ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 566 พวกเราต้องเชื่อใจท่านแม่
บทที่ 566 พวกเราต้องเชื่อใจท่านแม่
จูอู่ไม่ทันตั้งตัว เกือบถูกจูต้าสลัดจนเสียหลักล้ม
จูซื่อปราดเข้ามาช่วยประคองด้วยสีหน้าหนักใจ “พี่ใหญ่ เจ้าห้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”
“เจ้าห้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นแล้วหมายความว่าอย่างไร? เจ้าสี่ เจ้าอย่ามาขวางข้า อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าพวกเจ้าเป็นคนแบบไหน” จูต้าพลันระเบิดความไม่พอใจและความโกรธที่เก็บกดเอาไว้มานานออกมาในที่สุด “เจ้าก็ไม่ใช่ตัวดีเหมือนกัน!”
“งานหนักงานสกปรกก็มักโยนมาให้ข้ากับเจ้ารอง เวลาที่บ้านมีเรื่องดีอันใดก็เป็นพวกเจ้าที่ได้ไปทุกที”
“เวลาท่านแม่มีธุระก็มักให้พวกเจ้าออกหน้าไปทำตลอด พวกข้าน่ะหรือ พวกข้าก็เป็นได้แค่สวะ!”
……
จูซื่อกับจูอู่ยืนอึ้งอยู่กับที่ คิดไม่ถึงว่าพี่ชายคนโตจะคิดกับพวกตนเช่นนี้
พวกเขาอยากอธิบาย แต่ยามนี้ใช่เวลามาอธิบายเสียที่ไหน?
หลิ่วซื่อยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่กล้าเกลี้ยกล่อม
จูเอ้อร์เผยอปากขึ้นมาหลายครั้ง แต่เพราะมีใจเห็นแก่ตัวจึงไม่ได้พูดออกมา
ความจริงแล้วถ้าให้พูดสิ่งที่อยู่ในใจเขาจริง ๆ เขาคิดว่าในครอบครัวนี้เขากับหลิวซื่อเป็นฝ่ายเสียเปรียบที่สุดแล้ว
พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่มีลูกชายสองคน เด็กสองคนนั้นติดตามน้องเจ็ดไปร่ำเรียนในตำบล ถือว่าได้เปรียบคนอื่นไม่มากก็น้อย ท่านแม่สร้างเรือนหลังใหม่ยังเก็บห้องเอาไว้ให้หลานชายสองคนนั้น
น้องสามยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไปอยู่ในตำบลแบบนั้น เรื่องดี ๆ ในภายภาคหน้าย่อมมีส่วนของเขาอยู่แล้ว
ส่วนน้องสี่กับน้องห้า คนหนึ่งได้ดูแลการค้าของครอบครัว อีกคนท่านแม่ก็มอบหมายภารกิจให้ไปทำเป็นการส่วนตัว
ทุกคนมีทางเดินของตัวเองหมดแล้ว มีเพียงเขากับภรรยาที่ไม่มีอะไรสักอย่าง
ที่บ้านมีที่นาก็จริง แต่ครอบครัวพี่ใหญ่อยู่ข้างหน้า เขาก็คงได้มาแค่ ‘ของเหลือ’ เท่านั้น
แม้แต่เย่อวี๋หรานก็คงไม่รู้ว่า ตอนที่นางถูกเจ้าหน้าที่สอบสวนมาควบคุมตัว ความขัดแย้งในหมู่ลูกชายกลับระเบิดขึ้นมา
จูซื่อต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง แต่จูอู่ห้ามไว้
จูอู่ยืนฟังจูต้าพูดด้วยความสงบ เขาทราบว่า ‘ความไม่พอใจ’ ของพี่ใหญ่คงไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นวันสองวันนี้ เรื่องบางอย่างเปิดอกคุยกันแต่เนิ่น ๆ ก็ดีเหมือนกัน
รอจนจูต้าสงบลงแล้ว จูอู่จึงพูดว่า “พี่ใหญ่ ข้าไม่รู้ว่าท่านเก็บเรื่องไม่พอใจเอาไว้มากมายขนาดนี้ แต่ตอนนี้ข้าไม่มีเวลาอธิบายกับท่าน หลังจากเรื่องท่านแม่ผ่านไปแล้ว พวกเราพี่น้องค่อยเปิดอกคุยกันต่อหน้าท่านแม่”
“ต่อ…ต่อหน้าท่านแม่?” จูต้าคิดไม่ถึงว่าจูอู่จะพูดเช่นนี้ เขาอึ้งไปเล็กน้อย
นอกจากนี้ เขายังร้อนตัว ไม่กล้าไปโวยวายต่อหน้าเย่อวี๋หราน
เพราะในความคิดของเขา เรื่องระหว่างพี่น้องก็ควรสะสางกันเองในหมู่พี่น้อง จะมีเรื่องน้อยใจไม่พอใจกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา จะไปทะเลาะกันต่อหน้ามารดาเพราะเรื่องเล็กแค่นี้ได้อย่างไร?
“ไม่ดีกระมัง? เรื่องแค่นี้เอง…” จูต้าพูด “แล้วไปเถอะ”
“เรื่องบางอย่างคุยกันให้รู้เรื่องจะดีกว่า” จูอู่กล่าว “พี่ใหญ่อิจฉาพวกข้า แล้วจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าพวกข้าเองก็อิจฉาพวกท่านเหมือนกัน เอาล่ะ พักเรื่องนี้ไว้ก่อน พวกเราไป ‘ช่วย’ ท่านแม่ก่อนดีกว่า”
จูอู่เว้นช่วงเล็กน้อยค่อยพูดต่อ “พี่ใหญ่ ข้าหวังว่าท่านจะไม่ทำอะไรหุนหันพลันแล่น พวกเราต้องเชื่อใจท่านแม่ ขอเพียงพวกเราไม่เป็นตัวถ่วงท่านแม่ ก็ไม่มีปัญหาอะไรที่ท่านแม่จัดการไม่ได้”
จูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และหลิ่วซื่อ “…”
เจ้าเชื่อมั่นในตัวท่านแม่จริง ๆ!
จูอู่: ไม่ใช่ความเชื่อมั่น แต่จำต้องเชื่อต่างหาก เพราะถ้าแม้แต่ท่านแม่ยังรับมือไม่ได้ พวกเราก็คงทำอะไรไม่ได้แล้ว
ท้ายที่สุดแล้วเย่อวี๋หรานยังคงถูกเจ้าหน้าที่พาตัวไป แต่ก่อนจากไป นางมีโอกาสได้พูดจากับคนในครอบครัวอยู่หลายประโยค
นางบอกพวกเขาว่าอย่าร้อนใจ สืบให้ชัดก่อนว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่ ใครตาย ตายที่ไหน เวลาใด รวมถึงสาเหตุการเสียชีวิต รายละเอียดทั้งหมดห้ามตกหล่นไปแม้แต่อย่างเดียว
นอกจากนี้ ยังต้องสืบว่าใครเป็นคนแจ้งความ มีคนอื่นอยู่เบื้องหลังหรือไม่
“นี่คือบททดสอบแรกที่ข้าจะมอบให้พวกเจ้า!”
“ถ้าพวกเจ้าช่วยข้าออกมาได้ ก็หมายความว่าพวกเจ้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว!”
……
พี่น้องสกุลจูมองเงาหลังของเย่อวี๋หรานที่ถูกควบคุมตัวไปโดยไม่พูดอะไรอยู่เป็นนาน
พวกเขารู้สึกละอายใจ พวกตนเพิ่งทะเลาะกันลับหลังมารดาไปหยก ๆ คิดไม่ถึงว่ามารดากลับ ‘เชื่อใจ’ พวกเขาถึงเพียงนี้
ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ปริวิตก: นี่คือคดีฆาตกรรมเชียวนะ พวกเขาสามารถช่วยท่านแม่ออกมาได้จริง ๆ?
ถ้าทำไม่ได้ ก็หมายความว่า…
จูอู่ใจสั่นสะท้าน ตกใจจนส่ายหน้า พยายามสลัดความคิดนั้นออกไปจากหัว
ไม่มีทาง เขาต้องมีวิธีช่วยท่านแม่สิ!
