ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 554 เตรียมโลงศพให้เรียบร้อยก่อนฟ้ามืด
บทที่ 554 เตรียมโลงศพให้เรียบร้อยก่อนฟ้ามืด
พี่น้องสกุลจูรับหน้าที่จับพ่อลูกสกุลเฉียนมัดเอาไว้ ขณะที่หลิวซื่อ หลี่ซื่อ รวมถึงจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นหามจูเอ้อร์เม่ยออกไป
เฉียนซินเห็นเช่นนั้นก็ร้อนใจ “พวกเจ้าจะเอาแม่ข้าไปไหน?!”
“หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ เจ้าโหดเหี้ยมนัก เจ้าคิดจะทำลายศพทิ้งเพื่อทำลายหลักฐานใช่ไหม?”
“ข้าบอกเจ้าไว้ตรงนี้ แม่ข้าถูกพวกเจ้าวางยาพิษฆ่าตาย ข้ามีหลักฐานแน่นหนา พวกเจ้าอย่าคิดว่าจะรอดตัวไปได้”
“คนมากมายเห็นหมดแล้ว แม่ข้าถูกพิษตาย ถ้าพวกเจ้ากล้าเป็นพยานเท็จให้หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ พวกเจ้าจะต้องไม่ตายดีแน่”
……
เย่อวี๋หรานรำคาญที่เขาพูดมากจึงให้คนอุดปากสองพ่อลูกเอาไว้
เฉียนซิน: “อื้อ ๆๆ…”
เหล่าเฉียน: “…”
ไม่ต้องร้องแล้ว ปากถูกอุดไว้แบบนั้น ร้องไปจะมีประโยชน์อะไร?
เฉียนซินร้อนใจยิ่งนัก จบกัน! ถ้าถูกมัดเอาไว้ แล้วใครจะไปส่งข่าวให้เถ้าแก่ถังเล่า?
น่าเสียดาย ร้อนใจแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ เพราะพวกเขาสองคนถูกมัดไว้เสียแล้ว ทั้งยังถูกเย่อวี๋หรานนำตัวไปขังไว้ในห้องเก็บฟืน แล้วให้ลูกชายตนเองคอยเฝ้า
“เอาล่ะ ไม่ต้องดูแล้ว ยังล้อมอยู่ตรงนี้ทำไม?” ผู้อาวุโสสกุลจูได้รับสัญญาณสายตาของเย่อวี๋หรานก็รีบบอกให้คนแยกย้าย “กลับเรือนตัวเองไปเถอะ แยกย้ายได้แล้ว”
คนในหมู่บ้านสกุลจูยังอยากดูเรื่องสนุกต่อ แต่เมื่อผู้อาวุโสออกปากแล้ว พวกเขาก็ได้แต่ทยอยกลับเรือนตัวเอง
“นี่ เจ้าว่าเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป?”
“เป็นอย่างไรต่อไป? จูเอ้อร์เม่ยไม่ได้ตายอยู่ที่เรือนจูเหล่าโถวเสียหน่อย ต่อให้ต้องคิดบัญชีกันจริง ๆ ก็ไม่เดือดร้อนถึงจูต้าเหนียงหรอก”
“ก็จริง แต่เหล่าเฉียนจะยอมรึ? ดูจากท่าทางของพวกเขาสองพ่อลูกแล้วไม่น่าจะยอมนะ…”
……
ขณะแยกย้ายยังไม่วายถกเถียงกันจอแจ
พวกเขาต่างมีความคิดเห็นของตนเองต่อเรื่องนี้ แต่มีอย่างหนึ่งที่เห็นตรงกัน นั่นก็คือไม่มีใครสงสัยเรื่องการตายของจูเอ้อร์เม่ย
ทั้งไม่มีใครสังเกตว่า ตอนที่จูเอ้อร์เม่ยถูกหามจากไป หมอชาวบ้านของหมู่บ้านสกุลจูก็ตามไปด้วยเช่นกัน
ครั้นหมอชาวบ้านเห็นเย่อวี๋หรานเข้ามาก็รีบเดินเข้าไปหา “จูต้าเหนียง คงได้แล้วกระมัง?”
