ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 558 พายุที่มาถึงอย่างกะทันหัน
บทที่ 558 พายุที่มาถึงอย่างกะทันหัน
“เจ้าเรียกข้า?”
“มีคนให้ข้าเอาคำพูดมาบอกต่อ มังกรตาเดียว”
เจี่ยงโหย่วเซิงประหลาดใจ
หมายความว่าอย่างไร?
ส่งข่าวมาแค่นี้ คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกนะ?
ยามกะทันหัน เจี่ยงโหย่วเซิงยังขบคิดไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องราวใด
“ใครให้เจ้ามาส่งข่าว?”
ขอทานน้อยบอกสถานที่มาคร่าว ๆ
เมื่อเจี่ยงโหย่วเซิงได้ยินชื่อร้านสุราก็พอจะคาดเดาได้ราง ๆ
เปาต่าทิงส่งข่าวมาหรอกหรือ!
ในเมื่อเป็นข่าวสารที่เปาต่าทิงส่งมา ย่อมต้องเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด
ไม่ได้การ ข้าต้องรีบไปบอกพี่เป้า
“ข้ารู้แล้ว ตอนฟ้ามืด ที่เก่า ข้าจะเก็บก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศถ้วยหนึ่งเอาไว้ให้เจ้า”
เจี่ยงโหย่วเซิงไม่ใช่คนโง่ เขาได้สัมผัสมาแล้วสองครั้งสองคราก็ทราบว่าสิ่งที่ขอทานน้อยอยากได้คืออะไร
ก็แค่ก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศถ้วยเดียวเท่านั้น ไม่ได้มากมายอะไร เงินไม่กี่เหรียญสามารถซื้อ ‘หูตา’ ที่ไม่ดึงดูดความสนใจของคนอื่นได้ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
ขอทานน้อยยิ้มออกมาดังคาด “ฮิฮิ! ขอบคุณขอรับ พี่เจี่ยง งั้นข้าก็ไม่เกรงใจท่านแล้วนะ เจอกันที่เก่าเวลาเดิม…”
เจี่ยงโหย่วเซิงมีเรื่องกังวลใจจึงไม่รั้งอยู่นาน พอแยกจากขอทานน้อยก็ตรงมาหาพี่เป้าทันที
“พี่เป้า เปาต่าทิงให้คนมาถ่ายทอดคำพูดว่า มังกรตาเดียว” เขาพูด “มังกรตาเดียวคนนี้จะหมายถึงเจียงซู่นักสู้มือหนึ่งของเถ้าแก่ถังหรือไม่? เขาส่งข่าวมาแค่นี้ คงไม่ได้มีเรื่องอะไรหรอกนะ?”
พี่เป้าได้ยินเช่นนั้นก็สังหรณ์ใจไม่ดีเท่าไหร่ “เกรงว่าจะมีคนตายแล้ว”
“อะไรนะ?!” เจี่ยงโหย่วเซิงตกใจ
“เจ้าคิดว่านักสู้มือหนึ่งของเถ้าแก่ถังเป็นกันได้ง่าย ๆ งั้นเรอะ? มือคนแบบนั้นเปื้อนเลือดมาหมดแล้ว” พี่เป้าพูด “เปาต่าทิงไม่มีทางเอ่ยถึงชื่อคนผู้นี้โดยไร้สาเหตุ พวกนั้นคงคิดจะฆ่าคนแน่ ๆ แต่ไม่รู้ว่ามังกรตาเดียวจะลงมือเมื่อไหร่และใครคือเป้าหมายของเขา”
เจี่ยงโหย่วเซิงกลืนน้ำลาย “คงไม่ใช่…พวกเราหรอกนะ?”