คนสกุลจูไม่ได้รู้เลยว่าข่าวลือเรื่องที่ ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ฆ่าคนตาย’ ได้แพร่กระจายออกไปนอกเรือนสกุลจูแล้วอย่างรวดเร็ว
ที่แท้ หลังจากหญิงปากสว่างนำทางมาจนถึงเรือนสกุลจู นางก็หลบอยู่นอกกำแพงเรือน ไม่ได้จากไปไหน
ถึงจะได้ยินไม่ชัดเท่าไหร่ แต่ก็พอได้ยินเนื้อหามาคร่าว ๆ
หญิงปากสว่างที่อยากให้เย่อวี๋หรานโชคร้ายใจจะขาดแน่ใจเกี่ยวกับเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือเย่อวี๋หรานฆ่าคนตายแล้ว!
“พิโธ่พิถัง แม่เจ้าเว้ย พวกเจ้าไม่รู้อะไร เจ้าหน้าที่คนนั้นพูดเองเลยนะ”
“จริงนะ คราวนี้ข้าไม่ได้โกหก ข้าได้ยินเขาพูดเต็มสองหู ตอนนั้นข้าเป็นคนนำทางให้พวกเขา พวกเจ้าก็เห็นแล้วนี่นา?”
“ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่ปกติก็ดูเป็นผู้เป็นคนจะเป็นคนแบบนี้”
……
คนที่เห็นเหตุการณ์ทอดถอนใจไม่หยุด
ถึงแม้พวกเขาจะไม่เชื่อว่าเย่อวี๋หรานฆ่าคนตาย แต่ใจคนยากแท้หยั่งถึง ใครเล่าจะกล้ายืนยัน?
ต่อให้มีใครไม่เชื่อ หญิงปากสว่างก็จะตอกกลับมา “ถ้าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่ได้ฆ่าใครแล้วเจ้าหน้าที่จะมาจับนางทำไม? มันก็ชัดเจนแล้วนี่นา”
ทางด้านนี้กำลังแพร่ข่าวลือ อีกด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูก็กำลังประสบกับปัญหา
ไม่ได้มีแค่หญิงปากสว่างที่เชื่อเรื่องนี้ คนจากหมู่บ้านเฉียนเฉวียนก็เชื่อด้วยเช่นกัน พวกเขากล่าวออกมาตรง ๆ “หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์คงไม่ได้ฆ่าเหล่าเฉียนกับเฉียนซินไปด้วยหรอกนะ? ไม่อย่างนั้น ทำไมพวกท่านถึงไม่ยอมให้คนออกมาเสียที?”
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูพูดไม่ออก
เย่อวี๋หรานเอาคนไปซ่อน คนที่รู้ว่าสองคนนั้นอยู่ที่ไหนก็มีแค่คนสกุลจู พวกเขาจะรู้ได้อย่างไร?
“มาพูดแบบนี้ได้อย่างไร เมื่อวานพวกท่านยังเถียงกับข้าว่าจูเอ้อร์เม่ยเป็นสะใภ้สกุลเฉียน ถ้าจะฝังก็ต้องฝังไว้ที่สุสานบรรพชนสกุลเฉียนอยู่เลยไม่ใช่รึ ผ่านไปไม่ทันไรพวกท่านก็จะกลับคำเสียแล้ว?” ผู้อาวุโสสกุลจูกล่าวด้วยสีหน้าไม่พอใจ ไม่จำเป็นต้องสวมบทผู้ร้ายอีกแล้ว เขาแสดงออกมาตามที่รู้สึก
เขายังคาดคั้นว่า “พวกท่านยังยอมรับว่าจูเอ้อร์เม่ยเป็นสะใภ้สกุลเฉียนอยู่ไหม?”
