ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 569 เจ้าเจ็ด ระวัง!
บทที่ 569 เจ้าเจ็ด ระวัง!
จะว่าไปก็บังเอิญทีเดียว เมื่อจูต้าและจูอู่จวนจะถึงสำนักศึกษาสกุลเสินก็เห็นจูชีกำลังยืนอยู่ใต้โรงน้ำชาแห่งหนึ่ง
น้องเจ็ดของพวกเขาโคลงศีรษะ ยืนมองทางนั้นทีทางนี้ที ไม่รู้ว่ากำลังมองหาใครอยู่
จูอู่ร้องทัก “เจ้าเจ็ด ทางนี้!”
จูชีได้ยินเสียงคนเรียกชื่อตนเองก็แลมาทางนี้
“พี่ห้า?!”
หลังจากเห็นชัดว่าเป็นใคร จูชีก็ประหลาดใจอย่างยิ่งและตรงเข้ามาหา
เพิ่งสาวเท้ามาได้ก้าวเดียว กระถางดอกไม้ขนาดใหญ่ใบหนึ่งก็ร่วงลงมาจากเหนือศีรษะ เฉียดผ่านท้ายทอยเขาไปอย่างหวุดหวิด
เพล้ง!
เสียงดังสนั่นทำให้จูชีตกใจจนก้าวกระโดดไปไกล
จูต้าและจูอู่ที่มองเห็นฉากนี้ตะลึงพรึงเพริด “เจ้าเจ็ด?!”
พวกเขาร้องเสียงดังขณะวิ่งเข้ามาหาจูชี
“เจ้าเจ็ด เจ้าไม่เป็นไรกระมัง?”
จูต้าดึงจูชีออกมาข้าง ๆ มองสำรวจน้องชายขึ้นลงอย่างตกใจไม่หาย
จูอู่ตาไว เขาเห็นเงาคนเคลื่อนไหวอยู่บนชั้นสอง “พี่ใหญ่ ข้างบนมีคน”
แม้จูต้าจะไม่ได้เห็นคน แต่เขาเชื่อในการตัดสินของน้องห้า จึงตั้งท่าจะพุ่งตัวออกไปทันที “เจ้าคอยดูเอาไว้ ข้าจะตามไป”
“พี่ใหญ่ คนผู้นั้นสวมชุดสีน้ำเงิน ผ้าโพกศีรษะสีดำ ส่วนสูงปานกลาง มุมซ้ายของคางมีไฝขนาดใหญ่เม็ดหนึ่ง…” เวลาเพียงชั่วขณะเท่านั้น จูอู่กลับจดจำลักษณะเฉพาะของคนผู้นั้นได้อย่างแม่นยำ เขาบอกต่อจูต้าอย่างรวดเร็ว
เกรงว่าคนผู้นั้นจะอย่างไรก็คงคิดไม่ถึงว่าคนสกุลจูจะพิสดารถึงเพียงนี้ แค่แวบเดียวก็มองเห็นตนเองอย่างชัดเจน
เขากลับเข้าไปในโรงน้ำชาแล้วไปนั่งลงท่ามกลางหมู่คนในโถงใหญ่อย่างเปิดเผย แสร้งทำเป็นดื่มชา คิดจะกลบเกลื่อนไปเช่นนี้
ทว่าน่าเสียดาย จูต้าเข้ามาหาคนโดยอ้างอิงจากคำพูดของจูอู่และหาเจออย่างรวดเร็ว
จูต้าย่างสามขุมเข้ามาหา
คนผู้นั้นไม่กล้าหันไปมอง แต่เห็นจากหางตาคล้ายกับว่ามีคนตรงมาทางตนเองก็รู้สึกตึงเครียดขึ้นมา
จูต้าลงมืออย่างว่องไว ยกเท้าถีบคนตกจากม้านั่งแล้วใช้มือเดียวคว้าคนเอาไว้
“เจ้าทำอะไร?!” คนผู้นั้นตระหนกจนร้องเสียงดัง ตะโกนว่า “ใครก็ได้ มีคนมาก่อกวนโรงน้ำชาแล้ว!”
