ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 553 ควบคุมตัว
บทที่ 553 ควบคุมตัว
ข้าพูดขนาดนี้แล้ว เจ้ายังจะมาไม้นี้อีกเนี่ยนะ?!
เฉียนซินอับอายจนชักจะโมโห รู้สึกเหมือนตนเองถูกปั่นหัวเล่น
เย่อวี๋หรานตวัดสายตามอง ข้าตั้งใจปั่นหัวเจ้า แล้วจะทำไม?
เฉียนซินเดือดดาล เขาขึงตาจนแทบฉีก “หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์”
เขาพ่นฉายานั้นออกมาอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เพียะ!
เย่อวี๋หรานตวัดมือข้างหนึ่งตบฉาด กล่าวอย่างเย่อหยิ่งว่า “เจ้ามีสิทธิ์เรียกหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ด้วยเรอะ? มารยาทของเจ้าไปไหนหมด? พ่อเจ้าไม่ได้สอนเลยเรอะว่าควรพูดจาอย่างไรกับผู้อาวุโส?”
เฉียนซินถูกฝ่ามือนั้นตบจนใบหน้าบวมเป่ง
ความโมโหเดือดดาลกลายเป็นความเคียดแค้น เขามองเย่อวี๋หรานตาขวาง “ข้าไม่สนใจหรอกว่าเป็นเรือนของใคร ตัดสัมพันธ์อะไร นี่คือเรือนสกุลจู แม่ข้าตายอยู่ในเรือนสกุลจู พวกเจ้าอย่าคิดว่าจะรอดตัวไปได้แม้แต่คนเดียว!”
“ท่านไม่คิดจะให้สูตร ก็ได้ งั้นก็ค่อยไปคุยกันในคุกเถอะ”
เฉียนซินกล่าวจบก็ลุกขึ้น เดินไปดึงแขนเหล่าเฉียนผู้เป็นบิดา “กลับ”
“หา กลับอะไรกัน? แต่…ยังไม่ได้สูตรเลยนะ” เหล่าเฉียนถูกลากเดินจากไป
ทุ่มเทมาครึ่งค่อนวันแล้ว แต่ไม่ได้อะไรมาสักอย่าง จะกลับไปทั้งอย่างนี้เนี่ยนะ?
เหล่าเฉียนไหนเลยจะทำใจไปได้ เขาหันกลับไปมองเย่อวี๋หราน
เขาปรามาสว่า “หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์อย่างเจ้าเกินไปจริง ๆ เพื่อสูตรอาหารสูตรเดียวก็ไม่สนใจชีวิตของคนทั้งครอบครัวแล้ว? นี่มันบ้าชัด ๆ…”
คาดว่าแม้แต่เขาเองก็คิดไม่ถึงว่าถึงขั้นมีคนตายแล้ว เย่อวี๋หรานก็ยังไม่ยอมมอบสูตรอาหารออกมา
เขาไม่ได้รู้เลยว่า สาเหตุที่เฉียนซินรีบร้อนจากไปเช่นนี้เป็นเพราะความอับจนปัญญา
ก่อนหน้านี้พวกเขาสองคนใจร้อนอยากให้เย่อวี๋หรานมอบสูตรออกมา แต่กลับมองข้ามเรื่องสถานที่เสียชีวิตของจูเอ้อร์เม่ย รวมถึงเรื่องที่สองครอบครัวตัดขาดความสัมพันธ์กันไปแล้ว
ต่างจากเหล่าเฉียนที่ไม่เคยพบโลกกว้าง ต่อให้เฉียนซินไม่ได้เรื่องกว่านี้ก็ยังทราบว่าพอเย่อวี๋หรานพูดแบบนั้น หากจะถกกันขึ้นมาจริง ๆ ครอบครัวของเย่อวี๋หรานก็สามารถปลีกตัวจากเรื่องนี้ไปได้อย่างง่ายดาย
คนที่จะโชคร้ายก็มีแต่ครอบครัวของจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ
แต่ครอบครัวจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อซวยแล้วจะมีประโยชน์อะไร สิ่งที่พวกเขาอยากได้คือสูตรอาหารต่างหาก
พวกเขาเอาชีวิตมาเป็นเดิมพันเชียวนะ พวกเขาต้องช่วยเถ้าแก่ถังชิงสูตรอาหารมาให้ได้ มิฉะนั้นก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต
ครานี้ประเสริฐยิ่ง เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จะชิงสูตรมาอย่างไร?
ถ้าไม่รีบถอยทัพ คิดหาวิธีการอื่น จะให้เขาออกปากทวงค่าชดเชยจากครอบครัวของจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่องั้นหรือ?
ถ้าทำอย่างนั้น แล้วจะแสดงละครต่อไปอย่างไร?
