ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 562 คนที่สมควรตายก็คงตายไปแล้ว
บทที่ 562 คนที่สมควรตายก็คงตายไปแล้ว
ย้อนยุคมานานขนาดนี้ เห็นอยู่กับตาว่าความเป็นอยู่ของสกุลจูดีขึ้นเรื่อย ๆ นางย่อมไม่อยากให้ตนเองตายไปก่อนวัยอันควรทั้งอย่างนี้
ตอนนี้นางก็ยังอายุไม่มาก ถ้าอยู่ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดก็แค่สี่สิบกว่าปีเท่านั้น ยังไม่ถึงวัยเกษียณด้วยซ้ำ
ย้อนยุคครั้งเดียวก็ทำให้ชีวิตนาง ‘สั้น’ ลงหลายปี ถ้าจะต้องสั้นลงอีก นางก็จะขาดทุนจริง ๆ แล้ว
เย่อวี๋หรานกลืนน้ำลาย ความหวาดกลัวและความตระหนกค่อยมาถึงอย่างเชื่องช้า โอบล้อมนางเอาไว้รอบด้านอย่างเงียบเชียบ
ตอนที่นางรับมือทุกอย่างอาจดูสงบเยือกเย็นก็จริง แต่ความจริงแล้วนางหวาดกลัวจนขาอ่อนไปหมดแล้ว
ชาติก่อนนางเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง เคยฆ่าไก่ฆ่าเป็ด แต่ไม่เคยคร่าชีวิตใคร คิดไม่ถึงว่าเมื่อมาอยู่ในโลกนี้ นางกลับต้องมาเผชิญกับสิ่งที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชาติที่แล้ว
นางหัวเราะโดยไร้เสียง รู้สึกเหมือนเพิ่งรอดพ้นจากพิบัติภัยของชีวิตมาอย่างเฉียดฉิว
คิดไม่ถึงว่าจะมีวันที่ต้องฆ่าคนด้วย!
สายฝนพร่างพรมลงมาจากท้องฟ้า
ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูใบไม้ร่วงเข้าสู่ฤดูหนาวเช่นนี้ กระทั่งลมที่พัดปะทะใบหน้ายังเย็นเสียดกระดูก สายฝนเช่นนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เมื่อสายลมไล้ผ่านใบหน้าของเจ้าลงไปตามแนวคาง มุดเข้าไปใต้ร่มผ้า ก็สามารถพาให้เจ้าสะท้านด้วยความเหน็บหนาว
เย่อวี๋หรานตัวสั่นเทิ้ม นางค่อย ๆ หลับตาลง พยายามกักกั้นน้ำตาที่รื้นขอบตาเอาไว้อย่างเต็มที่
ชีวิตของคนเรามีการตัดสินใจเลือกนับครั้งไม่ถ้วน การเลือกที่ต่างออกไปแต่ละครั้งย่อมนำมาสู่ชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม
ทันทีที่ตัดสินใจเลือกไปแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรล้วนไม่อาจเสียใจทีหลัง
เพราะโลกนี้ไม่มียารักษาความเสียใจทีหลัง!
นางคิดว่า ต่อให้สวรรค์มอบโอกาสให้นางเลือกใหม่ได้อีกครั้ง เมื่อเผชิญสถานการณ์เช่นนี้ นางก็คงจะเลือกเหมือนเดิมอยู่ดี
เดิมทีตั้งใจว่าจะจากไป แต่เมื่อมาเห็นภาพนี้ กานอี้เซียนก็ต้องชะงักฝีเท้า
เห็นจูต้าเหนียงเป็นเช่นนั้น เขาก็รู้สึกทำใจไม่ได้
ที่แท้ เขาก็ไม่ได้ดูคนผิดไป นางยังคงเป็นจูต้าเหนียงที่ใจดีและมีหัวใจเร่าร้อนผู้นั้น แต่ว่า…
แต่น่าเศร้าที่สวรรค์กลับเล่นตลกกับนางครั้งมโหฬาร
กานอี้เซียนถอนหายใจเบา ๆ เฮ้อ…
หลังจากที่ลังเลเล็กน้อย เขาก็พลันหายวับไปจากตรงนั้น แล้วปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งภายในเรือนสกุลจู
เย่อวี๋หรานสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวจากด้านหลังจึงหันไปมอง
เมื่อนางเห็นเขาก็อึ้งไปเล็กน้อย “เจ้า…มาได้อย่างไร?”