“ก่อกวนมารดาเจ้าน่ะสิ! กล้าลงมือกับน้องข้า ข้าจะอัดเจ้าให้” เนื่องจากทำงานเกษตรที่ต้องใช้แรงมากอยู่เป็นประจำ จูต้าจึงมีเรี่ยวแรงมากกว่าคนทั่วไป
คนผู้นั้นเคลื่อนไหวช้าไปก้าวหนึ่ง จึงถูกจูต้าคว้าข้อมือเอาไว้ได้ เพียงกระชากเล็กน้อยก็ดึงคนกลับมาตรงหน้าตัวเองราวกับจับลูกไก่อย่างไรอย่างนั้น
คนผู้นั้นมีสีหน้าตระหนก ไม่อยากจะเชื่อ
คนรอบข้างยังไม่ทันได้สติกลับมา จูอู่ก็พาจูชีเข้ามาถึงข้างในแล้ว
“น้องเจ็ด เจ้ารออยู่ตรงนี้” จูอู่ไม่ได้ให้น้องเจ็ดเข้ามามีส่วนร่วมด้วย อย่างไรเสียจูชีก็เป็นบัณฑิต ว่าที่นายท่านซิ่วไฉย่อมไม่อาจเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องหยาบกระด้างพรรค์นี้
แต่ถ้าเป็นเขากลับไม่เป็นไร เขาเป็นเพียงชาวนาบ้านนอกคนหนึ่ง จะหยาบกระด้างสักหน่อยก็หาเป็นไรไม่
“เจ้าห้า เป็นเขาใช่ไหม?” จูต้าเห็นพวกน้องชายเข้ามาแล้วก็บังคับให้คนผู้นั้นเงยหน้าขึ้นเพื่อให้จูอู่ยืนยัน
“เป็นเขา พี่ใหญ่ ข้าจำได้ เขานี่แหละที่ปล่อยกระถางดอกไม้ลงมา เกือบทุ่มถูกหัวน้องเจ็ดแล้ว” จูอู่สมองปราดเปรียว เพิ่งเข้ามาก็สังเกตได้ว่าความเคลื่อนไหวของพี่ใหญ่ดึงดูดความสนใจของคนจำนวนมาก
เขาไม่ได้ปิดบังอำพราง ใช้ถ้อยคำไม่กี่ประโยคก็อธิบายเรื่องราวจนกระจ่าง
“อะไรนะ เกือบทุ่มกระถางดอกไม้ใส่หัวคนแล้ว?”
“ข้าว่าแล้วเชียว ไม่แปลกเลยที่คนเขาตามมาหาถึงที่ ถ้าเป็นข้าก็คงจะอัดเขาเหมือนกัน”
……
ท่ามกลางฝูงชนมีคนมองมาทางนี้พลางหันไปซุบซิบกัน
คนผู้นั้นยังอยากแก้ตัว บอกว่าข้าไม่ได้ทำ เจ้าใส่ร้ายข้า
จูอู่จึงสวนกลับมา “เจ้าบอกว่าไม่ใช่เจ้า แล้วเป็นใคร? ในโรงน้ำชาแห่งนี้ถ้าไม่ใช่เจ้าก็ต้องเป็นคนอื่น งั้นเจ้าก็บอกมาซิว่าเป็นใครกันแน่?”
“เป็น…” คนผู้นั้นมองไปรอบด้าน คนทั้งหมดจ้องมาที่เขาเหมือนจะเตือนว่า เจ้าลองพูดเหลวไหลดูสิ ข้าจะอัดเจ้าให้!
เขาไม่กล้าชี้ตัวคน จำต้องปล่อยให้จูต้าและจูอู่พาตัวไป
อีกด้านหนึ่ง จูซานพบว่าจูชีหายตัวไป
“ข้าให้เขาไปที่โรงน้ำชา?” จูซานงุนงง เขาอยู่ในห้องนอนมาตลอด จะเคยไหว้วานคนมาบอกให้จูชีไปที่โรงน้ำชาเสียที่ไหน?
บัณฑิตตรงหน้ามีสีหน้างุนงงเช่นกัน “มีคนมาบอกอย่างนั้น เจาะจงเรียกหาศิษย์พี่ซุ่นเต๋อ”
“เจ้ายังจำได้ไหมว่าเป็นโรงน้ำชาไหน?” ไม่รู้ว่าจูซานคิดมากไปเองหรืออย่างไร เขารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล
ไม่ได้การ เขาต้องไปหาน้องเจ็ด ไม่เห็นคนอย่างนี้ เขาไม่สบายใจเลย
คนผู้นั้นบอกชื่อโรงน้ำชาแห่งหนึ่งออกมา
จูซานฝากต้าเป่าและเอ้อร์เป่าไว้กับเสินต้าเหนียง แล้ววิ่งออกไปตามหาคนอย่างรีบร้อน
พี่น้องมาเจอกันกลางทาง ต่างคนต่างตกใจ จูต้ากับจูอู่นึกยินดีที่พวกตนมาหาจูซาน ส่วนจูซานก็ดีใจที่พวกเขามาหาตนเองเวลานี้พอดี ไม่อย่างนั้น…
จูชีที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่สัมผัสได้ว่ามีเรื่องไม่ปกติ “…”
เขาไม่กล้าทำอะไรทั้งนั้น เพียงนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างว่าง่าย ปล่อยให้อีกฝ่ายจัดการตามใจชอบ
จูซานโมโหอย่างหาได้ยาก ปราดเข้ามาสั่งสอนจูชี “บอกเจ้าตั้งกี่ครั้งแล้ว อย่าเที่ยววิ่งออกไปข้างนอก อย่าไปไหนส่งเดช เจ้าจำไม่ได้เรอะ?”