ผู้อาวุโสสกุลเฉียนไม่กล้าพูดให้ชัดเจนเกินไป ถึงอย่างไรก็ยังไม่เห็นศพของจูเอ้อร์เม่ย เขากล่าวว่า “ไม่ได้บอกว่าจะไม่รับ พวกข้าแค่ยังไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่ ก่อนหน้านี้พวกข้าบอกว่าจูเอ้อร์เม่ยเป็นสะใภ้สกุลเฉียน ต้องฝังไว้ที่สกุลเฉียน พวกท่านก็ไม่เห็นด้วย ยืนกรานจะให้เหล่าเฉียนเอาหนังสือหย่ากลับไป ตอนนี้พวกข้ามาคิดดูแล้ว รู้สึกว่าที่พวกท่านพูดมาก็มีเหตุผล จำเป็นต้องให้เหล่าเฉียนเอาหนังสือหย่าคืนไปจริง ๆ พวกท่านเชิญเหล่าเฉียนกับเฉียนซินออกมาก่อน พวกข้าจะได้พูดต่อหน้าพวกเขา พวกท่านวางใจ เรื่องนี้พวกข้ามั่นใจมากว่าจะต้องโน้มน้าวพวกเขาได้สำเร็จแน่นอน”
‘โน้มน้าว’ เป็นแค่คำคำหนึ่ง แต่กลับไม่ได้มีเพียงความหมายเดียว สรุปแล้วจะหมายความว่าอย่างไรยังต้องดูสถานการณ์หลังจากนี้
ถ้าเย่อวี๋หรานกลับมาได้ เช่นนั้นทุกฝ่ายก็ยังดีกันเหมือนเดิม การเจรจาก่อนหน้านี้ยังมีผลต่อไป
แต่ถ้าเย่อวี๋หรานออกมาไม่ได้ก็ต่างคนต่างแยกย้าย สกุลจูไม่ได้ยอดเยี่ยมขนาดนั้นอีกแล้ว
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูได้ยินคำพูดของพวกเขาก็รู้สึกเหมือนมีลมมาจุกอยู่ตรงอก อึดอัดคับข้องยิ่งนัก แทบอยากจะพลิกโต๊ะใส่หน้าฝ่ายตรงข้าม
หน้าไม่อายเกินไปแล้ว!
ตอนมีผลประโยชน์ แต่ละคนกระโจนเข้ามาหาราวกับแมวที่ได้กลิ่นคาวอย่างไรอย่างนั้น พอไร้ประโยชน์ก็พากันเลี้ยวหนีประหนึ่งเห็นผีร้ายก็ไม่ปาน
นี่มันคนประเภทไหนกัน?
คนจากสองหมู่บ้านแยกย้ายจากกันอย่างไม่ปลอดโปร่ง
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูไม่ยอมให้มอบคนออกมา ทำให้คนหมู่บ้านเฉียนเฉวียนยิ่งแน่ใจว่าเหล่าเฉียนกับเฉียนซินคงเคราะห์ร้ายมากกว่าดี ไม่อย่างนั้นทำไมอีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยพวกเขาออกมาเล่า?
เหล่าเฉียนกับเฉียนซินที่ยามนั้นถูกขังไว้ในห้องใต้ดิน: “…”
ซวยชะมัด หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้เหี้ยมจริง ๆ บอกว่ามัดก็มัด ไม่พูดพร่ำทำเพลงเลยแม้แต่น้อย
พวกลูกชายของนางก็เชื่อฟังเหมือนสุนัขไม่มีผิด นางให้ทำอะไรก็ทำ ไม่มีสมองคิดกันสักคน
มารดามันเถอะ อย่าให้ข้าออกไปได้นะ ไม่อย่างนั้นข้า…
ยังมีอีกเรื่องที่ทำให้เฉียนซินรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง นั่นก็คือเรื่องนัดหมายระหว่างเขากับเถ้าแก่ถัง
เดิมทีตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้วว่าถ้าเขาทำให้หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์มอบสูตรอาหารออกมาได้ เถ้าแก่ถังกับเขาก็จะแบ่งกันครึ่งต่อครึ่ง ทุกคนร่ำรวยไปด้วยกัน แต่ถ้าเขาล่าช้าเกินเวลาที่กำหนดไว้เล่า?
คงไม่เป็นไรกระมัง? ข้าแค่ช้าไปนิดเดียวเอง
ขอเพียงยืนหยัดต่อไป จะต้องได้สูตรอาหารมาแน่นอน
เถ้าแก่ถังไม่ได้โง่เสียหน่อย เวลายังจะสำคัญกว่าสูตรอาหารอีกรึ?
ถ้ามีสูตรอาหาร ข้าพูดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นแล้วไม่ใช่หรือไร?
เฉียนซินที่น่าเวทนาหารู้ไม่ว่า เมื่อวานถ้าไม่ได้เย่อวี๋หราน เขากับบิดาคงต้องจบชีวิตเพราะมือสังหารผู้นั้นแล้ว