ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 555 ความจริงที่โหดร้าย
บทที่ 555 ความจริงที่โหดร้าย
เย่อวี๋หรานพูดถึงขั้นนี้แล้ว พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูย่อมไม่มีอะไรจะพูดอีก
อย่าเห็นว่าพวกเขามักวางท่าเป็นผู้อาวุโสต่อหน้าเย่อวี๋หราน
แต่ความจริง พวกเขากลัวสะใภ้ใหญ่อย่างเย่อวี๋หรานมากทีเดียว ไม่เห็นหรือว่าเวลาพูดจาพวกเขามักจะคอยมองสีหน้าของเย่อวี๋หรานอยู่เป็นระยะ?
กล้าใช้มีด กล้าตัดสินใจปลดลูกชายต่อหน้าคนเป็นบิดามารดาอย่างพวกเขา ถ้าไปล่วงเกินนางเข้า ผู้ใดก็คงไม่มีผลลัพธ์ที่ดี
นับประสาอะไรกับเรื่องของจูเอ้อร์เม่ยที่ยังต้องพึ่งพานางอยู่
นางออกหน้าจัดการให้ พวกตนยังมาท้วงนั่นติงนี่ ถ้านางโมโหจนสะบัดหน้าจากไปไม่ยุ่งแล้วจะทำอย่างไร?
ผู้เฒ่าทั้งสองทราบว่าในครอบครัวสกุลจูมีเพียงเย่อวี๋หรานที่กล้าใช้ไม้แข็ง
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูออกหน้าก็เพราะเห็นแก่หน้าเย่อวี๋หราน
หากปราศจากนาง…
ว่ากันตามตรง เย่อวี๋หรานไม่ได้ใส่ใจความเห็นของผู้เฒ่าทั้งสองขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นนางก็คงไม่ ‘ประหารก่อนแล้วค่อยรายงาน’ ให้ผู้เฒ่าทั้งสองทราบเรื่องเอาตอนท้าย
เพราะนางมีความเชื่อมั่น มั่นใจว่าคนสกุลจูไม่มีใครรอดพ้นไปจากฝ่ามือยูไลของนางได้ นางจึงปล่อยมือ แล้วกระทำเรื่องราวอย่างอาจหาญ
หลังจากจูเอ้อร์เม่ยฟื้นขึ้นมาแล้วก็ไม่ได้โวยวายแต่อย่างใด สงบปากสงบคำยิ่งนัก
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นเห็นเช่นนั้นก็กังวลใจไม่วาย ความผิดปกติใด ๆ ย่อมมีสาเหตุ พี่สาวสามีเป็นแบบนี้คงไม่ได้คิดจะทำเรื่องพิเรนทร์หรอกนะ?
ช่วงเวลาที่จูเอ้อร์เม่ยกลับมาอยู่บ้านเดิมหลายวันนี้ทำให้พวกนางไม่ได้อยู่อย่างสงบ ทั้งคู่จึงอยากให้จูเอ้อร์เม่ยจากไปใจจะขาด
ถ้าไม่ใช่เพราะต้องให้ความร่วมมือกับแผนการของพี่สะใภ้ใหญ่ พวกนางคงไล่คนกลับไปแล้ว
ครั้นเห็นเย่อวี๋หรานถือถาดเดินมา พวกนางสองคนก็รีบเข้าไปหา
“พี่สะใภ้” จูซานเสิ่นขานเรียกเสียงเบา ชี้ไปที่ห้องแล้วเอ่ยว่า “ข้าคิดว่านางดูไม่ชอบมาพากลเจ้าค่ะ”
เย่อวี๋หรานมองผ่านรอยแยกประตูเข้าไปในห้อง แล้วกระซิบถามว่า “เป็นแบบนั้นตั้งแต่ตื่นขึ้นมาแล้ว?”
“เจ้าค่ะ พอรู้ว่าสามีกับลูกชายทำอะไรไปบ้างหลังนางหมดสติ นางก็เป็นแบบนี้”
“ก็ปกตินี่นา” เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างไร้อารมณ์ “ผู้หญิงคนนั้นอายุมากแล้ว แต่กลับพบว่าสามีกับลูกชายอยากให้ตนเองตายไปใจจะขาด จิตใจนางจะรับได้อย่างไร? เป็นเช่นนี้ยังมิสู้ตายไปเสียรู้แล้วรู้รอด ทุกอย่างจะได้จบสิ้นเสียที ตามองไม่เห็นก็ไม่วุ่นวายใจ”
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นเงียบไป ก็ไม่แปลก ถ้าพวกนางเป็นจูเอ้อร์เม่ยก็คงโมโหจนกินอะไรไม่ลงแล้ว
เพราะเหตุนี้ พวกนางสองคนจึงได้เลื่อมใสพี่สะใภ้ใหญ่ยิ่งนักอย่างไรเล่า
ตอนแรกจูเอ้อร์เม่ยยังไม่ยอมร่วมแสดงละครแต่โดยดีอยู่เลย บอกว่าลูกชายกับสามีของนางต้องมารับนางอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นจะมาที่หมู่บ้านสกุลจูทำไม?
เย่อวี๋หรานจึงเดิมพันกับอีกฝ่าย “ถ้างั้นก็เอาอย่างนี้ ในเมื่อเจ้าไม่เชื่อ พวกเราก็มาเดิมพันกันเถอะ”
“ข้าจะเดิมพันกับท่านทำไม ไม่เอา”
เย่วอี๋หรานยั่วยุต่อ “สิบตำลึงเลยนะ เจ้าไม่อยากได้?”
“ท่านมีเงินเยอะขนาดนั้นเชียว?!” ดวงตาของจูเอ้อร์เม่ยพลันลุกวาว
ตอนที่ผู้หญิงคนนี้จะซื้อผ้าขาวมาทำชุดใหม่ให้นางยังขี้เหนียวเสียขนาดนั้น แล้วตัดใจเอาเงินสิบตำลึงมาเดิมพันกับนางได้งั้นหรือ?
“ไม่มีเงินก็มีบ้านอยู่ไม่ใช่รึ? เรือนหลังใหม่ของข้าหลังนั้นยังจะไม่ถึงสิบตำลึงอีกหรือไร?”
เรื่องนี้ล่อลวงใจคนเกินไป จูเอ้อร์เม่ยกลืนน้ำลายดังเอื๊อก นางกล่าวอย่างพลุ่งพล่านว่า “ท่านจะเดิมพันกับข้าจริง ๆ? นั่นคือเรือนหลังใหม่เชียวนะ…”
“ย่อมไม่อาจยกเรือนหลังใหม่ให้เจ้า แต่เอาไปแลกเงิน แล้วจ่ายสิบตำลึงให้เจ้า ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรไม่ใช่รึ?” เย่อวี๋หรานไม่บอกหรอกว่า ด้วยฐานะครอบครัวของตนเองในตอนนี้ การจะเอาเงินสิบตำลึงออกมาจากเงินกองกลางไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
ไม่อย่างนั้น คิดว่าเรื่องที่นางเปิดภัตตาคารร่วมกับพี่เป้านั่นเป็นเรื่องล้อกันเล่น ๆ งั้นเรอะ?
หากมิใช่เพราะเพิ่งเปิดร้าน กิจการยังไม่มั่นคง รายได้แต่ละเดือนก็คงไม่ใช่แค่เท่านี้แล้ว
เรื่องเหล่านี้ย่อมไม่พูดออกมา เพื่อไม่ให้คนอื่นอิจฉาริษยา
คนเราทำตัวสมถะเข้าไว้ย่อมเป็นเรื่องดีกว่า!
ลมหายใจของจูเอ้อร์เม่ยเปลี่ยนเป็นกระชั้นขึ้นมา หัวใจพลันร้อนวาบ “ตกลง ได้อยู่แล้ว ข้าเดิมพันกับท่าน”
“ข้าเดิมพันด้วยเงินสิบตำลึง เจ้าจะเอาอะไรมาเดิมพัน?” เย่อวี๋หรานไม่ได้รีบร้อน นางเอ่ยเสียงเนิบนาบ
“ท่านเป็นคนอยากเดิมพันกับข้าเองนี่ ข้าไม่ได้อยากเดิมพันกับท่านเสียหน่อย…” จูเอ้อร์เม่ยร้อนตัว
อย่าว่าแต่เงินสิบตำลึงเลย เงินไม่กี่อีแปะที่นางมีอยู่ตอนนี้ก็เป็นมารดาของนางแอบให้มาทั้งนั้น
แม่เฒ่าจู: เงินพวกนี้เป็นเงินที่พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าเอามาแสดงความกตัญญูต่อข้ากับพ่อเจ้าเชียวนะ!
เย่อวี๋หรานปรายตามองมาแล้วเอ่ยนิ่ง ๆ “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าต้องทำธุระอย่างหนึ่งให้ข้า เป็นอย่างไร?”
เมื่อเดิมพันกันแล้ว นางก็ให้จูเอ้อร์เม่ยดื่มน้ำชาที่วางยาสลบลงไปด้วยตนเอง จากนั้นทุกอย่างก็ง่ายขึ้นมาก
เย่อวี๋หรานไม่มียา นางไปขอยาจากหมอชาวบ้าน ทั้งยังให้เขาร่วมแสดงละครด้วย ไม่อย่างนั้นจะทำให้พ่อลูกสกุลเฉียนเข้าใจผิดว่าจูเอ้อร์เม่ยตายแล้วได้อย่างไรเล่า?
หมดสติไปเพราะฤทธิ์ยาหรือตายไปจริง ๆ ย่อมต่างกันอยู่แล้ว
ถ้าเป็นคนช่างสังเกตสักหน่อย เพียงตรวจสอบเล็กน้อยก็ย่อมจะมองออก น่าเสียดาย…
พ่อลูกสกุลเฉียนหวังให้จูเอ้อร์เม่ยมีอันเป็นไปเสียขนาดนั้น พอเห็นนางนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ไร้ความเคลื่อนไหว แม้กระทั่งท่านหมอยังส่ายศีรษะ พวกเขาจึงด่วนตัดสินว่านางตายไปแล้ว
สุดท้ายจึงได้มีละครฉากเมื่อครู่นี้
ใช่แล้ว น่าตื่นตาตื่นใจเชียวล่ะ!