จูชีรู้สึกว่าได้รับความไม่เป็นธรรม “คนคนนั้นบอกว่าพี่สามเรียกข้า…”
“เจ้าโง่เรอะ ข้าอยู่ในสำนักศึกษา ถ้าจะหาเจ้าเรียกเจ้ากลับห้องก็ได้ ทำไมจะต้องเรียกเจ้าออกไปข้างนอก?”
จูชีไม่กล้าพูดอะไรอีก เขาจะบอกได้อย่างไรว่าความจริงคือเขาท่องตำราทุกวันจนเหนื่อยแล้ว อยากออกไปข้างนอกเป็นทุนเดิม พอได้ยินคนบอกว่าพี่สามเรียกเขาออกไป เขาก็วิ่งกระหืดกระหอบออกไปทันที?
โกรธก็ส่วนโกรธ แต่พี่น้องทั้งหลายก็ยังไม่ลืมเป็นห่วงจูชี
“น้องเจ็ด เจ้าอย่าโกรธไปเลย พี่สามแค่ตกใจเพราะเจ้าก็เท่านั้นเอง”
“ใช่แล้ว อาเจ็ด ถ้าพ่อข้ากับอาห้าไม่เจอท่านพอดี ท่านคงถูกกระถางดอกไม้ทุบหัวแตกแล้ว”
“อาเจ็ดคนดี ต่อไปเวลาออกไปเล่นข้างนอกจะต้องพาพวกข้าไปด้วยนะขอรับ”
……
กระทั่งต้าเป่าและเอ้อร์เป่ายังรู้สึกกังวลใจไปด้วย ถูกเรื่องคราวนี้ทำให้ตกใจอย่างจริงจัง
พูดเรื่องจูชีจบแล้ว จูซานค่อยนึกถึงเรื่องที่จูต้ากับจูอู่มาหาตนเอง “ทำไมพวกเจ้าถึงมาหาข้าที่ตำบลเล่า ที่เรือนคงไม่ได้เกิดอะไรขึ้นหรอกนะ?”
เขาย่อมไม่คิดว่าที่เรือนจะเกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ แต่ถามไปอย่างนั้นก็เท่านั้นเอง
ในสายตาเขา ที่เรือนมีมารดาคอยดูแลย่อมไม่มีทางเกิดเรื่องใหญ่ใดไปได้
มิคาดว่าเพียงจูต้าและจูอู่เอ่ยปากก็ทำให้เขาต้องสะดุ้งโหยง
“อะไรนะ?! ท่านแม่เข้าคุก?!” จูซานซักไซ้ทันที “เรื่องเป็นอย่างไรกันแน่ ทำไมอยู่ดี ๆ ท่านแม่ก็เข้าคุก?”
จูอู่จึงเล่าความเป็นมาให้ฟัง
เมื่อจูซานฟังว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไรแล้ว หัวใจก็เต้นกระหน่ำ “ท่านแม่ใจกล้าเกินไปแล้ว พวกเจ้าก็ไม่รู้จักทัดทานเสียบ้าง เรื่องใหญ่ปานนี้ ถ้าเกิดเรื่องไม่คาดคิดกับท่านแม่ตอนอยู่ในคุกจะทำอย่างไร?”
“พี่สาม ท่านคิดว่าด้วยนิสัยของท่านแม่ ถ้าท่านแม่จะทำอะไร พวกข้าจะห้ามได้งั้นหรือ?” จูอู่รู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง
จูซานถอนหายใจ “ก็จริง…แล้วต่อจากนี้เล่า พวกเจ้าคิดจะทำอย่างไร?”
จูอู่จึงตอบจูซาน
จูซานมีท่าทีครุ่นคิด “นี่กลับเป็นวิธีหนึ่ง พวกเราอาจแยกย้ายกันเคลื่อนไหวก็ได้”
“แยกย้ายกันเคลื่อนไหว?” จูอู่กล่าว “พี่สาม พวกข้าวางแผนกันเรียบร้อยแล้ว ท่านช่วยดูแลน้องเจ็ด ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็พอขอรับ”
จูซานมองพวกเขาสองคนพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าคิดแต่จะไปหานายท่านผู้เฒ่าซุน แล้วไม่คิดถึงอาจารย์เสินบ้างหรือ?”
จูต้าและจูอู่อึ้งไป “อาจารย์เสิน?”