ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 557 สกุลจูจัดงานศพแล้ว
บทที่ 557 สกุลจูจัดงานศพแล้ว
“ข้าสาบาน!”
เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นมาอีกครั้ง
เฉียนซินใจเต้นระทึก รู้สึกเสียวสันหลังอยู่บ้าง
หรือสวรรค์ต้องการจะทดสอบความจริงใจในคำพูดของเขา?
ไม่ได้นะ เขาก็แค่พูดไปอย่างนั้น ไม่อาจยึดถือเป็นจริงเป็นจัง
เฉียนซินที่นึกกลัวอยู่บ้างคิดว่า อย่างมากเขาไม่ไปแจ้งความเองก็ได้ เขาจะให้คนของเถ้าแก่ถังไปแจ้งความแทน เท่านี้คงได้แล้วกระมัง?
ทันใดนั้น พายุฝนพลันเทกระหน่ำลงมา
ณ เรือนหลังหนึ่งในตำบลอันจิ่ว
เด็กหนุ่มผู้หนึ่งวิ่งฝ่าสายฝน ผ่านโถงทางเดินมาถึงบริเวณหน้าห้องห้องหนึ่งอย่างรวดเร็ว
หน้าประตูห้องมีคนลักษณะคล้ายอันธพาลเฝ้าอารักขา
หนึ่งในนั้นยกมือขึ้น เด็กหนุ่มจึงหยุดลง ยืนปัดเม็ดฝนตามเนื้อตัวออกไป
ระหว่างทางขามาเขากางร่มมาด้วยจึงไม่เปียกมากนัก
มังกรตาเดียวเจียงซู่เดินออกมาจากในห้อง “นายท่านให้เจ้าเข้าไปได้แล้ว”
“ขอรับ”
เขารีบตอบรับทันทีแล้วเดินตามมังกรตาเดียวเจียงซู่เข้าไปในห้อง
ภายในห้องเปิดหน้าต่างบานหนึ่งเอาไว้ หน้าต่างบานนั้นหันหน้าเข้าหาโถงทางเดินที่เขาเพิ่งวิ่งผ่านมาพอดี
โต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่ติดหน้าต่าง บนนั้นมีกระถางต้นไม้หลายกระถาง สุ่ยเซียนฮวาผลิดอกตูม ลักษณะเหมือนกำลังจะบานอยู่รอมร่อ
เถ้าแก่ถังกำลังนั่งอ่านตำราอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่วงท่าสง่างาม เมื่อเห็นเด็กหนุ่มเข้ามาก็เอ่ยว่า “มาแล้ว?”
“คารวะเถ้าแก่ถัง”
เขาแสดงความเคารพอีกฝ่าย
“เอาล่ะ รุดมาตอนเที่ยงแบบนี้ ว่ามาเถอะ มีเรื่องอะไร?” เถ้าแก่ถังวางตำราลงบนเก้าอี้ตัวข้าง ๆ พยักพเยิดเป็นเชิงบอกให้สาวใช้ในห้องถอยออกไป
สาวใช้ค้อมกายแล้วทยอยออกไปจากห้อง
ในไม่ช้า ภายในห้องก็เหลือเพียงเด็กหนุ่ม เถ้าแก่ถังและมังกรตาเดียวเจียงซู่สามคน
“เถ้าแก่ถัง ทางนั้นส่งข่าวมาแล้วขอรับ” เด็กหนุ่มก้มหน้า ทางหนึ่งแอบสังเกตสีหน้าของเถ้าแก่ถัง ทางหนึ่งกล่าวอย่างระมัดระวังว่า “สกุลจูจัดงานศพแล้ว จูเอ้อร์เม่ยตายแล้วขอรับ”
“อ้อ?” เถ้าแก่ถังมองมา “เรื่องตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“เมื่อวานนี้เองขอรับ”
“เฉียนซินไปอาละวาดหรือยัง?”
“ไปแล้วขอรับ แต่ได้ยินว่าถูกจูต้าเหนียงจับมัดเอาไว้”
“งั้นรึ?” เถ้าแก่ถังยกยิ้มมุมปาก “หมายความว่าข้ากำลังจะได้ยินข่าวดีเร็ว ๆ นี้แล้วน่ะสิ?”
“ขอรับ เถ้าแก่ ผู้น้อยขอแสดงความยินดีกับเถ้าแก่ล่วงหน้า ขอให้สมความมุ่งมาดปรารถนาในเร็ววัน โชคลาภไหลมาเทมา ทรัพย์ศฤงคารเต็มเรือน”
รอยยิ้มบนใบหน้าเถ้าแก่ถังกว้างกว่าเดิม แต่ยังบ่ายเบี่ยงว่า “ยังเร็วไปที่จะพูดแบบนั้น ตราบใดที่ยังไม่ได้สูตรอาหารมาไว้ในมือ ข้าก็ยังไม่อาจวางใจ”
“จะเป็นไปได้อย่างไร? สกุลจูไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมแบบนั้น แล้วจะรอดพ้นไปจากเงื้อมมือของท่านได้อย่างไรเล่าขอรับ?”
ครั้นได้ยินถ้อยคำเยินยอของเด็กหนุ่ม จิตใจของเถ้าแก่ถังก็บังเกิดความกระหยิ่มยิ้มย่องที่ยากจะควบคุม
เขาพูดได้หรือว่าที่เขาจับตามองสกุลจูเป็นเพราะเขามีแหล่งข่าวที่รวดเร็วแม่นยำ?
ถ้าไม่ไปได้ยินเข้าโดยบังเอิญว่าสกุลอวี๋ได้สูตรชาดมาจากสกุลจู จึงได้รับการเหลียวแลจากเมืองหลวง เขาก็คงไม่ชายตาแลสกุลจูหรอก
แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่านอกจากสูตรชาดแล้ว สกุลจูยังมีสูตรอาหารอีกด้วย
“สกุลจูช่าง ‘มั่งมี’ เสียจริง!” เขาทอดถอนใจ ก่อนจะกล่าวว่า “ฝู่โถว พวกเราจะกอบโกยเงินได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับเรื่องนี้แล้ว เจ้าจะต้องช่วยข้าจัดการเรื่องนี้ให้หมดจดงดงามเชียวนะ”
“เถ้าแก่ ท่านวางใจเถอะขอรับ ขอแค่เป็นเรื่องที่ท่านสั่งการมา ผู้น้อยจะต้องจัดการให้เรียบร้อยแน่นอน ขั้นต่อไป…”
เถ้าแก่ถังมองมาแล้วเอ่ยว่า “เลี้ยงสวะมานานขนาดนี้ก็ต้องได้ใช้ประโยชน์บ้าง เจ้าจัดการตามเห็นสมควรเถอะ เอาเป็นว่า ข้าต้องการให้สกุลจูไม่เหลือโอกาสพลิกฟื้นได้อีก เข้าใจไหม?”
“ขอรับ เถ้าแก่”
กล่าวถึงตรงนี้ ฝู่โถวก็ไม่ลืมขอผู้ช่วยคนหนึ่งจากเถ้าแก่ถัง อย่างไรเสียเรื่องอย่างการไปเอาชีวิตคนก็ต้องมีใครสักคนไปทำ
เขาเป็นแค่คนวิ่งเต้นคนหนึ่งย่อมไม่มีความสามารถเช่นนั้น ต้องหาคนที่เชื่อใจได้สักคน
เถ้าแก่ถังได้ยินฝู่โถวบอกว่าต้องการยืมตัวผู้ช่วยสักคนก็ไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย เขามองมังกรตาเดียวเจียงซู่ที่ยืนนิ่งไม่พูดไม่จาอยู่ข้างกายตนเองมาแต่ต้น แล้วกล่าวว่า “ได้ เสี่ยวเจียง เจ้าไปสักรอบเถอะ”
“ขอรับ นายท่าน” คำเรียกหาของมังกรตาเดียวเจียงซู่ต่างจากคนอื่น เขาเรียกเถ้าแก่ถังว่า ‘นายท่าน’
ฝู่โถวเผยสีหน้าประหลาดใจระคนยินดี กล่าวอย่างซาบซึ้งใจว่า “เถ้าแก่ ท่านช่างดีต่อผู้น้อยจริง ๆ ถ้าพี่เจียงไปจัดการ เรื่องนี้ก็เป็นอันแน่นอนแล้ว”
เขายังอยากพูดจาประจบมังกรตาเดียวเจียงซู่ แต่อีกฝ่ายตีหน้าเย็นชา ไม่สนใจเขาสักนิด
ใบหน้าร้อน ๆ ของฝู่โถวไปแนบกับบั้นท้ายเย็น ๆ ของผู้อื่นเช่นนี้ เขาออกจะไม่พอใจอยู่บ้าง ‘คิดว่าตัวเองยอดเยี่ยมนักเรอะ?’
ก็แค่เป็นเพลงดาบนิดหน่อยเองไม่ใช่หรือไร?
ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าทำไมเถ้าแก่ถังต้องเก็บเจ้าเอาไว้ข้างกายด้วย?
ชีวิตบนปลายคมดาบเช่นนี้เอาแน่เอานอนไม่ได้ อาจมีสักวันที่ดาบนั้นไปปักอยู่บนร่างเจ้าก็ได้
แม้ในใจจะคิดเช่นนี้ แต่ฝู่โถวกลับไม่กล้าชักสีหน้า ไม่ว่ามังกรตาเดียวเจียงซู่จะตีหน้าเย็นชาอย่างไร เขาก็เอาแต่หัวเราะฮาฮา พยายามประจบอย่างกระตือรือร้น
ในฐานะนักสู้อันดับหนึ่งในสังกัดเถ้าแก่ถัง มังกรตาเดียวเจียงซู่สามารถอยู่บนตำแหน่งนั้นมาได้หลายปีโดยไม่ล้ม ย่อมเป็นเพราะอาศัยความสามารถอันแข็งแกร่ง รวมถึงคนที่เขาช่วยกำจัดให้เถ้าแก่ถังเหล่านั้น
สำหรับเขาแล้ว ภารกิจครานี้หาได้ต่างจากที่แล้วมา ทว่าคนที่เขาต้องไปสังหารถูกมัดไว้ในห้องเก็บฟืนในเรือนของสตรีชนบทผู้หนึ่งก็เท่านั้น
เขาถามฝู่โถวว่ารู้จักคนที่คุ้นเคยสถานการณ์ในหมู่บ้านสกุลจูหรือไม่ ให้เรียกคนผู้นั้นมาให้เขาสอบถาม
“มีแน่นอน ก่อนหน้านี้พวกข้าให้แม่เฒ่าผู้หนึ่งไปที่นั่นมาแล้ว…” ฝู่โถวไม่กล้าทำให้การใหญ่ล่าช้า รีบเรียกคนผู้นั้นมาทันที
อีกด้านหนึ่ง เปาต่าทิงได้ยินเรื่องนี้เข้า เหงื่อเย็น ๆ ก็ไหลโซมแผ่นหลัง
น่าเสียดายที่ตอนนี้เขาถูกคนคอยจับตามองอยู่ ไม่อาจสลัดหลุดได้เลย แล้วจะส่งข่าวเรื่องนี้ได้อย่างไรเล่า?
เขาทำเป็นดื่มสุรากับผู้อื่นต่อไป จากนั้นก็อาศัยช่วงที่อ้างว่าไปเข้าห้องสุขา แล้วไปหาขอทานน้อยคนหนึ่ง “ช่วยไปถ่ายทอดคำพูดให้ข้าที มังกรตาเดียว อย่าพูดผิดล่ะ เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว” ขอทานน้อยพูดติดต่อกัน “ท่านวางใจเถอะ ข้าไม่ได้เพิ่งทำครั้งแรกเสียหน่อย ไม่ไปผิดที่แน่นอน”
ขอทานน้อยรับเงินเหรียญที่เปาต่าทิงส่งมาให้พลางหัวเราะ แล้วหมุนกายวิ่งออกไปจากตรอกนั้น
เงินสองเหรียญนี้อาจไม่มาก ปกติใช้ซื้อซาลาเปาได้ลูกเดียวเท่านั้น แต่ผู้ใดให้คนรับข่าวเปิดแผงขายอาหารเล่า
มิหนำซ้ำแผงขายอาหารนั้นยังเป็นแผงขายอาหารเลิศรสที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในถนนใกล้ ๆ นี้ ตระกูลร่ำรวยทั้งหลายมักส่งบ่าวรับใช้ในเรือนมาต่อแถวซื้อก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศหรือเนื้อตุ๋นพะโล้กลับไปอยู่เป็นประจำ
เรียกได้ว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
ขอทานน้อยโชคดีไม่น้อย ตอนที่เขาช่วยไปถ่ายทอดคำพูดให้คราวก่อน เจี่ยงโหย่วเซิงให้เขากินก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศถ้วยหนึ่งเชียวนะ
ซี้ด~
รสชาตินั้นเยี่ยมยอดเชียวล่ะ ชีวิตนี้เขาไม่เคยกินอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย
ไม่รู้ว่าเขาไปส่งข่าวรอบนี้จะได้กินอีกสักถ้วยหรือเปล่า?
ขอทานน้อยหัวไว เขาไม่ได้ไปทางหน้าร้านของแผงขายอาหารโดยตรง เพราะขอทานน้อยอย่างเขาถ้าเข้าไปทั้งอย่างนี้แล้วจะสะดุดตาเกินไป
เขาจึงหาก้อนหินมาก้อนหนึ่ง โยนไปถึงข้างเท้าของเจี่ยงโหย่วเซิง
ครั้นเจี่ยงโหย่วเซิงมองมา ขอทานน้อยก็ชี้ไปทางตรอกน้อยที่ไม่ดึงดูดสายตาคน แล้วผลุบหายเข้าไปในนั้น
เจี่ยงโหย่วเซิง : เรียกข้า?
แม้จะสงสัยอยู่บ้าง แต่เจี่ยงโหย่วเซิงก็หันไปบอกเด็กหนุ่มข้างกายคนหนึ่ง แล้วค่อยผละไปจากแผงขายอาหาร เดินวกผ่านเส้นทางอื่นเพื่ออ้อมไปหาตรอกน้อยนั้น
ทำอย่างไรได้ แผงขายอาหารของพวกเขามีคนคอยจับตามองอยู่ตลอดเวลานี่นา
ต้องรอบคอบสักหน่อย ระวังไว้ก่อนย่อมเป็นการดี