“เจ้าเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ เรื่องแบบนี้มาไม่ถึงเจ้าหรอก” พี่เป้าเหลือบมองมาแล้วกล่าวว่า “มังกรตาเดียวลงมือเองคงไม่ใช่แค่การข่มขู่แล้ว ถ้าไม่ใช่การเผด็จศึกในคราเดียวก็คงเป็นการเก็บกวาด ถ้ารวมกับข่าวที่เปาต่าทิงส่งมาก่อนหน้านี้ กรณีที่ตรงกับของพวกเราก็คืออย่างแรก”
“แล้ว…แล้วจะทำอย่างไร?” เจี่ยงโหย่วเซิงย่อมทราบว่าเรื่องใหญ่เช่นนี้ ถ้าจะเกิดก็คงไม่ใช่กับตนเอง
เขารู้สึกกระวนกระวายใจอยู่บ้าง เพราะแม้ว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดกับตนเอง แต่จะต้องส่งผลกระทบต่อตนเองแน่นอน
แค่คิดก็ทราบได้ คิดจะเผด็จศึกในคราเดียวย่อมเป็นการลงมือกับระดับหัวหน้าของฝ่ายตรงข้าม
หัวหน้าของพวกเขา หากไม่ใช่พี่เป้าก็เป็นจูต้าเหนียง ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคนทั้งสอง การค้าของพวกเขาคงดำเนินต่อไปไม่ได้แล้ว
เจี่ยงโหย่วเซิงกล่าวด้วยความร้อนใจ “พี่เป้า ช่วงนี้ท่านไปซ่อนตัวก่อนสักพักดีหรือไม่? ทางด้านจูต้าเหนียงก็ต้องส่งข่าวไปเหมือนกัน ท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกลแบบนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น…”
……
ราตรีลึกล้ำขึ้นทุกขณะ
ถึงเวลานี้ คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านสกุลจูหลับนิทรากันแล้ว
ยกเว้นเพียงเรือนของจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ เพราะเรื่องงานศพของจูเอ้อร์เม่ย เวลานี้เรือนพวกเขาจึงยังคึกคักจอแจ
ประการแรกเป็นเพราะยังไม่ถึงวันเคลื่อนศพไปฝัง อีกประการคือยังคงถกกันว่าจะนำศพไปฝังที่หมู่บ้านสกุลจูหรือหมู่บ้านเฉียนเฉวียน
หากว่ากันตามหลักการ สตรีที่ออกเรือนไปแล้วก็เหมือนกับน้ำที่สาดออกไป ก็ย่อมสมควรนำศพของจูเอ้อร์เม่ยไปฝังในสุสานบรรพชุนสกุลเฉียนที่หมู่บ้านเฉียนเฉวียน
แต่นางถูกเหล่าเฉียนปลดก่อนที่จะเสียชีวิต
หากว่ากันจากมุมนี้ ยามนี้นางก็ไม่ใช่สะใภ้ของสกุลเฉียนอีกต่อไป ถ้าบ้านเดิมเห็นพ้องก็ย่อมต้องนำศพไปฝังที่สุสานบรรพชนฝั่งมารดา
ถ้าเป็นในอดีต หมู่บ้านเฉียนเฉวียนคงคร้านจะเข้ามายุ่ง คนก็ปลดไปแล้ว อยากฝังที่ไหนก็เชิญตามสะดวก
ทว่ายามนี้หมู่บ้านเฉียนเฉวียนตั้งความหวังไว้กับฤดูกาลเพาะปลูกปีหน้า อยากให้จูต้าเหนียงแห่งหมู่บ้านสกุลจูพาพวกเขาเพาะปลูกไปด้วยกัน ถ้าปล่อยให้เอาจูเอ้อร์เม่ยไปฝังที่สุสานบรรพชนสกุลจู ถ้าฤดูกาลเพาะปลูกปีหน้าสกุลจูยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดจะทำอย่างไรเล่า?
ผู้อื่นได้ทำนาน้ำ ได้ปลูกมันเทศ เก็บเกี่ยวได้ผลบริบูรณ์ แต่หมู่บ้านพวกตนไม่ได้อะไรสักอย่าง เรื่องนี้จะได้อย่างไร?
คนหมู่บ้านเฉียนเฉวียนจึงร้อนใจ เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสหลายคนนั้นต่างมาแย่งคน “ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด ไม่ต้องพูดแล้ว เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจู จูเอ้อร์เม่ยเป็นสะใภ้ของหมู่บ้านเฉียนเฉวียนของพวกข้าก็ต้องเอาคนไปฝังที่หมู่บ้านเฉียนเฉวียนของพวกข้าสิ”
“ใช่แล้ว เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจู เอาสะใภ้สกุลเฉียนของพวกข้ามาฝังที่หมู่บ้านสกุลจู เรื่องนี้ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง”
“ไม่ว่าจะพูดอย่างไร จูเอ้อร์เม่ยก็ต้องฝังไว้ในสุสานบรรพชนสกุลเฉียนเท่านั้น”
……
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูได้รับมอบหมายหน้าที่มา พวกเขาไม่คิดจะรับปากง่าย ๆ อยู่แล้ว จึงกล่าวว่า “จะว่าแบบนี้ก็ไม่ถูก จูเอ้อร์เม่ยถูกเหล่าเฉียนปลดแล้ว ย่อมไม่ใช่สะใภ้สกุลเฉียนอีก ถ้าเอาไปฝังที่สุสานบรรพชนสกุลเฉียน อย่างนั้นก็ยิ่งไม่เหมาะสมไม่ใช่เรอะ?”
