” จูเอ้อร์เม่ยไม่กล่าวถึงเรื่องเงินสักคำ
หลังจากคลุกคลีกันมาสักพัก เย่อวี๋หรานพอจะเข้าใจนิสัยของอีกฝ่ายแล้วจึงพูดว่า “ข้าไม่ยุ่งเรื่องรับจ้างย้อมสีผ้า เจ้าไปคุยกับปาเม่ยเอาเอง”
“คนกันเอง มาพูดเรื่องรับจ้างไม่รับจ้างอะไรกัน?” จูเอ้อร์เม่ยกล่าว “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านเป็นคนซื้อผ้ามาเองนะ ท่านคงไม่ได้คิดจะให้ปาเม่ยรับเงินจากข้าหรอกใช่ไหม? คนครอบครัวเดียวกันทำแบบนี้มีที่ไหน? ถ้าทำแบบนี้ ข้าจะซื้อผ้ามาทำไม?”
“เจ้าจะไม่เอาก็ได้”
จูเอ้อร์เม่ยสะอึก “ต้องเอาอยู่แล้วสิ เงินซื้อผ้าอย่างไรก็คงแพงกว่าค่าย้อมผ้า ข้าไม่โง่หรอกนะ!”
“ในเมื่อไม่โง่ก็ไม่ต้องพูดแล้ว”
จูเอ้อร์เม่ยอารมณ์เสียมาตลอดทาง
เดินมาจนถึงประตูเรือนตนเองแล้ว นางยังบ่นฮึดฮัด “พี่สะใภ้ใหญ่ทำเกินไปแล้ว ซื้อผ้าให้ข้าแล้ว เงินค่าย้อมผ้ากลับจะให้ข้าจ่ายเองเนี่ยนะ นางต้องการอะไรกันแน่? นางอยากได้เงินข้างั้นเรอะ?”
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นที่มาได้ยินเข้าโดยบังเอิญ…เรื่องนี้ พวกข้าไม่ยุ่งหรอกนะ!
แม่เฒ่าจูได้ยินเช่นนั้นก็พูดว่า “เอาล่ะ เลิกบ่นได้แล้ว คนเขาซื้อผ้าให้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว เจ้ายังต้องการอะไรอีก? เจ้าลูกคนนี้นิสัยเสียจริง ๆ โตขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ความอีก? นางยื่นมือมาช่วยเหลือเจ้า คนที่ควรซื้อของให้นางคือเจ้าต่างหาก แต่เจ้ารับของจากนางแล้ว ยังมาบ่นอยู่ตรงนี้อีก มันใช้ได้ที่ไหน…”
“ท่านแม่ ท่านอยู่ฝ่ายใครกันแน่?” จูเอ้อร์เม่ยไปนั่งเบียดแม่เฒ่าจูแล้วเอ่ยว่า “ข้าเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของท่านนะ!”
“อย่าทำให้ข้าโมโหจนตายก็พอ ยังจะมาลูกสาวแท้ ๆ อีก กลับมาแล้วก็ช่วยน้องสะใภ้ของเจ้าทำงาน อย่าเอาแต่เอ้อระเหยอยู่ทั้งวัน ทำตัวราวกับเป็นแขก เจ้าไม่ใช่แขกเสียหน่อย…”
ครั้นได้ยินมารดาสั่งให้ไปทำงาน จูเอ้อร์เม่ยก็รีบหาข้ออ้างทันที “โอ๊ย ท่านแม่ เอวข้าดูเหมือนจะเคล็ดเลยเจ้าค่ะ!”
“เคล็ดได้อย่างไร?” แม่เฒ่าจูหลงกลดังคาด เอ่ยถามอย่างเป็นห่วงเป็นใยว่าเจ็บตรงไหน
จูเอ้อร์เม่ยชี้ไปตรงจุดหนึ่งแล้วกล่าวอย่างน่าสงสาร “ตรงนี้ โอ๊ย…เจ็บเจ้าค่ะ! คงเคล็ดตอนลงจากเกวียนเทียมวัวกระมัง”
“เมื่อกี้ทำไมไม่พูด?” แม่เฒ่าจูกล่าวเป็นเชิงตำหนิ
จูเอ้อร์เม่ยกล่าวอย่างน้อยใจ “ข้ากลัวว่าท่านจะเป็นห่วงนี่นา”
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นที่อยู่ข้าง ๆ ทอดถอนใจ ดูเอาเถอะ ผู้ใดใช้ให้นั่นคือมารดาบังเกิดเกล้าของคนเขาเล่า? ลูกสาวในไส้กับลูกสาวคนอื่นย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว!