ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 568 คนบางคนที่อยู่ในคุก
บทที่ 568 คนบางคนที่อยู่ในคุก
ทันใดนั้น พี่เป้าก็รู้สึกว่ารับไม่ค่อยได้
ถ้าหุ้นส่วนของตนเองมีนิสัยเช่นนี้ เขาคงต้องทบทวนเรื่องนี้อีกรอบ
ถ้าความเสี่ยงแบบนี้อาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ เขายังจะทำการค้าต่อไปได้อย่างไร?
จูต้ากับจูอู่พอจะเข้าใจสีหน้าของพี่เป้า พวกเขาลำบากใจแต่ก็จนใจ
เพียงคิดสักหน่อยก็เข้าใจได้ กิจการในนอกของครอบครัวล้วนมีมารดาของพวกเขาคอยคุมอยู่ พี่เป้ายอมร่วมมือกับพวกเขาก็เพราะเห็นแก่หน้ามารดา
ผู้ใดจะคิดว่ามารดาของพวกเขาจะทำเช่นนี้ ไม่อาจโทษที่พี่เป้าจะมีความคิดเป็นอื่น
“อะแฮ่ม” จูอู่กระแอมเสียงเบา สมองทำงานอย่างรวดเร็ว เขาเอ่ยว่า “ความจริงแล้วก่อนท่านแม่จะออกไปได้ชี้แนะพวกข้าเอาไว้…”
“จูต้าเหนียงบอกอะไรไว้?” พี่เป้าถามกลับทันที
จูอู่บอกคำกำชับของเย่อวี๋หรานออกมา ขณะเดียวกันก็ชี้ว่า “จากความเข้าใจที่ข้ามีต่อท่านแม่ ท่านแม่กล้าเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตรายแสดงว่ามีความมั่นใจระดับหนึ่งแล้ว ข้าอยู่ข้างกายท่านแม่มาหลายปี เคยเห็นท่านแม่เผชิญเรื่องต่าง ๆ มากมาย ต่อให้เป็นเรื่องที่ดูยากแค่ไหน ท่านแม่ก็สามารถคลี่คลายได้อย่างง่ายดาย…”
“พวกข้าได้ยินกับหูได้เห็นกับตามาตั้งแต่เล็ก ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากท่านแม่มามากมาย”
“ข้าอายุยังน้อย ยังไม่เป็นผู้ใหญ่เท่าพี่ใหญ่ ไม่หนักแน่นเท่าพี่สาม มีก็แต่ ‘อุบายเล็ก ๆ น้อย ๆ’ ที่บางครั้งก็ช่วยให้โชคดีอย่างเหนือความคาดหมาย”
……
เขาไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ ว่าตนเองฉลาดแค่ไหน แต่ชมเชยพี่ชายของตนก่อน แล้วค่อยบอกว่าตนเองมีจุดเด่นที่อายุยังน้อยและสมองไว
เรื่องใหญ่เขาอาจช่วยเหลืออะไรได้ไม่มาก แต่ถ้าจะให้เสนอแนวทางพิจารณาแก่พวกพี่ชายจากมุมมองของตนเองย่อมไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
ส่วนเรื่องที่เย่อวี๋หรานถูกจับเข้าคุก จูอู่ยังเสนอแนวทางรับมือจากมุมมองของเขา
ความจริงแล้วเรื่องของมารดาในครั้งนี้ไม่ได้ยากนัก อีกฝ่ายบอกว่าเป็น ‘คดีฆาตกรรม’ แต่คนยังมีชีวิตอยู่ มิหนำซ้ำยังอยู่ในมือพวกเขา เห็นได้ชัดว่าพวกตนเป็นฝ่ายได้เปรียบ
สิ่งที่พวกเขาต้องป้องกันก็คือมือมืดที่จะมาลอบสังหาร…
ครั้นได้ยินจูอู่พูดอย่างมีหลักการและเหตุผล พี่เป้าก็ค่อย ๆ แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
คนตรงหน้าอายุน้อยแค่นี้ ยังมีเค้าเด็ก ๆ อยู่เลยด้วยซ้ำ ไม่เหมือนตนเองที่เผชิญเรื่องราวมามากมาย มีความเข้าใจที่ตกผลึกจากประสบการณ์ชีวิต แต่เด็กหนุ่มผู้นี้กลับมีวิธีแก้ปัญหาอย่างมีหลักการในแบบเฉพาะของตนเอง
ทำให้พี่เป้าอดคิดถึงเรื่องคราวก่อนไม่ได้ ตอนนั้นก็เป็นเด็กหนุ่มคนนี้เองที่เป็นตัวแทนจูต้าเหนียงมาแสดงความขอบคุณเขาที่ช่วยหางานรับจ้างชั่วคราวให้คนในหมู่บ้าน
ตอนนั้นเขายังคิดว่าจูต้าเหนียงคงเป็นคนสอนให้จูอู่พูดจาแบบนั้นเสียอีก ดูจากตอนนี้ เขาอาจคิดผิดไปก็ได้
ถึงอย่างไรจูอู่ก็อายุยังน้อย เรื่องบางอย่างยังใคร่ครวญได้ไม่รอบด้าน แต่เขาก็ไม่ได้แสร้งทำเป็นฉลาด ขอคำชี้แนะจากพี่เป้าอย่างจริงใจ “นี่คือความคิดเห็นส่วนตัวของข้า ท่านคิดว่าพอได้หรือไม่?”
“ข้ากังวลใจอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นจะต้องรับมืออย่างไร พี่เป้าพอจะมีข้อชี้แนะดี ๆ หรือไม่?”
“ถ้าเป็นอย่างนี้ พวกข้าสามารถทำอย่างนี้ได้ไหม?”
……
ความคิดเป็นขั้นเป็นตอน มีระเบียบแบบแผนชัดเจน
ไม่พียงแต่พี่เป้าเท่านั้น แม้กระทั่งผู้ตรวจสอบบัญชีเฉินที่ทราบข่าวและตามมาเสริมทัพ หลังจากได้ยินแนวทางของจูอู่แล้วก็จำต้องยอมรับว่า วิธีการอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่สามารถดำเนินการตามนี้ได้แน่นอน!
แผนการจึงถูกกำหนดด้วยประการฉะนี้
เถ้าแก่ถังมีคนของตัวเองในที่ว่าการ พี่เป้าก็ย่อมมีเช่นกัน
และเพื่อป้องกันไม่ให้มีใครลอบลงมือกับนางในทางลับแล้วกลบเกลื่อนว่าเป็น ‘การฆ่าตัวตายชดใช้ความผิด’ เขายังให้คนผู้นั้นช่วยจับตามอง ห้ามมิให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับเย่อวี๋หรานเป็นอันขาด
หากนางเป็นอะไรไป ต่อให้สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ในภายหลังก็ไร้ประโยชน์
คนผู้นั้นจับตามองอย่างเงียบ ๆ เหวินเหรินซานที่กำลังส่งน้ำให้เย่อวี๋หรานอย่างกระตือรือร้น: “…”
พี่เป้า ท่านคิดมากเกินไปแล้ว!
ถ้าเจ้าเด็กเมื่อวานซืนเฮ่อติ่งคิดจะลงมือก็ต้องหาโอกาสให้ได้เสียก่อน
เฮ่อติ่ง: “…”
มารดามันเถอะ เหวินเหรินซานผู้นี้คิดจะเป็นอริกับเขางั้นเรอะ?
ก็แค่อาศัยว่าบิดาตัวเองทิ้งเส้นสายเอาไว้ให้ไม่ใช่หรือไร ไม่อย่างนั้นข้าคง…
โมโหก็ส่วนโมโห แต่เฮ่อติ่งกลับทำอะไรเหวินเหรินซานไม่ได้อยู่ดี
ต่างจากเหวินเหรินซานที่เดินตามรอยบิดา เขาก็เหมือนกับกู้เกาหยาง เป็นเด็กกำพร้าเหมือนกัน ไม่มีเบื้องหลังใด ๆ ทั้งสิ้น
หากไม่เป็นเช่นนี้ เถ้าแก่ถังก็คงไม่เลือกเขาแต่แรก
“เจ้าสืบมาแล้ว?” เย่อวี๋หรานรับน้ำที่เหวินเหรินซานส่งมาให้ ดื่มไปคำหนึ่งแล้วถามอย่างสงสัย
เหวินเหรินซานยิ้มแล้วกล่าวว่า “ใช่น่ะสิ ท่านไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร ที่อื่นข้าไม่กล้าพูดหรอกนะ แต่ในที่ว่าการของตำบลอันจิ่วแห่งนี้ไม่มีเรื่องไหนที่ข้าเหวินเหรินซานผู้นี้จะสืบไม่ได้”
“พูดแบบนี้หมายความว่าเจ้าแน่ใจว่าเป็นเขา?”
“แน่นอน” เหวินเหรินซานพยักหน้า “กู้เกาหยางบอกข้าหมดแล้ว วันนั้นมีคนมาตีฆ้องแต่เช้าตรู่ เขาจะไล่คนไปอยู่แล้ว แต่เจ้าคนแซ่เฮ่อนั่นวิ่งมายัดเงินใส่มือเขา…”
เย่อวี๋หรานปรายตามองมาแล้วกล่าวว่า “เจ้าสนิทกับกู้เกาหยางงั้นหรือ ทำไมเขาถึงยอมบอกเจ้า?”
“แค่กแค่ก!” เหวินเหรินซานกระแอมเบา ๆ ตอบอย่างไม่เป็นธรรมชาตินัก “สนิทอะไรกัน เขาชอบน้องสาวของข้าน่ะสิ…”
ประโยคหลังพูดอยู่ในลำคอ
เย่อวี๋หรานเข้าใจแล้ว ที่แท้คนเขาก็ทำเพื่อเอาใจว่าที่พี่เขยนี่เอง มิน่าเล่าพอพี่เขยถามไปประโยคเดียวก็ตอบออกมาจนหมด
“แสดงว่าข้าโชคดีสินะที่ได้มาเจอเจ้า ไม่อย่างนั้นข้าคงต้องสั่งเสียอยู่ในนี้แล้ว”
“ฮิฮิ! ท่านโชคดีจริง ๆ นั่นแหละ ข้าบอกท่านไว้เลยนะว่าในนี้มีลู่ทางอยู่เต็มไปหมด…” เหวินเหรินซานบอกอย่างคลุมเครือว่า ต่อให้อยู่ในคุกก็มีการแบ่งแยกลำดับชั้นเหมือนกัน
คุกที่เย่อวี๋หรานอยู่ตอนนี้เป็นคุกที่สบายที่สุดแล้ว ถึงจะมีหนู แต่ฟางแห้งสนิท ทั้งยังไม่มีกลิ่นเหม็น
ยังมีอาหารการกินพวกนี้ แค่เล่นตุกติกเล็กน้อย ถ้าอยู่นานหน่อยก็สามารถเอาชีวิตผู้อื่นไปได้ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
คนทั้งคู่สนทนากันอย่างออกรสออกชาติ
ถ้าคนที่ไม่รู้เรื่องมาเห็นเข้าคงแทบไม่กล้าเชื่อ ‘เพิ่งรู้จักกันได้ไม่เท่าไหร่เอง ทำไมถึงสนิทกันได้ขนาดนี้?’
พวกจูต้าก็คงคิดไม่ถึงเช่นกันว่า คนบางคนจะอยู่ในคุกได้สุขสบายถึงเพียงนี้
พวกเขาไม่เคยเข้าคุกมาก่อน แต่ได้ยินคนพูดกันว่านั่นเป็นสถานที่ที่ทั้งเหม็นและสกปรก เข้าไปแล้วเป็นต้องถูกถลกหนัง แต่กลายเป็นว่า…
พี่น้องสกุลจูไม่รู้ว่านายอำเภอไต้เป็นคนอย่างไร แต่พี่เป้าที่อยู่ในตำบลมานาน ทั้งยังเคยคบหาสมาคมกับตระกูลใหญ่ทั้งหลายมาก่อนย่อมทราบดี
เขากลัวว่านายอำเภอไต้จะโลภอยากได้ผลประโยชน์ที่เถ้าแก่ถังหยิบยื่นให้ ไม่รอให้เปิดศาลก็ทรมานเย่อวี๋หรานเสียก่อนแล้ว จากนั้นก็บังคับให้รับความผิด ถึงตอนนั้นจะทำอะไรล้วนสายเกินการ
เขาพาลูกชายของเย่อวี๋หรานไปเยี่ยมคารวะนายท่านผู้เฒ่าซุนด้วยตนเอง
นอกจากจูต้ากับจูอู่ จูซานที่รู้ข่าวแล้วก็มาด้วยเช่นกัน
โชคดีที่หลังจากจูต้ากับจูอู่ไปพบกับพี่เป้าเสร็จก็ไปหาจูซานต่อทันที ไม่อย่างนั้นคงต้องเกิดเรื่องแล้ว เพราะเถ้าแก่ถังส่งคนมาจัดฉากหมายเอาชีวิตจูชีโดยให้ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ
ทำอย่างไรได้ ตอนที่เขาสืบเบื้องหลังของเย่อวี๋หรานก็ไปรู้เรื่องที่จูชีกำลังเรียนหนังสืออยู่ในสำนักศึกษาเข้าโดยบังเอิญ
ปีหน้าก็จะสอบเคอจวี่แล้ว ถ้าคนเขาสอบเป็นขุนนางได้เล่า?
ถ้าสอบเป็นซิ่วไฉได้ก็จะกลายเป็นบุคคลที่พบขุนนางก็ไม่ต้องคุกเข่า ถึงตอนนั้น ถ้าลูกชายอยากแก้แค้นแทนมารดาก็ง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือเลยน่ะสิ?
เถ้าแก่ถังย่อมไม่คิดจะเก็บภัยคุกคามเช่นนี้เอาไว้