ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 556 สาบานให้ฟ้าผ่า
บทที่ 556 สาบานให้ฟ้าผ่า
“เย่อวี๋หราน!”
ผ่านไปเนิ่นนาน จูเอ้อร์เม่ยค่อยเค้นชื่อนี้ออกมาได้
“ข้าพูดผิดตรงไหน?” เย่อวี๋หรานยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะกล่าวว่า “มีลูกชายเหมือนกัน ลูกชายข้ายังเยอะกว่าเจ้าเสียอีก แต่สุ่มเลือกคนไหนออกมาก็กตัญญูรู้คุณกว่าลูกชายเจ้าทั้งนั้น เจ้าว่าเจ้าล้มเหลวไหมเล่า? ถ้าข้าเป็นเจ้าคงไปซื้อเต้าหู้กลับมาสักก้อน แล้วเอาหัวชนเต้าหู้ตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด”
“ไม่ต้องพูดแล้ว!” จูเอ้อร์เม่ยอารมณ์พลุ่งพล่าน
“ทำไมจะไม่พูด? ปากงอกอยู่บนตัวข้า ก็มีไว้ให้ข้าพูดไม่ใช่หรือไร?”
จูเอ้อร์เม่ยสุดจะกลั้น กางกรงเล็บจะเข้ามาข่วนหน้าเย่อวี๋หรานให้ลายพร้อย
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว นางคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้ ออกแรงเล็กน้อยก็ทำให้ฝ่ายตรงข้ามแหกปากร้องได้แล้ว
“โอ๊ย! เจ็บ…” จูเอ้อร์เม่ยพยายามสะบัดมือของนางให้หลุด แต่กลับพบว่าทำอย่างไรก็ไม่หลุดเสียทีจึงร้อนใจ “ปล่อยนะ ปล่อยข้า!”
เย่อวี๋หรานคลายมือ
จูเอ้อร์เม่ยที่กำลังกระชากมือคืนไปจึงหงายหลังจนท้ายทอยชนเข้ากับกำแพงตรงหัวเตียง
“โอ๊ย…” นางเดือดดาล “ทำไมท่านถึงปล่อยมือล่ะ?!”
เย่อวี๋หรานพูดอย่างไม่รู้ไม่ชี้ “เจ้าบอกให้ข้าปล่อยมือเองนี่?”
“ท่าน” จูเอ้อร์เม่ยโมโหแทบกระอัก “ข้าให้ท่านปล่อยมือท่านก็ปล่อย ท่านคิดจะทำให้ข้าตายงั้นเรอะ? ท่านจงใจแน่ ๆ ท่านอยากให้ข้าล้มลงไปตาย…”
นางยึดถือเย่อวี๋หรานเป็นที่ระบาย บริภาษด่าทอเสียยกใหญ่
เย่อวี๋หรานกลับไม่โมโห นางแคะหูแล้วกล่าวว่า “ด่าพอหรือยัง? ด่าจนพอใจแล้วก็ดื่มน้ำ พักสักหน่อย ข้างนอกจะมืดแล้ว เจ้าจะต้องลงไปนอนในโลงเสียที…”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?! ท่านจะให้ข้าไปนอนในโลง ท่านอยากทำให้ข้าตายเรอะ?” จูเอ้อร์เม่ยด่าคนไปยกหนึ่งแล้ว ความคับข้องใจได้ระบายออกมาจึงรู้สึกดีขึ้นบ้าง
เพิ่งระบายอารมณ์เสร็จก็มาได้ยินเย่อวี๋หรานพูดเช่นนั้น จูเอ้อร์เม่ยจึงแว้ดเสียงขึ้นมาอีก
เย่อวี๋หรานอธิบายว่า “ข้าหมายถึงตุ๊กตาฟางที่จะแต่งกายเลียนแบบเจ้า”
จูเอ้อร์เม่ยถลึงตา “ท่านจงใจแน่ ๆ ท่านอยากทำให้ข้าอกแตกตายใช่ไหม?”
“ข้าอยากอยู่หรอก แต่เจ้าก็ไม่ตายนี่?” เย่อวี๋หรานยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่านางเจตนาทำให้จูเอ้อร์เม่ยโมโห
ใครใช้ให้จูเอ้อร์เม่ยปากจัดแบบนั้นเล่า นางพยายามช่วยเหลือแท้ ๆ ก็ยังมาด่าคน นางก็เป็นคนที่มีความรู้สึกเหมือนกันนะ?
เย่อวี๋หรานไม่คิดว่าตนเองทำเกินไป
“ท่าน!”
จูเอ้อร์เม่ยไม่รู้ว่าวันนี้นางถูกเย่อวี๋หรานทำให้โมโหมากี่ครั้งแล้ว รู้สึกเหมือนนางเอาความโมโหในชั่วชีวิตนี้มาใช้กับวันนี้ไปจนหมด
“โมโหพอแล้วหรือยัง โมโหเสร็จแล้วก็ควรเคารพผลการเดิมพันแล้วกระมัง?” เย่อวี๋หรานกล่าว “ตอนแรกพวกเราตกลงกันแล้วนะว่าถ้าเจ้าแพ้ เจ้าต้องฟังข้า”
“ใครว่าข้าโมโหเสร็จแล้ว?”
เย่อวี๋หรานมองจูเอ้อร์เม่ยที่ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแต่ยังทำท่าโมโหฮึดฮัดราวกับสาวน้อยแรกรุ่นก็รู้สึกระคายสายตาอยู่บ้าง
แต่เห็นแก่ศักดิ์ศรีของอีกฝ่าย นางจึงไม่ได้หัวเราะออกมา เพียงกล่าวว่า “ข้าว่าเจ้าควรพอได้แล้ว ไม่อย่างนั้นถ้าเจ้าถูกลูกชายในไส้ของตัวเองขายไป ยังจะเอาเวลาที่ไหนมาโมโหข้า?”
จูเอ้อร์เม่ย “…”
จริงด้วย เรื่องสำคัญตอนนี้คือเรื่องลูกชายคนโตของนางนี่นา?
นางหลงออกนอกประเด็นมาได้อย่างไรนะ?
“ใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานมองจากท่าทางก็ทราบว่าจูเอ้อร์เม่ยกำลังคิดอะไรอยู่ แต่นางไม่ได้ให้เวลาจูเอ้อร์เม่ยได้ครุ่นคิดจนกระจ่าง จึงได้กล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “โกรธไปก็ไม่มีประโยชน์ ทั้งยังไม่ช่วยแก้ไขปัญหา แทนที่จะมาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ตรงนี้ โมโหจนตัวเองเป็นอะไรไปเสียก่อน คงได้สมใจคนเนรคุณสองคนนั้นพอดี มิสู้ระงับอารมณ์ กินข้าวให้หนำใจ รักษาร่างกายให้แข็งแรง แล้วไปแก้แค้นพวกเขา”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าคงใช้ไม่ได้จนถึงขั้นไม่มีปัญญาจะจัดการสองคนนั้นหรอกนะ?”
“จะพูดอย่างไร เจ้าก็เป็นผู้หญิงสกุลจู ตอนยังสาวเอาเรื่องขนาดนั้น แม้แต่ข้ายังกล้าขัดแย้งด้วย ถ้าเจ้าสู้พวกเขาไม่ได้ ข้าก็คงต้องดูถูกเจ้าแล้ว”
……
ไม่อย่างนั้น ถ้าจูเอ้อร์เม่ยสติแจ่มใสขบคิดจนเข้าใจ เย่อวี๋หรานอ้อมไปอ้อมมาเช่นนี้ก็เสียแรงเปล่าน่ะสิ?
คนเราบางครั้งก็ต้องปลงให้ตก
ถ้าไม่มีเวลาพอจะให้อีกฝ่ายปลงตก ก็หาอะไรให้ทำเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจ
รอจนทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว ทุกประการก็จะกลายเป็นอดีต
จูเอ้อร์เม่ยถูกเย่อวี๋หรานยั่วยุเช่นนี้ ไฉนเลยจะยอมรับความพ่ายแพ้ นางโอ้อวดว่าตนเองมีปัญญาจัดการคนเนรคุณสองคนนั้นได้อยู่แล้ว ไม่ต้องให้หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ลงมือ นางจัดการเองได้
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “ให้เป็นอย่างนั้นเถอะ ข้าก็ไม่อยากยุ่งหรอก”
แต่ความจริงก็คือเข้ามายุ่งแต่แรกแล้ว แต่ตอนนี้นางเพียงต้องการให้จูเอ้อร์เม่ยให้ความร่วมมือเท่านั้น
เมื่อถึงตอนนี้ เห็นจูเอ้อร์เม่ยเรียกความฮึกเหิมคืนมาได้แล้ว เย่อวี๋หรานจึงยกถ้วยโจ๊กบนโต๊ะส่งมาให้
“รองท้องไปก่อน อีกสักครู่ค่อยไปกินข้าวที่เรือนข้า พ่อกับแม่เจ้าก็อยู่ทางนั้น”
จูเอ้อร์เม่ยรับโจ๊กไปแล้ว ยังไม่ทันได้กินก็ถามขึ้นมาเสียก่อน “ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง? ท่านอย่าทำให้พวกเขาตกใจเชียวนะ พวกเขาอายุมากแล้ว แบกรับความสะเทือนใจไม่ไหว”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอโทษด้วย ข้าชอบทำให้คนตกใจเป็นที่สุดแล้ว เจ้าไม่รู้อะไร เห็นพ่อแม่เจ้าพูดไปพลางสังเกตสีหน้าข้าไปพลาง บันเทิงใจดีแท้ ๆ…” เย่อวี๋หรานยิ้มอย่างชั่วร้าย แสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้งว่าข้าชอบทำให้พ่อแม่เจ้าตกใจที่สุดแล้ว แน่จริงเจ้าก็มาเอาคืนกับข้าสิ!
ครั้นได้ยินวาจาของเย่อวี๋หราน จูเอ้อร์เม่ยก็ไม่อาจสงบใจลงได้ รู้สึกว่ามีสะใภ้ใหญ่แบบนี้สักคน บิดามารดาของนางคงอายุสั้นลงหลายปี
แม้บางครั้งจูเอ้อร์เม่ยก็ทำเรื่องที่ไม่สมควรทำ แต่นางกลับกตัญญูต่อบิดามารดายิ่งนัก
นางรีบกินโจ๊กอย่างรวดเร็วแล้วให้เย่อวี๋หรานพาตนไปหาพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจู ตนเองประเดี๋ยวหมดสติ ประเดี๋ยวก็ว่าตายไปแล้ว นางกลัวว่าหากนางไปช้า ผู้เฒ่าทั้งสองจะไม่สบายใจ
อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่เย่อวี๋หรานกลับไปแล้ว แม่เฒ่าจูก็ไม่สบายใจอยู่บ้างจริง ๆ
แม้แต่อาหารเย็นแม่เฒ่าจูก็ไม่อยากกินแล้ว นางบอกพ่อเฒ่าจูว่า “เจ้าว่าสะใภ้ใหญ่คิดอะไรอยู่กันแน่นะ?”
“ข้าจะไปรู้หรือ?” พ่อเฒ่าจูทอดถอนใจ “พวกเรามีใครรู้ว่านางคิดอะไรอยู่บ้าง?”
ความจริงคืออยากพูดว่า ด้วยมันสมองของสะใภ้ใหญ่ผู้นั้น คนสกุลจูมีใครเทียบได้บ้าง?
