ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 575 เขาจะไม่ยอมตายคนเดียว
บทที่ 575 เขาจะไม่ยอมตายคนเดียว
ต้นไม้ล้ม วานรกระจัดพลัดพราย กำแพงล้ม คนทั้งหลายช่วยกันผลัก*[1]
ตอนที่เถ้าแก่ถังยังเป็นเถ้าแก่ถัง เขาเคยคบหาผู้คนมากหน้าหลายตาผ่านบ่อนพนันอี้ซิง มีหน้ามีตาเพียงไหน เมื่อเถ้าแก่ถังมิใช่เถ้าแก่ถังอีกต่อไป ความผิดเป็นที่ประจักษ์ คนเหล่านั้นกลับกลัวว่าเขาจะพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา ปรารถนาจะเหยียบเขาให้ตายเสียเดี๋ยวนั้น
เห็นกับตาว่าหลักฐานไม่เอื้อต่อตนเองมากขึ้นทุกที หัวเซี่ยงหรงไฉนเลยจะยอมได้ จึงลากเย่อวี๋หรานลงน้ำมาด้วยกัน “นายอำเภอไต้ ข้าต้องการฟ้องร้องจูต้าเหนียง ครอบครัวของนางเห็นแก่ผลประโยชน์จนหน้ามืดตามัว ทำร้ายจูเอ้อร์เม่ยถึงแก่ชีวิต พ่อลูกสกุลเฉียนไปที่หมู่บ้านสกุลจูเพื่อขอคำอธิบาย จนถึงตอนนี้กลับไร้ข่าวคราว เป็นตายไม่อาจรู้ได้”
“ใช่แล้ว ข้ายอมรับ ข้ารู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว แต่ข้าไม่อยากเดือดร้อนจึงไม่ได้พูดออกมาแต่แรก”
“ข้าคิดว่าอย่างไรเสียจ้าวเหลียนก็แจ้งความแทนพ่อลูกสกุลเฉียนแล้ว คาดว่าด้วยสติปัญญาเหนือธรรมดาของนายอำเภอไต้ ย่อมจะตรวจสอบเรื่องนี้จนกระจ่างแน่นอน”
……
หัวเซี่ยงหรงเป็นคนใจเด็ดคนหนึ่ง อาศัยข้ออ้างว่า ‘คนใกล้ตายไม้ใกล้ฝั่ง คำพูดย่อมแฝงเจตนาดี’ ย้อนกัดเย่อวี๋หรานไม่ยอมปล่อย
ในเมื่ออย่างไรเขาก็ต้องตาย ใครก็อย่าคิดว่าจะรอดไปได้
สิ่งที่หัวเซี่ยงหรงไม่รู้ก็คือ ขณะที่เขาโจมตีเย่อวี๋หราน หูตาของบรรดาตระกูลใหญ่ก็เฝ้าอยู่นอกโถงพิจารณาคดีด้วยเช่นกัน
พวกเขาเห็นสถานการณ์กลายเป็นเช่นนั้นก็กลับไปรายงานเจ้านายทันที
ฉับพลันนั้น ตระกูลใหญ่บางตระกูลถึงกับหน้าเปลี่ยนสี
หัวเซี่ยงหรงสามารถเปิดบ่อนพนันในตำบลอันจิ่วอย่างมั่นมาได้หลายปี ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีสายสัมพันธ์เอาเสียเลย ขณะที่สายสัมพันธ์เหล่านี้จะมีสักกี่คนที่หนักแน่นโดยไม่สั่นคลอน?