ชั่วชีวิตนี้เขาไม่เคยทำเรื่องน่าละอายใจเช่นนี้มาก่อนเลย
“ได้แล้ว รบกวนท่านแล้ว ท่านหมอ” เย่อวี๋หรานกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “วันนี้ท่านกลับไปก่อนเถอะ ถ้ามีเรื่องอะไร ข้าจะไปแจ้งท่านอีกที”
“ยังจะมาแจ้งข้าอีก?!” เห็นท่าทางของนาง หมอชาวบ้านก็ว้าวุ่นใจ สงสัยอยู่ครามครันว่าเรื่องนี้คงยังไม่จบ
เขารีบเอ่ยว่า “จูต้าเหนียง ข้าไม่อาจทำเรื่องหลอกลวงคนเช่นนี้อีกแล้ว ข้าเป็นหมอนะ…”
“ข้ารู้ว่าท่านเป็นหมอ ข้าไม่ได้ให้ท่านไปทำร้ายใคร แค่ให้ท่านช่วยหลอกลวงด้วยเจตนาดีก็เท่านั้นเอง ในเมื่อเป็นการหลอกลวงด้วยเจตนาดี ก็ย่อมไม่ใช่คำโกหก” เย่อวี๋หรานพูด
“แล้วคืออะไร?” หมอชาวบ้านเอ่ยถามอย่างลังเล
“ความดี” เย่อวี๋หรานตอบไปสองคำ นางยังรบกวนหมอชาวบ้านว่าให้ช่วยปิดบังเรื่องวันนี้ไปก่อน ยังไม่อาจเปิดเผยออกไปได้ชั่วคราว
หมอชาวบ้านเดินโซซัดโซเซออกไปจากเรือน จมจ่อมอยู่ในภวังค์
ข้าหลอกลวงคนอื่น!
คิดไม่ถึงเลยว่าข้าจะช่วยผู้หญิงคนนั้นหลอกลวงคนอื่น!
ไม่ใช่แค่นั้น ข้ายังวางยาคนอื่นอีกด้วย
แม้นั่นจะเป็นเพียงยาสลบ แต่สำหรับหมอชาวบ้านที่ไม่เคยทำเรื่องน่าละอายใจเช่นนี้มาก่อนก็เป็นเรื่องที่หนักหนามากแล้ว
เย่อวี๋หรานไม่มีเวลามาสนใจว่าหมอชาวบ้านกำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากส่งเขากลับไปแล้ว นางก็กลับเข้าห้องไปสอบถามอาการของจูเอ้อร์เม่ย
“ท่านแม่ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ อาหญิงรองหลับสบายยิ่ง” หลี่ซื่อกล่าว “เมื่อครู่ท่านหมอจับชีพจรให้แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร”
“อืม เช่นนั้นก็ดีแล้ว ถ้านางฟื้นเมื่อไหร่ให้มาเรียกข้า”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่”
…
เย่อวี๋หรานออกมาหารือแผนการขั้นต่อไปกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส
ความจริงได้มีการกำหนดแผนการเอาไว้แต่แรกแล้ว แต่ยังต้องยืนยันหรือปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง พยายามควบคุมเหตุเปลี่ยนแปลงให้อยู่ในขอบเขตที่สามารถรับมือได้ให้มากที่สุด
“ได้ อย่างนั้นนพวกเราก็แยกกันดำเนินการตามแผน”
“ตกลง”
พวกเขาหารือเสร็จเรียบร้อยก็แยกย้ายกันเคลื่อนไหว
เจ้าหน้าที่กลับไปที่เรือนเพื่อบอกโก่วต้านว่าจูเอ้อร์เม่ยเสียชีวิตแล้ว พ่อลูกสกุลเฉียนคิดจะอาศัยเรื่องนี้มากรรโชกทรัพย์จูต้าเหนียง ยามนี้จึงถูกควบคุมตัวเอาไว้
“หา?!” โก่วต้านตะลึงพรึงเพริด
กรรโชกทรัพย์จูต้าเหนียง นั่นมิเท่ากับล่วงเกินจูต้าเหนียงหรอกรึ?
จบกันจบกัน เรื่องเพาะปลูกปีหน้าของหมู่บ้านพวกเขาก็อดแล้วน่ะสิ!
“เจ้ารีบกลับหมู่บ้านไปแจ้งเรื่องต่อเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของเจ้า ให้พวกเขามาที่หมู่บ้านพวกข้าพรุ่งนี้เช้าเพื่อหารือเรื่องนี้”
“ขอรับ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้เลย”
ตอนที่โก่วต้านจะจากไปยังไม่ลืมขโมยมันเทศย่างไปด้วยลูกหนึ่ง
ผู้อาวุโสสกุลจูพาคนมาเตรียมการ ‘งานศพ’ ของจูเอ้อร์เม่ย
แม้จะเป็นงานศพปลอม ๆ แต่ถ้าคิดจะทำให้คนนอกเชื่อก็ต้องหลอกคนในให้สำเร็จเสียก่อน
สิ่งที่งานศพพึงมีมิได้ตกหล่นไปแม้แต่อย่างเดียว
“กะทันหันปานนี้?”