สงสารก็แต่จูเอ้อร์เม่ย ตื่นมาได้ยินความจริงที่น่าตกใจเช่นนี้ นางย่อมสะเทือนใจเป็นธรรมดา
เมื่อนางเห็นเย่อวี๋หราน สองตาก็พลันแดงก่ำ มองอีกฝ่ายอย่างโกรธแค้น “ท่านรู้แต่แรกแล้วใช่ไหม?”
เย่อวี๋หรานมีสีหน้าเรียบเฉย นางวางโจ๊กไว้บนโต๊ะข้าง ๆ แล้วค่อยขยับมานั่งลงตรงขอบเตียง
เพราะนางเกรงว่าจูเอ้อร์เม่ยอาจควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ทำถ้วยโจ๊กพลิกคว่ำ อย่างนั้นก็เสียของพอดีน่ะสิ
ยุคสมัยนี้อาหารเป็นสิ่งล้ำค่ามากนะ
“รู้อะไร?” เย่อวี๋หรานถาม
“เรื่องที่เฉียนซินอยากให้ข้าตาย!” จูเอ้อร์เม่ยพูดขณะจ้องอีกฝ่ายตาไม่กะพริบ
“ความจริงมักโหดร้ายอยู่แล้ว เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน”
“ท่าน…”
“พวกนางบอกเจ้าแล้วใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานกล่าวต่อไปโดยไม่เปิดโอกาสให้จูเอ้อร์เม่ยด่าคน “เอาชีวิตของเจ้ามาแลกกับความมั่งคั่งมีหน้ามีตาของครอบครัว เจ้าคิดว่าผู้ชายคนนั้นจะตัดใจทำไม่ลงงั้นหรือ? อย่างไรเสียเจ้าก็แก่แล้ว ลูกหลานก็มีแล้ว จะเก็บเจ้าเอาไว้ทำไม? ให้เจ้ามีโอกาสได้เปล่งประกายครั้งสุดท้ายก่อนตายก็ดีออกไม่ใช่หรือ?”
น้ำเสียงของเย่อวี๋หรานแผ่วเบาอย่างยิ่ง
จูเอ้อร์เม่ยแค้นใจจนเข่นเขี้ยว “เพราะนั่นไม่ใช่ท่าน ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับท่าน ยังจะพูดแบบนี้อยู่ไหม?”
“แน่อยู่แล้ว ข้าไม่ได้โง่เหมือนเจ้าเสียหน่อย ถึงจะปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง เจ้าไม่เห็นหรือว่าเงินทั้งหมดของสกุลจูล้วนอยู่ในมือข้า?” เย่อวี๋หรานถาม
จูเอ้อร์เม่ยสะอึก แต่ก็ยังกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ “เหลวไหล ใคร ๆ ก็รู้ว่าลูกสะใภ้ของท่านล้วนมากความสามารถ ได้กุมเงินเอาไว้ในมือ ท่านโกหกใครกัน? ท่านคิดว่าข้าหลอกง่ายขนาดนั้นเลยเรอะ?”
“ข้าคิดแบบนั้นจริง ๆ เสียด้วย” เย่อวี๋หรานไม่ได้ปฏิเสธ “ไม่อย่างนั้น สามีกับลูกชายจะขายเจ้าแล้ว ทำไมเจ้าถึงไม่รู้ตัวเลยเล่า? พูดตรง ๆ เลยนะ เจ้าช่างล้มเหลวจริง ๆ สามีของเจ้าก็แล้วไปเถอะ ถ้าสามีพึ่งพาได้จริง แม่หมูก็คงปีนต้นไม้ได้แล้ว แต่เฉียนซินเป็นลูกชายของเจ้า แม้แต่ลูกชายของเจ้าก็…”
เย่อวี๋หรานจุ๊ปากติดต่อกันหลายครา
จูเอ้อร์เม่ยเดือดดาลยิ่งนัก นางแค้นจนใจเจ็บ ชี้หน้าเย่อวี๋หรานอยู่เป็นนานก็ยังพูดอะไรไม่ออก
เพราะนางถูกจี้ใจดำ ใช่แล้ว สามีพึ่งพาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ทำไมแม้แต่ลูกชายก็ยังอยากให้นางตายเล่า?!
นั่นคือลูกชายแท้ ๆ ของนาง เป็นคนที่นางเลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออกเลยนะ
นางประคบประหงมปานดวงใจ มีของดีของอร่อยอะไรก็จะนำไปวางไว้ตรงหน้าเขา คิดไม่ถึงว่าวันหนึ่ง คนที่แทงข้างหลังนางกลับเป็นเขา
จูเอ้อร์เม่ยไม่อาจทำใจยอมรับเรื่องนี้ได้เลย
แต่เย่อวี๋หรานกลับเอาเรื่องนี้มาพูดแทงใจดำนางอย่างเปิดเผย