ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 578 ไร้ยางอาย
บทที่ 578 ไร้ยางอาย
นายท่านผู้เฒ่าซุนกล่าวว่า “อนุฝางผู้นี้ ก่อนจะถูกส่งตัวมาเคยเป็นคนโปรดของนายท่านเฉียนมาก่อน และถึงจะถูกส่งตัวไปให้หัวเซี่ยงหรงแล้วก็ไม่ได้ตัดเยื่อใยกับทางนั้น…”
พี่เป้าเข้าใจแล้ว
ตระกูลใหญ่เหล่านี้ช่างมีเรื่องยุ่งยากใจมากมายจริง ๆ
ส่วนนายท่านเฉียนผู้นั้นก็ไม่ใช่คนดีอะไร เป็นพวกกินไม่เลือกแท้ ๆ
ถ้าอนุฝางไม่ได้ตัดสัมพันธ์กับนายท่านเฉียน เช่นนั้นเด็กในท้องของนางเป็นลูกใครก็ยากจะระบุได้ชัด
นางจะโกหกทั้งสองฝ่ายเพื่อ ‘ปกป้องตัวเอง’ ก็ไม่แปลก
จูอู่ไม่เคยพบเรื่องแบบนี้มาก่อน รับฟังอย่างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ครั้นพี่เป้าอธิบายให้ฟัง เขาจึงค่อยแจ่มแจ้ง
แต่ก็เพราะเรื่องนี้ เขาจึงตระหนักได้ว่าเรือนหลังของตระกูลใหญ่วุ่นวายเพียงไหน
จากนั้นเขาก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “เดี๋ยวก่อน ตอนนี้พวกเรากำจัดหัวเซี่ยงหรงไปแล้ว ก็เท่ากับว่าล่วงเกินตระกูลเฉียนไปแล้วน่ะสิขอรับ? บ่อนพนันอี้ซิงเป็นความร่วมมือระหว่างหัวเซี่ยงหรงและตระกูลเฉียนนี่นา พอหัวเซี่ยงหรงตาย บ่อนพนันยังจะเปิดต่อไปได้หรือ?”
ก็แล้วไม่ใช่หรือไร เงินทุนสำรองของบ่อนพนันอี้ซิง ส่วนหนึ่งมาจากถังหัวชิงนี่นา
ต่อให้ถังฟูเหรินไม่รู้ เกรงว่านายอำเภอไต้ผู้นั้นก็คงเห็นเงินแล้วตาโต บังเกิดความโลภขึ้นมา
ถึงอย่างไรเรื่องที่ตระกูลเฉียนร่วมมือกับหัวเซี่ยงหรงก็ไม่ได้ทำอย่างเปิดเผย เพียงไปมาหาสู่กันในทางลับ นายอำเภอไต้สามารถทำเป็นไม่รู้ ที่ควรริบทรัพย์ก็ริบไป อย่างนั้น…
เมื่อไม่มีบ่อนพนันอี้ซิง ตระกูลเฉียนก็ขาดแหล่งรายได้ไปทางหนึ่ง แล้วจะยอมปล่อยคนที่ทำลายแหล่งทำเงินของพวกเขาไปงั้นหรือ?
“สมแล้วที่เป็นลูกชายของจูต้าเหนียง” นายท่านผู้เฒ่าซุนยิ้มและเอ่ยชมเชย “คุณชายจูอู่ความคิดอ่านปราดเปรียวยิ่งนัก!”
จูอู่ถูกชมเช่นนี้ก็ค่อนข้างขัดเขิน “นายท่านผู้เฒ่าซุนเกรงใจไปแล้ว ข้าเป็นแค่เด็กหนุ่มชนบทคนหนึ่ง คู่ควรกับคำเรียกหาว่า ‘คุณชาย’ เสียที่ไหน ท่านเรียกข้าว่าจูอู่ก็พอแล้ว ทุกคนเรียกข้าเช่นนี้”
“นั่นก็ไม่แน่เสมอไป” นายท่านผู้เฒ่าซุนกล่าว “ตอนนี้ยากจนก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยากจนไปทั้งชีวิต ในสายตาของข้า ครอบครัวพวกเจ้ากำลังไต่เต้าขึ้นมาเรื่อย ๆ คำเรียก ‘คุณชาย’ นี้เป็นเรื่องไม่ช้าก็เร็ว มิสู้นำมาเรียกให้เร็วหน่อย สร้างน้ำใจเล็กน้อยต่อกัน หวังว่าถ้ามีวันนั้น สกุลจูจะไม่ลืมมิตรภาพในวันนี้”
จูอู่ไม่เข้าใจเลยว่าคำกล่าวนี้ของนายท่านผู้เฒ่าซุนมาจากไหน จึงรู้สึกประดักประเดิดอยู่บ้าง
ขณะที่เขาไม่รู้ว่าควรตอบอีกฝ่ายอย่างไร เย่อวี๋หรานก็เอ่ยแทรกขึ้นมายิ้ม ๆ “ขอให้สมพรปากท่าน ถ้ามีวันนั้นจริง สกุลจูของพวกข้าจะต้องแสดงความขอบคุณต่อนายท่านผู้เฒ่าซุนอย่างดีแน่นอน นกน้อยจะบินได้ก็ต้องอาศัยความสูงของกิ่งไม้ คนเราก็เหมือนกัน ถ้าทั้งชีวิตไม่มี ‘ผู้สูงศักดิ์’ ช่วยประคับประคอง ถึงอยากบินก็คงบินไม่ถึงไหน ในเมื่อเป็นบุญคุณของผู้สูงศักดิ์ เจ้านกน้อยย่อมไม่ลืมเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นจะต่างอะไรจากสัตว์เดรัจฉาน?”
“ฮ่า ๆๆๆ…” นายท่านผู้เฒ่าซุนได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะร่า “จูต้าเหนียง อาศัยแค่คำพูดของท่านในวันนี้ก็นับว่าข้าไม่ได้มาเสียเที่ยวแล้ว”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็ถอนหายใจออกมา บอกเล่าความลำบากของครอบครัวตนเอง
เดิมทีนั้นตระกูลซุนเคยรุ่งเรืองมาก่อน น่าเสียดายที่ตั้งแต่โบราณมา หากกล่าวถึงฐานะทางสังคมแล้ว พ่อค้าเป็นอาชีพที่ต่ำต้อยที่สุด
ต่อให้เขาตรากตรำทุ่มเทมาทั้งชีวิตจนมีทรัพย์สินมหาศาล แต่จะมีประโยชน์อันใดเล่า?
ผู้อื่นมีอำนาจบารมี เพียงเอ่ยวาจาประโยคเดียวก็พอแล้ว
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องกระจายทรัพย์สินของครอบครัวออกไป พาลูกชายคนโตกลับมาบ้านเกิด หวังเพียงชีวิตที่สงบสุข
นายท่านผู้เฒ่าซุนแนะนำซุนโส่วลูกชายของตนเองแก่เย่อวี๋หรานอย่างเป็นทางการ บอกว่าลูกชายคนนี้ไร้ความสามารถ มีดีแค่ซื่อสัตย์ภักดี และมีจิตใจกตัญญูเท่านั้น
เขาไม่หวังให้ซุนโส่วมีความสามารถยิ่งใหญ่ เพียงหวังว่าหลังจากเขาหลับตาลงแล้ว ซุนโส่วจะสามารถรักษากิจการครอบครัวเอาไว้ได้
วาจาที่สะท้อนความว้าเหว่ของวัยชราเช่นนี้ทำให้คนที่ได้ยินต่างทอดถอนใจ ผลัดกันกล่าวคำปลอบโยนอยู่หลายคำ
จากนั้น นายท่านผู้เฒ่าซุนก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เขากล่าวว่า “จูต้าเหนียงทราบหรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงให้ความสำคัญกับท่านเช่นนี้?”
ครั้นได้ยินเช่นนั้น จูอู่ก็มึนงงสงสัย คิดในใจว่า ‘จริงด้วย ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน นายท่านเป็นท่านผู้เฒ่าที่ร่ำรวยคนหนึ่ง ทำไมถึงให้ความสำคัญกับแม่ข้าแบบนี้?’
เย่อวี๋หรานตอบโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง “เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริง ๆ นายท่านผู้เฒ่าซุนพอจะบอกได้หรือไม่?”
“เฮ้อ…” นายท่านผู้เฒ่าซุนถอนหายใจ “ความจริงแล้วตอนแรกข้าเพียงคิดว่าอาหารที่ครอบครัวเจ้าทำไม่เลวจริง ๆ ตั้งใจว่าจะใช้เวลาที่เหลืออยู่สร้างกิจการทิ้งไว้ให้โส่วเอ๋อร์เพิ่มขึ้นอีกอย่าง ไม่คาดคิดเลยว่าการกระทำของข้าจะดึงดูดความสนใจของตระกูลเฉียน”
“ตระกูลเฉียนเข้าใจว่าสูตรอาหารของพวกเจ้าวิเศษมากมาย จึงอยากแบ่งน้ำแกงด้วย”
“แต่ข้าไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะใช้วิธีการสกปรกเช่นนี้”
……
เขาวิเคราะห์ให้พวกเย่อวี๋หรานฟังว่า จู่ ๆ หัวเซี่ยงหรงก็อยากได้สูตรอาหารของสกุลจูนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องที่วางแผนมาแล้วล่วงหน้า
หากมิใช่เพราะคนตระกูลเฉียนแพร่งพรายข้อมูลต่อหัวเซี่ยงหรง เขาที่เป็นคนเปิดบ่อนผู้หนึ่งจะคิดแผนการมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร?