มิสู้หยุดทุกอย่างไว้ตรงนี้ กลับไปคิดหาวิธีการแล้วค่อยว่ากันอีกที
เหล่าเฉียนถูกลากออกมาโดยไม่ได้เอาอะไรติดมือมาด้วย เฉียนซินเดินไปหลายก้าวแล้วค่อยตระหนักได้ รีบหันกลับมากล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านเอาท่านแม่มาด้วยสิ นั่นคือหลักฐานนะ!”
ถ้าไม่มีศพ พวกเขาจะกลับมาทวงสูตรอาหารจากหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ได้อย่างไร?
“แต่คนตายตัวหนักนี่นา…”
เหล่าเฉียนยังพูดไม่จบก็ถูกเฉียนซินถลึงตาใส่ “ตัวหนักงั้นหรือ ท่านยังจะเอาสูตรอาหารอยู่ไหม?”
“เจ้าต่างหากที่อยากได้ ข้าแค่อยากรวย…” เหล่าเฉียนพึมพำด้วยเสียงที่คิดเอาเองว่าคงไม่ดังนัก
ตอนที่เหล่าเฉียนก้มลงไปแบกคน คนในเรือนยังคอยชมความครึกครื้น ไม่หรอกมั้ง จะไปทั้งอย่างนี้รึ?
หญิงปากสว่างเห็นว่าเรื่องจะจบลงเพียงเท่านี้ก็ไม่ยินยอม โพล่งความในใจของทุกคนออกมาว่า “นี่ พวกเจ้าจะกลับไปทั้งอย่างนี้? เรื่องมันยังไม่จบเลยนะ?”
“ถึงจะตัดขาดกันแล้ว แต่ก็แซ่จูเหมือนกัน เป็นครอบครัวเดียวกันนะ”
“อีกอย่าง พวกเขาสองบ้านก็คืนดีกันแล้วนี่?”
……
ถึงได้บอกว่าหญิงปากสว่างเป็นพวกไร้สมอง หนังสือตัดญาติยังอยู่ เรื่องคืนดีกันหรือไม่คืนดีกัน อีกฝ่ายพูดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือไร?
จูหย่งหนิงอยู่รั้งท้ายไปเล็กน้อย พอได้ยินภรรยาของตนกล่าวเช่นนั้นก็โมโห ปราดเข้าไปถีบบั้นท้ายของนาง
“ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า ทำไมเจ้าพูดมากอย่างนี้?”
จูหย่งหนิงย่อมต้องเข้าข้างคนสกุลจูอยู่แล้ว หญิงปากสว่างบาดหมางกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ แต่ก็ยังแซ่จูอยู่ดี
ในเมื่อเป็นคนแซ่เดียวกัน ยามอยู่ต่อหน้า ‘คนนอก’ ก็คือคนครอบครัวเดียวกัน ต้องร่วมใจกันรับมือ
พฤติกรรมเข้าข้างคนนอกของหญิงปากสว่างเช่นนี้ย่อมทำให้เขาบันดาลโทสะเป็นธรรมดา เขาตะคอกต่อไปว่า “เจ้าอยากถูกปลดใช่ไหม? ถ้าเจ้าอยากนัก ตอนนี้ข้าก็จะปลดเจ้าเสียให้สมใจ…”
“เปล่า ๆๆ เปล่านะ” หญิงปากสว่างกุมบั้นท้ายของตัวเองแล้วรีบมุดเข้าไปในฝูงชนทันที
พูดล้อเล่นกันเรอะ จูเอ้อร์เม่ยถูกปลดได้ไม่นานก็ตายเสียแล้ว นางไม่อยากถูกปลดหรอกนะ!
แค่ขายหน้ายังพอทำเนา แต่จะรักษาชีวิตไว้ได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่
เรื่องทำนองนี้ บางครอบครัวกดดันลูกสาวที่ถูกปลดกลับมาที่บ้านให้ถึงที่ตายเพื่อรักษาหน้าตาเอาไว้ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ตอนที่หญิงปากสว่างมาถึงไม่ได้เห็นว่าจูเอ้อร์เม่ยล้มไปนอนบนพื้นได้อย่างไร นางจึงใช้ความคิดของคนพาลคาดเดาไปในแง่ร้าย คิดว่าคนสกุลจูคงทำไปเพราะเจตนาเช่นนั้นเอง
คนตายไปก็แค่หาเสื่อสักผืนมาห่อร่าง ทั้งไม่อนุญาตให้นำร่างไปฝังไว้ในสุสานบรรพชน
แต่คิดไม่ถึงว่าคนสกุลเฉียนจะมาเอาตอนนี้พอดี หญิงปากสว่างที่อยากให้หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เคราะห์ร้ายใจจะขาดอยู่แล้วก็ย่อม…
แค่กแค่ก ทุกคนย่อมรู้ว่าอะไรเป็นอะไร!