ร่างกายขยับไปเองโดยไม่ต้องคิด นางพยายามใช้ร่างบังหลุมข้างหลังตัวเองเอาไว้
แต่ร่างกายของคนผู้หนึ่งจะใหญ่โตได้สักเท่าไหร่ นางให้พี่น้องสกุลจูช่วยกันขุดหลุมนี้เพื่อดักคน ขนาดย่อมไม่เล็ก
ร่างกายของนางจึงบังไม่มิด
“ข้ารู้หมดแล้ว” กานอี้เซียนพูด
เย่อวี๋หรานพลันประหวั่นลนลาน “เจ้าฟังข้าอธิบายก่อน ข้าไม่ได้อยากฆ่าคนจริง ๆ นะ แต่เขา…เขาตกลงไปเอง!”
“ข้าสาบาน ข้าไม่ได้อยากฆ่าคน แต่เขาจะฆ่าข้าก่อน ข้าทำไปทั้งหมดนั้นเพื่อปกป้องตัวเอง”
“เจ้าสังเกตการณ์ข้ามานานขนาดนี้แล้ว ข้าเป็นคนอย่างไร เจ้าคงรู้ใช่ไหม? เจ้าโปรดเชื่อข้า อย่างมากข้าก็แค่ ‘พลั้งมือฆ่าคนตาย’ หรือ ‘ป้องกันเกินกว่าเหตุ*[1]’ เท่านั้น ข้าไม่เคยคิดจะฆ่าใครจริง ๆ นะ”
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคนอื่น ข้าทำเองคนเดียว ถ้าเจ้าอยากส่งข้าให้ทางการ ได้โปรดบอกว่าข้าเป็นคนทำทุกอย่าง”
……
นางพยายามอย่างยิ่งที่จะสงบสติอารมณ์และอธิบายการกระทำของตัวเองด้วยความคิดเชิงเหตุผล
ทว่าชั่วขณะนั้นเอง ความลนลานทำอะไรไม่ถูกทำให้นางตระหนักได้ว่า ที่แท้ตนเองก็ไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่คิด
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นความพยายามอำพรางการกระทำของตนเองโดยอ้างว่าเข้าตาจนก็เท่านั้น
“เขาตายแล้ว” กานอี้เซียนถอนหายใจอีกครั้ง เขากล่าวว่า “เขาโชคไม่ดี ตอนตกลงไปถูกแทงทะลุจุดตายพอดี”
“เจ้า…เห็นหมดแล้ว?”
ชั่วขณะที่เห็นกานอี้เซียน เย่อวี๋หรานก็พอจะคาดเดาได้ แต่พิจารณาจากระยะห่างของเขา เป็นไปได้ว่าอาจมองเห็นไม่ชัดนัก นางจึงลองหยั่งเชิงดู
กระทั่งเรื่องที่ตกลงไปในหลุมถูกแทงทะลุจุดตายก็ยังเห็นได้ชัดเจน สายตาจะดีเกินธรรมดาไปหน่อยหรือเปล่า?
แม้แต่นางที่ยืนมองอยู่เนิ่นนานจากบนปากหลุมก็ยังไม่เห็นชัดถึงขนาดนั้น
ทำอย่างไรได้ ฟ้ามืดเกินไปนี่นา!
กานอี้เซียนรับคำเสียงเบา “เห็นทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ”
“ถ้าอย่างนั้น…เจ้าคิดจะจัดการข้าอย่างไร?”
กานอี้เซียนนิ่งเงียบไปชั่วครู่ แล้วจึงกล่าวว่า “ข้ามาช่วยท่าน”
ฝนจากบนฟ้าตกลงมารุนแรงกว่าเดิม
เปรี้ยงงง
เปรี้ยงงง
เสียงครืนครั่นดังสนั่นตามมาด้วยแสงสว่างวาบกรีดผ่านท้องฟ้าลงมา
เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจูที่นอนไปได้ไม่ทันไรพลันสะดุ้งตื่น พบว่าหน้าต่างในห้องตนเองปิดไม่สนิทจึงลงจากเตียงไปปิดหน้าต่าง
หันกลับมาพบว่าภรรยาของเขาก็รู้สึกตัวด้วยเช่นกัน จึงเอ่ยถาม “เจ้าก็ตื่นเพราะเสียงดังเหมือนกัน?”