ถึงคราวแก่ชราแล้ว คนหนึ่งเป็นพ่อสามี อีกคนเป็นแม่สามี แต่กลับต้องคอยสังเกตสีหน้าของสะใภ้ใหญ่ รสชาตินี้มันช่าง…
ราตรีมืดมิดขึ้นทุกขณะ
ที่เรือนของจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ โถงเซ่นไหว้ผู้ตายก็ได้จัดเตรียมเอาไว้แล้ว
โลงศพสีดำสนิทหลังหนึ่งตั้งไว้ที่นั่น แถบผ้าสีขาวถูกแขวนเอาไว้ทั่วบริเวณ
สิ่งที่งานศพพึงมี ที่นี่หาได้ตกหล่นไปแม้แต่อย่างเดียว
มีคนขุดคุ้ยปี่สั่วน่าที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษออกมาเป่าเป็นทำนองโศกสลด เชิญคนทรงเจ้ามาทำพิธี
ระเบียบพิธีนั้นค่อนข้างยิบย่อย จึงจะไม่อธิบายโดยละเอียดแล้ว
คนกำลังเตรียมงานกันอยู่บริเวณหน้าเรือน ส่วนท้ายเรือนพอจูเอ้อร์เม่ยเตรียมห่อสัมภาระเสร็จก็ติดตามเย่อวี๋หรานไปยังเรือนหลังใหม่ของสกุลจูโดยมีจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นช่วยกลบเกลื่อน
แม้เหล่าเฉียนและเฉียนซินจะถูกอุดปากเอาไว้ แต่หูยังคงได้ยิน
มีเพียงตอนกินข้าวและดื่มน้ำเท่านั้นที่จะมีคนมาคลายเชือกให้หลวม ๆ หลังจากนั้นก็จะถูกพี่น้องสกุลจูมัดเอาไว้อีกครั้ง
เฉียนซินพยายามพูดจาขอความเห็นใจ คำว่า ‘น้องชาย’ เรียกหาอย่างสนิทสนมยิ่งนัก ทั้งยังยิ้มประจบ หวังให้ฝ่ายตรงข้ามเปิดทางรอดให้ตนเอง
น่าเสียดายที่ต้องผิดหวัง
“ข้าไม่กล้าหรอก แม่ข้าขึ้นชื่อว่าอารมณ์ร้ายที่สุดแล้ว” จูซื่อกล่าวด้วยท่าทางหวาดกลัว “ถ้าข้าปล่อยท่านไป ข้าอาจถูกท่านแม่ลงโทษเพื่อผดุงความยุติธรรมด้วยการใช้ท่อนไม้ฟาดขาสุนัขข้าหักก็เป็นได้”
“จะเป็นไปได้อย่างไร? เจ้าเป็นลูกชายของแม่เจ้านะ ไม่มีทางหรอก…” เฉียนซินเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง “ข้าเป็นญาติผู้พี่ของเจ้า เจ้าอยากเห็นข้าตายอยู่ที่นี่จริง ๆ?”
จากนั้นเฉียนก็คิดว่าหรือที่ญาติผู้น้องของเขาไม่ยอมปล่อยเขาไป เพราะกลัวว่าเขาจะไปแจ้งความกับทางการ?
เขารีบรับประกันกับจูซื่อและจูอู่ทันทีว่าขอแค่ปล่อยเขาไป เขาจะไม่ทำแบบนั้นแน่นอน ทุกคนเป็นญาติกัน ย่อมไม่อาจทำเรื่องตัดเยื่อไม่เหลือใยแบบนั้นอยู่แล้ว
ตอนแรกที่เขาพูดไปแบบนั้นเป็นเพราะความหุนหันพลันแล่น พูดไปอย่างนั้นเอง
“ข้าสาบาน ข้าไม่ไปแจ้งความ ไม่อย่างนั้นขอให้ฟ้าผ่า!”
สิ้นเสียงเฉียนซิน เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างพลันดังขึ้นมา
จูซื่อและจูอู่หันมามองเฉียนซินอย่างพร้อมเพรียงกัน
เฉียนซิน “…”
มารดามันเถอะ ไม่ต้องบังเอิญขนาดนี้ก็ได้ไหม?!