ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 563 ผู้น้อยมาแจ้งความ
บทที่ 563 ผู้น้อยมาแจ้งความ
หลังจากฝนตกมาตลอดคืน เมื่อท้องฟ้าทางทิศตะวันออกสว่างเรื่อเรือง ผู้คนในตำบลอันจิ่วก็เริ่มออกมาทำมาหากิน
คนควบอาชาสองกลุ่มเหยาะย่างออกมาจากประตูใหญ่ของคฤหาสน์หลังหนึ่ง
คนกลุ่มหนึ่งตรงไปยังประตูเมืองของตำบลอันจิ่ว อีกกลุ่มตรงไปยังที่ว่าการอำเภอ
ตำบลอันจิ่วตั้งอยู่ห่างไกลความเจริญก็จริง ทว่าเขตปกครองครอบคลุมพื้นที่มากทีเดียว ทำอย่างไรได้ อาณาเขตกว้างขวางประชากรเบาบาง แต่เมื่อนับจำนวนครัวเรือนรวมกันแล้วอย่างน้อยก็ต้องมีที่ว่าการอำเภอสักแห่ง
แต่หากเทียบกับตำบลอี้คัง จะนับอย่างไรตำบลอันจิ่วก็มีประชากรไม่ถึงหมื่นครัวเรือนอยู่ดี ขณะที่ขุนนางระดับอำเภอของตำบลอี้คังเรียกว่า ‘เสี้ยนลิ่ง’ ของตำบลอันจิ่วกลับเรียกว่า ‘เสี้ยนจ่าง’
สมัยโบราณมีคำกล่าวว่า ‘อำนาจของราชสำนักแผ่ขยายไปไม่เกินอำเภอ’ หรือก็หมายความว่า ที่ว่าการอำเภอคือองค์กรบริหารราชการระดับล่างสุดในโครงสร้างอำนาจของราชสำนักแล้ว
ราชสำนักเซินถูกกำหนดไว้ว่า อำเภอที่มีประชากรตั้งแต่หนึ่งหมื่นครัวเรือนขึ้นไปแต่งตั้งเสี้ยนลิ่ง ส่วนอำเภอที่มีประชากรไม่ถึงหนึ่งหมื่นครัวเรือนแต่งตั้งเสี้ยนจ่าง
เสี้ยนลิ่งหรือเสี้ยนจ่างคือนายอำเภอ กุมอำนาจบริหารราชการภายในอำเภอ รองลงมาจากนายอำเภอคือเสี้ยนเว่ยและเสี้ยนเฉิง เสี้ยนเว่ยกุมอำนาจกองทัพและการรักษาความสงบเรียบร้อย ขณะที่เสี้ยนเฉิงคือผู้ช่วยของนายอำเภอ กุมอำนาจตุลาการ
……
เสียงฆ้องดังเหง่งหง่าง…
ยามเช้าตรู่ เสียงฆ้องดังกระชั้นประหนึ่งสายฝนดังเข้าไปถึงภายในที่ว่าการอำเภอ
วันนี้เจ้าหน้าที่ที่เข้าเวรมีนามว่ากู้เกาหยาง เขาหาวขณะเดินออกมาข้างนอกอย่างเชื่องช้า
ไม่อาจโทษว่าเขาไม่ใส่ใจในหน้าที่ แต่เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการอำเภอก็มีการแบ่งลำดับชั้นเช่นกัน
ราชสำนักเซินถูแบ่งเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการออกเป็นสามฝ่าย ได้แก่ เจ้าหน้าที่ศาล เจ้าหน้าที่สอบสวน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ในจำนวนนี้เจ้าหน้าที่ศาลมีหน้าที่ประจำอยู่ในศาล ขานรายงานและลงโทษโบย แลดูมีหน้ามีตา ทว่าแต่ละปีกลับได้รับเบี้ยหวัดเพียงหกตำลึง
เงินหกตำลึงสามารถทำอะไรได้?
แค่ซื้อสุราอาหารยังไม่พอ ยังต้องเลี้ยงดูครอบครัวอีก ดังนั้นพวกเขาจึงต้องหาวิธีการอื่น
ผนวกกับราชสำนักเซินถูยังกำหนดไว้ว่า ‘เจ้าหน้าที่ไม่อาจแต่งงานกับชาวบ้าน ลูกหลานสามรุ่นไม่มีสิทธิ์สอบเคอจวี่ ทั้งยังไม่อาจเป็นขุนนาง’ ถ้าไม่อับจนหนทางจริง ๆ โดยทั่วไปแล้วไม่มีใครอยากเป็นเจ้าหน้าที่
ถ้ากู้เกาหยางไม่ใช่เด็กกำพร้า เขาก็คงไม่มาทำอาชีพนี้เช่นกัน
เขาแลดูเกียจคร้าน กระทั่งผู้มาเป็นใครยังไม่มองหน้าให้ชัดเจน เพียงถามว่า “เจ้าเป็นใคร มาทำอะไรแต่เช้า?”
“ใต้เท้า ผู้น้อยมาแจ้งความขอรับ เฉียนซินสหายของข้าบอกว่าแม่ของเขาถูกคนทำร้ายจนถึงแก่ความตาย…” จ้าวเหลียนคุกเข่าลงบนพื้นด้วยท่าทางโศกสลด
มารดาของสหายเจ้าตาย เจ้าจะเดือดร้อนไปทำไม? กู้เกาหยางได้ยินอย่างนั้นก็แทบจะกลอกตาให้
เขาเองก็เคยใช้ชีวิตสำมะเลเทเมามาก่อน ย่อมไม่เก็บคำพูดของจ้าวเหลียนมาใส่ใจ รีบโบกมือไล่ทันที “ไปให้พ้น ถอยไป ไม่มีธุระก็อย่ามาสร้างความวุ่นวายที่นี่…”
ยามนั้นเอง เจ้าหน้าที่อีกคนนามว่าเฮ่อติ่งก็วิ่งมาทางนี้ เขาฉวยมือของกู้เกาหยาง แอบยัดเศษเงินใส่มือฝ่ายตรงข้าม “พี่ชายกู้ ท่านอย่าเพิ่งใจร้อน ข้ารู้จักน้องชายผู้นี้ พวกเราฟังก่อนว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรค่อยว่ากันอีกครั้ง…”
กู้เกาหยางมองอย่างประหลาดใจ แต่ก็รับเงินไปอย่างเงียบ ๆ แล้วพูดว่า “เจ้ารู้จัก? ไม่ได้หรอกนะ เสี่ยวเฮ่อ ใต้เท้าของพวกเราเพิ่งพูดไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองว่า ตำบลอันจิ่วของพวกเราอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง เป็นตำบลเล็ก ๆ ก็จริง แต่ ‘คลื่นลมสงบ’ และ ‘สันติสุขราบรื่น’ มาตลอด ไม่มีคดีใหญ่โตอะไร อีกหน่อยก็จะถึงช่วงข้ามปีแล้ว ใต้เท้าอยากฉลองเทศกาลปีใหม่อย่างสงบนะ”
เขาเตือนอีกฝ่ายว่า เงินน่ะข้ารับไว้ได้ แต่ข้าไม่ช่วยพูดกับใต้เท้าให้เจ้าหรอกนะ!
เฮ่อติ่งกล่าวว่า “ใช่แล้ว ผู้ใดไม่อยากฉลองปีใหม่อย่างสงบเล่า ข้าอยาก ท่านก็อยาก ทุกคนล้วนอยากให้เป็นอย่างนั้นกันทั้งนั้น แต่เรื่องก็เกิดขึ้นแล้ว จะป้องกันก็สายเกิน ท่านไม่มีทางเลือกนี่นา อีกอย่าง จะถึงช่วงข้ามปีแล้ว แต่ทุกคนยังกระเป๋าแห้งกันอยู่ ไม่หารายรับเข้ากระเป๋าเสียบ้าง ถึงตอนฉลองปีใหม่ก็คงลำบาก…ต่อให้เป็นใต้เท้าก็ต้องฉลองปีใหม่เหมือนกัน!”
กู้เกาหยางฟังแล้วก็เข้าใจทันที หมายความว่ามีคนเอาเงินสำหรับฉลองปีใหม่มากำนัลสินะ?
เขาเลิกคิ้วมองเฮ่อติ่ง “จะว่าไปก็ใช่”
แต่กู้เกาหยางไม่คิดจะรับเผือกร้อนลูกนี้เอาไว้เสียเอง เงินน่ะรับได้ แต่เขาไม่อยากล่วงเกินใต้เท้าหรอกนะ
ดังนั้น เขาจึงอ้างว่า “ข้าเหมือนจะปวดเบากะทันหัน ขอไปปลดทุกข์สักครู่ ทางนี้ฝากเจ้าด้วยก็แล้วกัน”
กู้เกาหยางตบไหล่เฮ่อติ่ง ทิ้งคนมาแจ้งความไว้เบื้องหลังแล้วเดินอาด ๆ จากไป
เฮ่อติ่งมองตามเงาหลังของเขา ในใจนึกรังเกียจ ข้าถุย!
ตอนรับเงินกลับไม่บ่ายเบี่ยง ให้เจ้าทำงานหน่อยกลับเผ่นหนีไปไวอะไรปานนั้น
แต่คนก็จากไปแล้ว เขายังจะทำอะไรได้?
ได้แต่รับหน้าที่เอาไว้เสียเอง
“เอาคำร้องมาด้วยกระมัง?”
“เอามาขอรับ อยู่ตรงนี้” จ้าวเหลียนล้วงเอาคำร้องที่ประทับรอยนิ้วมือเลือดเอาไว้ออกมาจากในอกเสื้อ แล้วส่งมาให้ “รบกวนใต้เท้าแล้ว”
แม้เบื้องบนจะส่งสัญญาณมาแล้ว แต่จ้าวเหลียนก็ไม่กล้าประมาท
คนตัวเล็ก ๆ อย่างเขาไม่อยากล่วงเกินเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการหรอกนะ
“รอสักครู่”
เฮ่อติ่งรับคำร้องนั้นแล้วเข้าไปรายงานข้างใน
ที่ว่าการหันหลังให้ทิศเหนือ หันหน้าเข้าหาทิศใต้ ถูกออกแบบมาให้มีโครงสร้างแบบสมมาตร แนวเหนือใต้ยาวเป็นสองเท่าของแนวตะวันออกไปตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่ราวสี่หมู่ นับว่าค่อนข้างกว้างขวางทีเดียว
เวลานี้ยังเช้าอยู่ เสี้ยนจ่าง (นายอำเภอ) ไต้เจิ้งเต๋อยังไม่ตื่นนอน
จะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกลเช่นนี้ เขาเป็นขุนนางตำแหน่งใหญ่ที่สุดแล้ว อยากตื่นตอนไหนก็ตื่น ไม่ตื่นก็ไม่เห็นจะเป็นไร ผู้ใดจะทำอะไรเขาได้?
ความจริงแล้วนายอำเภอไต้เป็นคนน่าสงสารคนหนึ่ง เขาพากเพียรเรียนหนังสือ สอบได้ตำแหน่งสูงในคราวเดียว แม้สอบไม่ติดติดสามอันดับแรก แต่ก็อยู่ในกลุ่มผู้ที่สอบได้อันดับต้น ๆ ของการสอบในปีนั้น
เดิมทีคิดว่าอย่างเลวร้ายที่สุดคงได้เป็นขุนนางตำแหน่งเล็ก ๆ ในเมืองหลวง มิคาดว่า ตอนที่ได้รับคำสั่งแต่งตั้งกลับได้ไปเป็นผู้ช่วยนายอำเภอในสถานที่กันดารห่างไกลที่ไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อ
อดทนรอคอยอย่างไม่ง่ายดาย เขากลับได้เป็นแค่เสี้ยนจ่าง กระทั่งตำแหน่งเสี้ยนลิ่งในอำเภอข้างเคียงที่ใหญ่กว่าก็ยังเวียนมาไม่ถึงเขา
เมื่อต้องพบกับความสิ้นหวังเช่นนี้ ปณิธานที่เคยเร่าร้อนก็มีอันต้องมอดดับลงไปท่ามกลางกาลเวลาที่ไร้ไมตรี
“เคาะหาพระแสงอะไร?”