“เสียงดังขนาดนี้ ต่อให้เป็นคนตายก็ต้องตื่นเหมือนกันนั่นแหละ!” ภรรยาของเจ้าหน้าที่มีสีหน้าง่วงงุน นางพลิกกายแล้วพูดว่า “รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องไปทำสงครามน้ำลายกับหมู่บ้านเฉียนเฉวียนต่ออีก ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เรื่องนี้จะจบสิ้นเสียที”
“ใกล้แล้ว พรุ่งนี้ไปถามจูต้าเหนียงก็รู้แล้ว”
เจ้าหน้าที่กล่าวแล้วขึ้นไปนอนเตียง เพิ่งจะห่มผ้าห่ม เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “เจ้าหาที่พักให้คนจากหมู่บ้านเฉียนเฉวียนแล้วกระมัง?”
เสียงภรรยาของเจ้าหน้าที่ดังมาจากอีกฟากของเตียง “เรียบร้อยแล้ว บ้านละครอบครัว มีห้องนอนกันทุกคน เจ้าก็รู้ หมู่บ้านของพวกเราก็ทำได้เท่านี้แหละ ถ้าพวกเขายังเรื่องมากอีกก็จนปัญญา”
เจ้าหน้าที่ไม่ได้พูดอะไร
เปรี้ยงงง
เปรี้ยงงง
ฟ้าคำรามดังกัมปนาทเสียจนน่ากลัว สายฟ้าประหนึ่งจะกรีดผ่านหน้าต่างทะลุเข้ามาได้ก็ไม่ปาน พลอยทำให้คนทั้งหลายสะดุ้งตื่น
เถ้าแก่ถังก็เช่นกัน ตอนแรกยังหลับสบายอยู่ดี ๆ แต่ทันใดนั้นกลับกลายเป็นเช่นนี้เสียได้ เขาตาสว่างเลยทีเดียว
หันไปมองก็พบว่านางบำเรอตัวน้อยของเขายังคงหลับฝันหวาน เพียงขยับร่างซุกเข้ามาหาเขาเท่านั้น
เขานอนไม่หลับอยู่บ้างจึงลุกขึ้นนั่ง จัดแจงเสื้อผ้าอาภรณ์เสร็จก็ลงจากเตียง
นอกห้อง แสงไฟจากตะเกียงยังคงส่องสว่าง บ่าวรับใช้ที่รับหน้าที่เฝ้ายามวิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
เขาถามว่า “เสี่ยวเจียงยังไม่กลับมา?”
“ยังขอรับ” คนผู้นั้นกล่าว “ดูจากสภาพอากาศแล้วคิดว่าคงยังไม่กลับมาถึงเร็ว ๆ นี้ ถ้าครึ่งคืนหลังยังฝนตกหนัก เขาน่าจะหาที่หลบฝนไปก่อน รอให้ฝนหยุดตกค่อยว่ากันอีกที…”
เถ้าแก่ถังฟังพลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะ
ก๊อก
ก๊อก
เคาะอย่างมีจังหวะจะโคนยิ่งนัก
เมื่อคนผู้นั้นได้ยินเสียงนี้ก็ก้มศีรษะลงต่ำอย่างนอบน้อมกว่าเดิม ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เถ้าแก่ถังจึงพูดว่า “เช้าวันรุ่งขึ้น ส่งคนไปรับเขาที่ระยะหนึ่งลี้นอกเมือง แยกกันไป”
“ขอรับ นายท่าน แล้ว…” เขาชะงักไปเล็กน้อยแล้วพูดต่อไป “เรื่องแจ้งความ พรุ่งนี้ยังต้องทำอยู่ไหมขอรับ?”
“แจ้ง ทำไมจะไม่แจ้ง? คนก็ตายไปแล้วนี่?” เถ้าแก่ถังเอ่ยเสียงเนิบนาบ “ต่อให้วันนี้เสี่ยวเจียงไม่ทันได้ลงมือ พรุ่งนี้ฝนก็น่าจะหยุดตกแล้ว พรุ่งนี้พอเข้าพบเจ้าหน้าที่ คนที่สมควรตายก็คงตายไปแล้ว”
[1] ป้องกันเกินกว่าเหตุ (防卫过当) เป็นศัพท์ทางกฎหมาย หมายถึง การป้องกันตัวจากเหตุที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การกระทำของฝ่ายที่พยายามป้องกันตัวกลับร้ายแรงกว่าภัยคุกคามที่กำลังเผชิญอยู่