เขาเองก็เพิ่งรู้ว่าตระกูลเฉียนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ตอนที่ได้ข่าวว่าหัวเซี่ยงหรงหมายตาสูตรอาหารนี่เอง และตอนนั้นถึงได้ตรวจสอบพบว่าตระกูลอวี๋ที่เปิดร้านขายชาดไปเข้าตาคนในเมืองหลวงและย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ในเมืองหลวงได้ก็เพราะสูตรทำชาดของสกุลจู
“ก่อนนี้เป็นสูตรหนึ่ง ตอนนี้ก็อีกสูตร ไม่แปลกที่ตระกูลเฉียนจะบังเกิดความโลภ” นายท่านผู้เฒ่าซุนทอดถอนใจ “เป็นเพราะตระกูลข้าตกต่ำ พวกเขาจึงไม่เห็นอยู่ในสายตา ไม่อย่างนั้นด้วยความสามารถของตระกูลซุนในอดีต ผู้ใดจะกล้าใช้วิธีการสกปรกแบบนี้กับพวกเรา?”
นายท่านผู้เฒ่าซุนพูดไปมากมายก็เพื่อชี้ให้เห็นประเด็นต่อไปนี้
ประการแรก เรื่องที่ตระกูลเฉียนมุ่งร้ายต่อสกุลจู พวกเขาไม่รู้เรื่องมาก่อน จนกระทั่งพี่เป้านำข่าวมาแจ้งว่าถูกบ่อนพนันหมายตาเข้าแล้ว พวกเขาจึงค่อยรู้เรื่อง
ประการที่สอง เรื่องที่ตอนนั้นตระกูลอวี๋บังคับซื้อสูตรทำชาดจากสกุลจู พวกเขาก็ไม่ได้รู้มาก่อนเช่นกัน
ประการสุดท้าย ตระกูลเฉียนไม่ใช่คนดี วิธีการสกปรก พวกเราเป็นพวกเดียวกัน ต้องช่วยกันป้องกันตระกูลเฉียน
……
เรื่องที่ตนเองไร้กำลังจะปกป้องสูตรอาหาร นายท่านผู้เฒ่าซุนรู้สึกผิดยิ่งนัก แต่ก็จนปัญญา ตระกูลเฉียนดูไปไม่สะดุดตา แต่กลับมีความสัมพันธ์กับคนในเมืองหลวง
ได้ยินว่าพวกเขาเป็นดองกับตระกูลฝั่งมารดาของโหลวไทเฮา
นี่ยังเป็นเหตุผลว่าทำไมตอนนั้นตระกูลอวี๋เพียงมอบสูตรทำชาดสูตรเดียวเท่านั้น แต่กลับสามารถโบยบินไปถึงเมืองหลวง
ไม่อย่างนั้น ตระกูลเฉียนที่เป็นตระกูลเล็ก ๆ จะเอาความสามารถขนาดนั้นมาจากไหน?
“พวกเราคงหลีกเลี่ยงการร่วมมือกับตระกูลเฉียนไปไม่ได้ เพื่อเป็นการขออภัย พวกข้ายินดียกผลกำไรให้ส่วนหนึ่ง”
คาดว่าถ้านายท่านผู้เฒ่าซุนไม่ได้เอ่ยขึ้นมา บรรดาคนที่อยู่ในที่นั้นคงไม่มีใครจะคิดว่า สูตรอาหารธรรมดา ๆ ไปดึงดูดความสนใจของบ่อนพนันอี้ซิง สุดท้ายกลับเชื่อมโยงไปถึงตระกูลเฉียน
จูอู่รู้สึกแย่อย่างยิ่ง
โดยเฉพาะตอนที่นายท่านผู้เฒ่าซุนกล่าวถึงเรื่องสูตรทำชาด
ก่อนหน้านี้เขายังนึกตำหนิว่ามารดาสายตาแคบสั้น เหตุใดจึงขายแม่ไก่ที่ออกไข่ได้ไปเพียงเพราะเงินเล็กน้อยแค่นั้น?
จนถึงตอนนี้ค่อยเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ไม่ใช่มารดาที่อยากขาย แต่เป็นเพราะจำต้องขาย
ก็เหมือนกับตอนนี้ เพราะตระกูลเฉียนต้องการสอดมือเข้ามา ตระกูลซุนก็จำต้องถอยให้ แบ่งผลกำไรของตนเองให้ตระกูลเฉียน
ตระกูลเฉียนทำอะไรไปบ้าง?
ไม่ต้องใช้คน ไม่ต้องออกเงิน ไม่ต้องทำอะไรสักอย่าง ก็แบ่งผลกำไรไปได้ถึง ‘สามส่วน’
นายท่านผู้เฒ่าซุนยกให้หนึ่งส่วน ของพี่เป้าหนึ่งส่วน ของสกุลจูอีกหนึ่งส่วน รวมเป็นสามส่วน
ในบรรดาหุ้นส่วนทั้งสี่ ตระกูลเฉียนฮุบผลกำไรไปได้สามส่วน ส่วนอีกสามฝ่ายที่เหลือต้องเอาผลกำไรเจ็ดส่วนมาแบ่งกัน หึหึ…
มียางอายไหม?
ตระกูลเฉียนไร้ยางอายชัด ๆ เลยนี่นา?