ล้วนแต่เป็นคนที่มารวมตัวกันเพื่อผลประโยชน์ก็เท่านั้น
ทันทีที่มีรอยแตกเพียงเล็กน้อย สายสัมพันธ์นี้ก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้อีก
น่าเสียดายที่หัวเซี่ยงหรงไม่รู้เรื่องนี้ หรือกล่าวได้ว่าเขาเชื่อมั่นในตัวเองและสายสัมพันธ์กับตระกูลใหญ่เหล่านั้นมากเกินไป
“อะไรนะ?!” นายท่านเฉียนสีหน้าเปลี่ยนไปทันใด
“พี่ใหญ่…จะทำอย่างไรดี?” นายท่านรองเฉียนพลันกระวนกระวายใจ “ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปแล้วเบื้องบนรู้ว่าครอบครัวเราไปเกี่ยวข้องกับเถ้าแก่ถัง มิหนำซ้ำยังเปิดบ่อนพนันด้วยกันอีก อย่างนั้นพวกเราก็จบสิ้นแล้ว”
“ตื่นตูมทำไม? เขายังไม่ได้พูดออกมาไม่ใช่รึ”
“ตอนนี้เขายังไม่ได้พูด แต่อีกสักหน่อยเล่า? พี่ใหญ่ เจ้าหมอนั่นแม้แต่การสวมรอยเป็นคนอื่นยังทำได้ ท่านคงไม่ได้เชื่อในคุณธรรมของเขาจริง ๆ หรอกนะ?”
นายท่านรองเฉียนร้อนใจเสียแล้ว รู้สึกว่าพี่ชายของตนพึ่งพาไม่ได้
คนแบบนี้ก็ยังเชื่อใจ ตระกูลเฉียนของเขายังจะใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลเหมือนตอนนี้ต่อไปได้หรือไม่?
สาเหตุที่ครอบครัวพวกเขาไม่อยากไปอยู่เมืองหลวงก็เพราะที่นี่ ‘สวรรค์สูงฮ่องเต้ห่างไกล’*[2] ใครก็เอื้อมมือมาไม่ถึง พวกเขาจึงสามารถตั้งตัวเป็น ‘นายท่าน’ ได้มิใช่หรือไร?
ไม่อย่างนั้น พวกเขาคงจากไปนานแล้ว
นายท่านเฉียนเงียบไป เขาใช้ความคิดไปเพียงครู่หนึ่งก็เรียกหาพ่อบ้านแล้วกล่าวว่า “ไปเชิญอนุฝางมาอย่างเงียบ ๆ”
“ขอรับ นายท่าน”
พ่อบ้านรับคำเสร็จก็หมุนกายจากไปทันที
นายท่านรองเฉียนงุนงง “ท่านเชิญอนุฝางมาตอนนี้ทำไม? นางเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง จะไปทำอะไรได้?”
นายท่านเฉียนถลึงตาใส่ “เจ้าโง่! ไปทำธุระของเจ้า เรื่องนี้ข้ารู้ดีว่าต้องจัดการอย่างไร”
นายท่านรองเฉียนไม่พอใจ “ท่านรู้ดีว่าต้องจัดการอย่างไรงั้นเรอะ ถ้าท่านรู้จริงจะเชิญอนุของคนอื่นมาทำไม? นี่มันเวลาไหนกันแล้ว? ไฟลามมาถึงขนคิ้วแล้วยังไม่รู้ตัวอีก?”
นายท่านรองเฉียนไม่พอใจเรื่องที่บิดาเขามอบตำแหน่งให้พี่ชายมาโดยตลอด
แม้จะเป็นผู้ทรงอิทธิพลท้องถิ่น แต่กลับมีพี่ชายคอยกดอยู่เหนือศีรษะตลอดเวลา ความรู้สึกถูกควบคุมเช่นนี้จะปลอดโปร่งเท่าการเป็นลูกพี่เสียเองได้อย่างไร?
“ไปให้พ้น!” นายท่านเฉียนไล่
นายท่านรองเฉียนโมโหยิ่งนัก รีบเดินตัวปลิวจากไป “ไม่ยุ่งก็ได้ คิดว่าข้าอยากยุ่งนักเรอะ? อยากทำอะไรก็เชิญ!”
……
ขณะเดียวกัน ภายในศาลพิจารณาคดี
มุมปากของเย่อวี๋หรานผุดรอยยิ้มเบาบาง “อ้อ เถ้าแก่ถังหมายความว่า ท่านเห็นข้าฆ่าพวกจูเอ้อร์เม่ยยกครัวด้วยตาตัวเอง?”