คนทั้งหลายเห็นท่าทางของหญิงปากสว่างก็หัวเราะครืน
เห็นได้ชัดว่า ‘การตาย’ ของจูเอ้อร์เม่ยไม่ได้ทำให้ใครเศร้าใจเลยแม้แต่น้อย
พ่อลูกสกุลเฉียนมองข้ามจุดนี้ไปโดยสิ้นเชิง พวกเขายังไม่มีแก่ใจมาสนใจเรื่องนี้
คนทั้งสองหามคนแล้วก็มุ่งหน้าไปยังประตูเรือนทันที
เท้าคู่หนึ่งขวางหน้าพวกเขาเอาไว้
ตามด้วยเท้าคู่ที่สองและคู่ที่สาม
ครั้นพวกเขาเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นลูกชายของเย่อวี๋หรานนั่นเอง
จูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่สองมือกอดอก จ้องพวกเขาด้วยสีหน้าดุดัน
เหล่าเฉียนและเฉียนซินพลันใจหายวาบ แทบทำจูเอ้อร์เม่ยหลุดจากมือ
“เจ้า…พวกเจ้าจะทำอะไร?” เสียงเหล่าเฉียนสั่นเครือ
เขาคล้ายจะตระหนักขึ้นมาเดี๋ยวนั้นเองว่า สาเหตุที่ทุกคนหวั่นเกรงหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ถึงเพียงนั้น หาใช่แค่เพราะตัวนางเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเพราะนางมีลูกมาก คลอดลูกชายร่างสูงใหญ่ออกมาตั้งหลายคน
เขาแก่แล้ว ลูกชายของเขาก็ผอมแห้ง ถ้าต้องใช้กำลังกันจริง ๆ เกรงว่าพวกเขาคงต้องเอาชีวิตมาทิ้ง
“ไม่ได้จะทำอะไร แต่ถ้ายังพูดจากันไม่รู้เรื่องแล้วปล่อยให้พวกเจ้ากลับไปทั้งอย่างนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาแล้วเจ้ามาใส่ร้ายหมู่บ้านสกุลจูของพวกข้าเล่า?” เย่อวี๋หรานถือมีดเดินเข้ามาหาอย่างแช่มช้า “พวกเจ้าจะรีบไปไหน พวกเจ้าอยากเรียกร้องความเป็นธรรมไม่ใช่รึ ข้าให้คนไปเชิญเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสมาให้แล้วนี่ไง”
เหล่าเฉียนและเฉียนซินหันหน้ากลับมาก็เห็นร่างของเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจู
เฉียนซินยกมือห้ามไม่ให้บิดาของเขาพูดอะไรออกมา “นั่นคือเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของหมู่บ้านของพวกท่าน พวกเขาย่อมต้องปกป้องพวกท่านอยู่แล้ว ไม่มีทางปกป้องพวกข้า…”
ด้วยสมองของบิดาเขา เขากลัวว่าบิดาเขาจะทำเรื่องพังเสียมากกว่า!
ยามนี้สถานการณ์ไม่เอื้อต่อพวกเขา ต้องรีบจากไปโดยไว ไม่ใช่มัวมาโต้คารมกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์อยู่ตรงนี้
ถิ่นของคนอื่น คนของคนอื่น ความเป็นธรรมย่อมอยู่กับฝั่งตรงข้ามอยู่แล้ว พวกเขาไม่ได้โง่เสียหน่อยจะได้รั้งอยู่ที่นี่
“จะรีบไปไหน เชิญเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของหมู่บ้านพวกเจ้ามาก็ได้แล้วนี่?” เย่อวี๋หรานพยายามยื้อเวลาอย่างเปิดเผย
ขณะเดียวกันก็วางแผนจะกักตัวคนเอาไว้
ในเมื่อเชิญคนมาแล้ว ระยะทางไปกลับทำให้เสียเวลานี่นา ทั้งต้องสอบปากคำ ทั้งต้องสอบสวน ให้พ่อลูกสกุลเฉียนพักอยู่ในหมู่บ้านสกุลจูสักหลายวันก็คงไม่เป็นไรกระมัง?
เป็นเช่นที่เฉียนซินคาดเอาไว้ ถ้าถูกควบคุมตัวเอาไว้ในถิ่นของคนอื่น ข่าวสารข้างนอกเป็นอย่างไร อีกฝ่ายพูดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นไม่ใช่รึ?
“ไม่จำเป็น พวกข้าจะกลับไปเชิญมาเอง” เฉียนซินปฏิเสธ
น่าเสียดาย ยามนี้พวกเขาไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธอีกแล้ว เพราะเมื่อเย่อวี๋หรานส่งสายตาให้จูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่ พวกเขาก็ลงมือทันที