“ทำไมจะไม่เหมาะสม? พวกข้าก็บอกไปแล้วนี่ เรื่องที่เหล่าเฉียนปลดภรรยาเป็นโมฆะ เขาทำไปโดยไม่มีเหตุผล สกุลเฉียนยังไม่อนุญาตเลยด้วยซ้ำ” ผู้อาวุโสสกุลเฉียนยืนกราน ไม่ว่าเหล่าเฉียนจะทำไปด้วยจุดมุ่งหมายอะไรก็ตาม แต่สกุลเฉียนไม่อนุญาต เรื่องนี้ย่อมเป็นโมฆะ
ยุคสมัยนี้ อำนาจของกลุ่มคนที่ใช้แซ่เดียวกันยังแข็งแกร่งมาก บางครั้งยังมีอิทธิพลมากกว่าทางการเสียอีก
ผู้อาวุโสสกุลเฉียนไปเจรจากับคนสกุลเฉียนคนอื่น ๆ และคนในหมู่บ้านมาแล้ว ได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา จึงกล้าพูดเช่นนี้
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ของหมู่บ้านเฉียนเฉวียนล้วนช่วยพูดสนับสนุน “ใช่แล้ว การปลดภรรยาเป็นเรื่องใหญ่ปานไหน? จะให้คนคนเดียวตัดสินใจได้อย่างไร ต้องได้รับการเห็นชอบจากวงศ์ตระกูลด้วยถึงจะนับ”
“เหล่าเฉียนอายุมากแล้ว สมองเลอะเลือน พวกข้าเกลี้ยกล่อมแล้ว เขาก็เปลี่ยนใจแล้ว บอกไปแล้วไม่ใช่หรือ? เดิมทีวันนี้เขามาที่นี่กับลูกชายก็เพื่อรับภรรยากลับไป แต่ใครจะไปคาดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เฮ้อ…”
“นั่นน่ะสิ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จูเอ้อร์เม่ยก็คงได้หนังสือรับรองภรรยาและกลับไปที่หมู่บ้านเฉียนเฉวียนของพวกข้าแล้ว”
……
แม้จะช่วยกันพูด แต่เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูก็หาได้หวั่นไหว
วันนี้พวกเขามีหน้าที่ ‘สร้างความลำบาก’ ให้หมู่บ้านเฉียนเฉวียน
อย่างไรเสียจูเอ้อร์เม่ยก็ไม่ได้ตายไปจริง ๆ เรื่องฝังศพที่ไหนไม่ใช่เรื่องจำเป็นต้องมาถกกันอยู่แล้ว
พวกเขาต้องการจัดการผู้บงการที่ร่วมมือกับเหล่าเฉียนวางแผนร้ายต่อสกุลจูผู้นั้นต่างหาก
ถ้าไม่มีจูต้าเหนียงคอยผลักดันอยู่ข้างหลัง กล่าวกันตามความสัตย์แล้ว พอเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสสกุลจูได้ยินว่าเป็นคนในตำบลอันจิ่วก็ตระหนกจนตัวสั่นสะท้าน ไม่รู้จะรับมืออย่างไรแล้ว
“เรื่องนี้…” เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจูรับหน้าที่เป็นคนดี เขากล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ “เรื่องนี้ไม่ง่ายหรอก ตอนนี้ในมือจูเอ้อร์เม่ยมีแค่หนังสือหย่า ถ้าว่ากันตามจริงก็คือถูกปลดแล้ว…”
“ให้เหล่าเฉียนชดเชยหนังสือรับรองภรรยาให้ก็ได้แล้วนี่นา?” ไม่รู้ว่าตัวแทนคนไหนจากหมู่บ้านเฉียนเฉวียนเป็นคนพูดขึ้นมา
แต่ก็เพราะวาจานี้เอง บรรยากาศพลันเงียบสงบลงทันใด
เพราะทุกคนล้วนทราบว่าเป็นเพราะเหล่าเฉียนไม่ยอมมอบหนังสือรับรองภรรยาให้ เรื่องนี้จึงได้ติดชะงักอยู่ตรงนี้ ไม่อย่างนั้นยังจำเป็นต้องโต้เถียงกันอีกหรือ?
“เฮ้อ…พูดกันไปพูดกันมาก็คือปัญหาของเหล่าเฉียน” เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจูกล่าวเป็นเชิงทอดถอนใจ “เมื่อครู่พวกท่านก็ไปเกลี้ยกล่อมมาแล้ว แต่เหล่าเฉียนไม่ยอมรับปาก ไม่เพียงเท่านี้ ยังจะมาใส่ร้ายคนสกุลจูอีกต่างหาก กล่าวหาว่าคนสกุลจูทำให้จูเอ้อร์เม่ยตาย ยืนกรานจะไปแจ้งความกับทางการให้ได้”
“ถ้าหมู่บ้านพวกข้าไม่ชิงตัดสินใจจับสองพ่อลูกสกุลเฉียนมัดเอาไว้ ตอนนี้พวกเราคงต้องไปเจรจากันในที่ว่าการแล้ว”
“ข้าขอพูดเรื่องไม่น่าฟังไว้ตรงนี้ก่อนเลยนะว่า เรื่องนี้หมู่บ้านเฉียนเฉวียนของพวกท่านจัดการเรื่องราวได้ไม่เหมาะสมเอง จูเอ้อร์เม่ยถูกปลดมานานแล้ว ถ้าพวกท่านแก้ไขได้แต่แรก เรื่องก็คงไม่บานปลายมาถึงขั้นนี้หรอก”
“ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า ทุกคนต้องพลอยเดือดร้อนกันหมดแล้ว เห็นไหม?”
……