หัวเซี่ยงหรงกัดไม่ปล่อย เขาตอบว่า “เรื่องที่ได้ยินไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องจริง สิ่งที่ได้เห็นต่างหากจึงเป็นเรื่องจริง ถ้าเจ้าเก่งจริงก็เชิญพวกเขามาขึ้นศาลเสียสิ เท่านี้ก็รู้เรื่องแล้วนี่นา?”
เขาแค้นจูต้าเหนียงคนนี้นัก บัญชีเก่าตั้งแต่นมนานมาแล้วยังไปคุ้ยมาได้ เห็นได้ชัดว่าสตรีผู้นี้มีการเตรียมตัวมาก่อน
หากเป็นเช่นนี้ เขาก็ไม่เชื่อแล้วว่าจูเอ้อร์เม่ยกับสองพ่อลูกสกุลเฉียนนั่นยังเคราะห์ดีอยู่ได้
อยากให้เขาตาย? ได้! ต่อให้เขาต้องตาย ก่อนตายก็ขอถลกหนังอีกฝ่ายออกมาสักหน่อยเถอะ
“ตอนนี้กำลังพูดถึงคดีของท่านอยู่ มาพูดเรื่องข้าทำไม? พิจารณาคดีความก็ต้องว่ากันไปทีละคดีไม่ใช่หรือ? คดีของท่านจบแล้วค่อยว่ากันเถอะ” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าเฉยเมย
“ฮ่า ๆ! เจ้าไม่กล้า?” นางยิ่งทำเช่นนี้ หัวเซี่ยงหรงก็ยิ่งเข้าใจว่าอีกฝ่ายร้อนตัว จึงรีบหันกลับไปหานายอำเภอไต้ “ใต้เท้านายอำเภอ ตอนแรกที่จ้าวเหลียนมาแจ้งความก็คือเรื่องนี้ ถ้าจะสอบสวนก็ควรสอบสวนคดีของจูต้าเหนียงก่อน นั่นเกี่ยวพันกับชีวิตคนสามชีวิตเชียวนะ ไม่แน่ว่าตอนนี้ในหมู่พวกเขาอาจมีผู้รอดชีวิตก็ได้ ถ้าชักช้าอยู่ก็อาจช่วยใครไม่ได้สักคน ถึงตอนนั้นคนอื่นจะพูดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น…”
เขายังข่มขู่นายอำเภอไต้ว่า คงไม่อยากให้คนลือว่าไร้ประสิทธิภาพในการพิจารณาคดีหรอกใช่ไหม?
นายอำเภอไต้เป็นพวกรักหน้าตาตัวเองปานไหน เพียงถูกยั่วยุเล็กน้อยก็โกรธกริ้ว “ข้าพิจารณาคดียังต้องให้เจ้าสั่งสอนอีกรึ?”
ตอนแรกเป็นคดีของเย่อวี๋หราน ต่อมาก็เป็นอาจารย์เสินพาเหล่าจวี่เหรินและซิ่วไฉมาเยือน ยังมีนายท่านผู้เฒ่าซุนที่นำหลักฐานมายื่นอีก ย่อมทราบว่าทุกอย่างนี้เกิดขึ้นเพราะผลประโยชน์
ตั้งแต่ต้นจนจบมีคนแห่กันมามากมาย แม้จะอ้างเหตุผลสวยหรู ไม่อาจจับผิดได้แม้แต่น้อย แต่นายอำเภอไต้ยังจะไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องราวใดเลยงั้นหรือ?
ในฐานะที่เป็นนายอำเภอ คิดไม่ถึงว่าแค่หญิงชนบทผู้หนึ่งก็จัดการไม่ได้ โทสะในอกเขาไร้ที่ระบายอยู่พอดี
คิดไม่ถึงว่ายามนี้กลับมีหนามยอกอกผุดขึ้นมาอีกและทิ่มแทงใจเขา นายอำเภอไต้ยิ่งโมโหกว่าเดิม อ้างว่ามีคนท้าทายอำนาจขุนนางในราชสำนัก แล้วสั่งโบยคนไปสิบไม้
หัวเซี่ยงหรง: มารดามันเถอะ! นี่ก็ปัญญาอ่อนอีกคน!