มีคนมาเคาะประตูกะทันหัน นายอำเภอไต้ที่กำลังกอดอนุภรรยานอนหลับฝันหวานอยู่บนเตียงจิตใจไม่ปลอดโปร่งอย่างยิ่ง เขากล่าวอย่างอารมณ์เสียว่า “บอกไปแล้วนี่ว่าไม่มีเรื่องอะไรก็ไม่ต้องมาหาข้า ไปหาพ่อบ้านโน่น”
“ใต้เท้า” เฮ่อติ่งเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อมจากข้างนอก “มีคนส่งเงินมาให้ขอรับ”
“ส่งเงิน?!” ได้ยินสองคำนี้ นายอำเภอไต้ยังจะนอนอยู่ได้อย่างไร เขาผุดลุกขึ้นทันที “ต้อนรับคนให้ดี เชิญคนไปที่ห้อง…”
……
เนื่องจากตอนกลางคืนฝนตก เส้นทางสัญจรภายในหมู่บ้านจึงถูกผู้คนที่ตื่นแต่เช้าตรู่ย่ำจนเต็มไปด้วยดินโคลน
เมื่อคืนนี้เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจูหลับไม่ค่อยสนิทนัก เขาลุกจากเตียงตั้งแต่ย่ำรุ่ง
เมื่อเขาไปถึงเรือนของจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ เจ้าหน้าที่และพวกผู้อาวุโสของหมู่บ้านเฉียนเฉวียนก็อยู่ที่นั่นกันแล้ว
หอเซ่นไหว้วิญญาณของจูเอ้อร์เม่ยตั้งตระหง่านอยู่ในเรือนของจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ
“ทำไมพวกท่านไม่นอนต่ออีกสักหน่อยเล่า?” เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจูกล่าว
ผู้อาวุโสสกุลเฉียนกล่าวด้วยสีหน้าขมขื่น “เมื่อคืนฟ้าร้องไม่หยุดแบบนั้น จะหลับลงได้อย่างไร? เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจู ท่านพูดมาตามตรงเถอะ พวกข้าต้องทำอย่างไรกันแน่?”
“ใช่แล้ว เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจู พวกท่านบอกมาตรง ๆ เลยดีกว่า ทำแบบนี้พวกข้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไร พวกข้าลำบากใจเหมือนกันนะ”
“พวกข้าแสดงความจริงใจออกไปแล้ว พวกท่านบอกมาเถอะ พวกข้าจะได้รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร”
……
เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจูจะพูดอะไรได้? หรือจะให้เขาบอกออกมาว่าเขากำลังยื้อเวลาให้จูต้าเหนียงเช่นนั้นหรือ?
“อย่าเพิ่งร้อนใจ หมู่บ้านพวกข้าก็จัดหาที่พักและอาหารให้พวกท่านนี่นา มีเรื่องอะไรค่อย ๆ พูดกันไปก็ได้” เขากล่าว “อีกอย่าง เรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะคุยกันรู้เรื่องด้วยคำพูดไม่กี่คำ”
คนจากหมู่บ้านเฉียนเฉวียนสบตากันแล้วพูดว่า “ถ้า…ถ้าอย่างนั้น เชิญเหล่าเฉียนกับลูกชายมาทางนี้ พวกเราสนทนาเปิดอกกันเป็นอย่างไร?”
เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจูประหลาดใจ “เชิญพวกเขามาทำไม? สองคนนั้นถูกขังไว้ในเรือนของจูต้าเหนียงนะ”
“ก็เพราะถูกขังเอาไว้ จึงต้องเชิญออกมาอย่างไรเล่า” ผู้อาวุโสสกุลเฉียนกล่าว “พวกเขาเป็นเจ้าเรื่อง ท่านไม่เชิญมา ถ้าพวกเราเจรจากันเรียบร้อยแล้ว แต่พวกเขาสองคนไม่เอาด้วยจะทำอย่างไร?”
คนอื่น ๆ จากหมู่บ้านเฉียนเฉวียนก็พูดเช่นกันว่า พวกเขาคิดว่าแก่นแท้ของปัญหานี้อยู่ที่พ่อลูกสกุลเฉียน
ถ้าทุกคนมานั่งรวมตัวกัน เจรจากันต่อหน้า ย่อมมีโอกาสเจรจาสำเร็จมากกว่า
เอาแต่บอกกันไปบอกกันมาเช่นนี้ เมื่อถ่ายทอดคำพูดไปถึงเป้าหมายไม่รู้ว่าคลาดเคลื่อนไปอย่างไรบ้าง
พวกเขาคนหนึ่งร้องคนหนึ่งรับ เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจูพลันนึกสงสัย
เอ๋? นี่มันเรื่องใดกัน ทำไมอยู่ดี ๆ พวกเขาก็ใจร้อนอยากพบเหล่าเฉียนกับลูกชายขึ้นมาเล่า?
เมื่อวาน พวกเขาไม่เห็นจะรีบร้อนแบบนี้เลยนี่นา?
หรือจะมีเรื่องที่เขาไม่รู้เกิดขึ้น?