“เฮ้อ…ใครจะไปคิดเล่า ประเดี๋ยวจำไว้ว่าต้องไปช่วยงานบ้านจูเหล่าซานด้วยนะ อย่าลืมล่ะ”
“ตกลง ข้าทราบแล้ว ผู้อาวุโส”
……
ทางด้านเย่อวี๋หรานกำลังใคร่ครวญว่าจะเกลี้ยกล่อมพ่อเฒ่าจูกับแม่เฒ่าจูอย่างไรดี
เพราะตอนที่เริ่มทำเรื่องนี้ได้ปิดบังต่อผู้เฒ่าทั้งสอง ตอนนี้ต้องทำอย่างเปิดเผยแล้ว ละครหลังจากนี้ย่อมต้องแสดงต่อไปจนจบ
ความคิดของเย่อวี๋หรานเรียบง่ายยิ่งนัก ผู้เฒ่าทั้งสองอายุมากแล้ว เรื่องนี้ไม่ต้องเข้ามามีส่วนร่วม อ้างว่าสุขภาพไม่อำนวย ปลีกตัวไปจากเรื่องนี้ ให้พักอยู่ที่เรือนหลังใหม่ไปก่อนชั่วคราว
เมื่อพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูทราบเรื่องแล้วก็ต้องใจเต้นแรงด้วยความตระหนก “เอ้อร์เม่ยไม่เป็นไรกระมัง?!”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ คนยังสบายดี กำลังหลับอยู่” เย่อวี๋หรานกล่าว “ช่วงนี้พวกท่านก็พักอยู่ที่นี่ไปก่อน เรื่องอื่นไม่ต้องกังวล เลี้ยงเหลน กินข้าวและพักผ่อนให้ดี รอจนเรื่องสิ้นสุดลงแล้ว พวกท่านค่อยกลับไปนะเจ้าคะ”
“นานเท่าใดหรือ?” พ่อเฒ่าจูหนักแน่นกว่าไม่มากก็น้อย
แต่เรื่องที่แม่เฒ่าจูค่อนข้างกังวลก็คือ “เอ้อร์เม่ยคงไม่ได้รับความลำบากอะไรหรอกนะ? เมียเจ้าใหญ่ ข้าไม่ได้จะว่าอะไรหรอกนะ แต่ว่า…ข้าแค่กังวลเท่านั้น คนตายไม่ตายอะไรกัน อัปมงคล…”
เดิมทีชีวิตของจูเอ้อร์เม่ยก็ไม่ราบรื่นอยู่แล้ว ยังจะมาแกล้งตายอีก ถ้าชีวิตแย่กว่าเดิมแล้วจะทำอย่างไร?
“ไม่มีอะไรอัปมงคลหรอกเจ้าค่ะ ก็แค่แกล้งตายเท่านั้น ไม่ได้ตายจริง ๆ เสียหน่อย ถ้าตายจริงต่างหากถึงจะเรียกว่าสายเกินไป” พอเย่อวี๋หรานได้ยินคำว่าอัปมงคลก็ไม่ใคร่อยากฟังเสียแล้ว
ถ้าไม่เห็นแก่ที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้อาวุโส นางก็อยากพูดสวนกลับไปแล้ว
ชีวิตของลูกสาวท่านราบรื่นหรือไม่ ยังสำคัญกว่าชีวิตของคนทั้งครอบครัวอีกรึ?
ไม่เห็นหรือไรว่าลูกชายที่นางเลี้ยงมากับมือคนนั้นพาคนนอกเข้ามาวางแผนเล่นงานครอบครัวตนเองแล้ว?
ตอนนั้นก็ไม่เห็นว่าพวกเขาจะคิดถึงครอบครัวฝั่งแม่ของตัวเองเลยนี่?
แม่เฒ่าจูพูดไม่ออก นางสะกิดพ่อเฒ่าจูให้เขาช่วยพูด
พ่อเฒ่าจูก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี เขาเพียงกล่าวว่า “พวกข้าก็แค่ไม่สบายใจ…”
“ไม่มีอะไรให้ไม่สบายใจหรอกเจ้าค่ะ พอเตรียมโลงศพเรียบร้อยก่อนฟ้ามืด ก็เอาคนปลอม ๆ วางไว้ในนั้น พวกข้าก็จะอาศัยช่วงที่ไม่มีใครสังเกต ย้ายจูเอ้อร์เม่ยให้มาอยู่กับพวกท่านทางนี้ ถึงตอนนั้นนางมาอยู่กับพวกท่าน พวกท่านจะได้วางใจ” เย่อวี๋หรานคิดไว้เช่นนี้แต่แรกแล้ว
คนโบราณหลีกเลี่ยงการพูดคำว่า ‘ตาย’ แต่เทียบกับเรื่องนี้แล้ว นางเชื่อว่าผู้เฒ่าทั้งสองสนใจว่าจูเอ้อร์เม่ยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่มากกว่า
คนเรามีชีวิตอยู่ มีเรื่องอะไรก็ยังพูดกันได้
แต่ถ้าคนตายแล้ว เช่นนั้นก็ไม่เหลืออะไรแล้วจริง ๆ