แต่การถูกโบยครานี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีผลเลยทีเดียว เพราะนายอำเภอไต้สั่งลงไปว่าให้คนสกุลจูพาจูเอ้อร์เม่ยและเฉียนซินสองพ่อลูกมาขึ้นศาล
มารดากำลังถูกไต่สวนอยู่ในศาล ในฐานะลูกชาย จูต้าและจูอู่ย่อมไม่อาจวางใจ ตามมาเฝ้าอยู่นอกศาลแต่แรกแล้ว
ครั้นได้ยินว่าให้นำตัวคนมา พวกเขาก็ก้าวออกมาโดยไม่ลังเล บอกว่ายินดีนำทางให้เจ้าพนักงาน
“หา ข้าก็ต้องขึ้นศาลด้วย?” จูเอ้อร์เม่ยได้ยินเช่นนั้นสองขาก็พลันอ่อนยวบ
เรื่องอย่างการขึ้นศาลพบขุนนางใช่เรื่องที่จะมาล้อเล่นกันได้หรือ?
พูดผิดไปประโยคเดียวก็อาจถูกนายอำเภอสั่งบั่นคอ นั่นเป็นการหาเรื่องเดือดร้อนโดยเปล่าประโยชน์ชัด ๆ เลยไม่ใช่เรอะ?
จูเอ้อร์เม่ยกลัวเหลือขนาด โบกไม้โบกมือให้เจ้าพนักงาน “ไม่เอา ไม่เอา ข้าไม่ไป…”
“อาหญิงรอง ถ้าท่านไม่ไป คนอื่นก็จะเข้าใจว่าท่านแม่ทำร้ายท่านจนตายนะ” หลี่ซื่อรีบเอ่ย “แล้วท่านแม่จะกลับมาได้อย่างไร? ท่านไปสักรอบเถอะเจ้าค่ะ ไม่ต้องพูดอะไรก็ได้”
“ใช่แล้ว อาหญิงรอง ท่านไม่ต้องพูดอะไรก็ได้ แค่ยืนอยู่เฉย ๆ ก็พอ” สะใภ้สกุลจูคนอื่น ๆ ช่วยโน้มน้าว
ตอนที่เย่อวี๋หรานอยู่ที่เรือนออกจะเข้มงวดก็จริง แต่บรรดาลูกสะใภ้ก็ยังเคารพนางอยู่มาก
เพราะพวกนางเข้าใจดีว่า สกุลจูสามารถมีวันเวลาดี ๆ ในตอนนี้ได้ล้วนต้องพึ่งพาแม่สามี ถ้าปราศจากแม่สามีแล้ว พวกนางจะทำอย่างไร?
กินลมตะวันตกเฉียงเหนืองั้นหรือ?
โน้มน้าวอยู่เป็นนาน ประกอบกับเจ้าพนักงานยังยืนอยู่ข้าง ๆ จูเอ้อร์เม่ยไม่อยากไปแค่ไหนก็ต้องไป จำต้องพยักหน้า “ก็ได้ ข้าไป แต่พวกเราตกลงกันแล้วนะว่าข้าจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น ถ้าพูดอะไรผิดไป พวกเจ้าอย่ามาโทษข้าล่ะ…”
จูอู่หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เขาตอบนางว่า “อาหญิงรอง ท่านวางใจเถอะขอรับ ใต้เท้านายอำเภอแค่อยากยืนยันว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่เท่านั้น ท่านแค่ทักทายเขาก็พอแล้ว”
[1] ต้นไม้ล้มวานรกระจัดพลัดพราย กำแพงล้มคนทั้งหลายช่วยกันผลัก (树倒猢狲散,墙倒众人推) หมายถึง เมื่อคนเราถึงคราวตกต่ำ ใคร ๆ ก็ถอยห่าง หรือกระทั่งซ้ำเติมก็มี
[2] สวรรค์สูงฮ่องเต้ห่างไกล (天高皇帝远) หมายถึง อยู่ห่างไกลจากอำนาจส่วนกลาง