ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 585 การเตรียมการก่อนเข้าฤดูหนาว
บทที่ 585 การเตรียมการก่อนเข้าฤดูหนาว
ผู้อาวุโสสกุลเฉียนคอตกขณะกล่าวเสียงอ่อนแรง “เจ้าหน้าที่ ท่านว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไรดี?”
เจ้าหน้าที่หมู่บ้านเฉียนเฉวียนตวัดสายตาเย็นชามองมาแล้วกล่าวอย่างขุ่นเคือง “ท่านถามข้า แล้วข้าจะไปถามใคร?”
ผู้อาวุโสสกุลเฉียนไม่กล้าส่งเสียง
“เฮ้อ…” ผู้อาวุโสสกุลหลี่ของหมู่บ้านเฉียนเฉวียน หรือก็คือผู้อาวุโสเสี่ยวหลี่ถอนหายใจเสียงเบาแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้จัดการยาก แต่ก็จำเป็นต้องทำ หรือจะให้พวกเรานั่งตาปริบมองหมู่บ้านอื่น ๆ ได้ดิบได้ดีไปกับหมู่บ้านสกุลจู ส่วนตัวเองทำตัวเป็นเต่าหดหัวอยู่ที่นี่? ต่อให้พวกเรายินดีทำอย่างนั้น คนในหมู่บ้านก็ไม่แน่ว่าจะยินดีหรอกนะ”
“ข้าสังเกตว่าหลายวันมานี้เริ่มมีคนในหมู่บ้านบ่น ๆ กันแล้ว…” ผู้อาวุโสอีกคนที่แซ่หลิวเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม “ทางข้าเองก็มีคนมากดดันหลายคนแล้วเหมือนกัน ท่านเจ้าหน้าที่ ท่านต้องคิดหาวิธีนะ ไม่อย่างนั้น น่ากลัวว่าถึงเวลามาจะเอาไม่อยู่”
เจ้าหน้าที่ไม่พูดไม่จา ทว่าในใจนึกดูแคลนคนกลุ่มนี้อย่างอดไม่ได้ ‘พอไม่ใช่คนแซ่เดียวกันแล้วก็ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจริง ๆ ด้วย!’
ดูอย่างหมู่บ้านใกล้ ๆ เหล่านั้นสิ คนแซ่เดียวกัน กระทำสิ่งใดล้วนร่วมแรงร่วมใจ
แต่ที่หมู่บ้านของเขากลับมีแต่คนเจ้าเล่ห์ คิดแต่จะมากดดันเขา
“ตอนนั้นใครเป็นคนปล่อยข่าวว่าเหล่าเฉียนกับลูกชายถูกฆ่าตายแล้ว?” สายตาของเจ้าหน้าที่กวาดผ่านผู้อาวุโสแต่ละคนไป แม้จะไม่ได้เจาะจงมองใครเป็นพิเศษ แต่ความนัยนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ได้
ใครเป็นคนทำก็ก้าวออกมาเสียดี ๆ ใครทำผิดคนนั้นต้องรับผิดชอบ
แต่จะมีคนยอมก้าวออกมางั้นรึ?
บรรดาผู้อาวุโส เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า ไม่มีใครขยับตัวสักคน
“แค่ก! เจ้าหน้าที่ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเอาผิดกันหรอกนะ” ผู้อาวุโสสกุลหลี่พูด “ตอนนี้เรื่องเร่งด่วนที่สุดก็คือรีบหาวิธีประสานรอยร้าวกับสกุลจู พวกเขาเริ่มเตรียมการสำหรับการเพาะปลูกปีหน้ากันแล้ว ถ้าพวกเราชักช้าอยู่ก็อาจสายเกินการ”
“ใช่แล้ว เจ้าหน้าที่ หมู่บ้านพวกเราอัตคัดมาแต่ไหนแต่ไร ถ้ายังตามพวกเขาไม่ทันอีกคงอนาถกว่าเดิมเป็นแน่”
“พวกเรามาจากที่อื่น พวกเขาดูถูกพวกเราอยู่แล้ว ถ้ายากจนกว่าเดิม ถึงตอนนั้นเกรงว่าคนในหมู่บ้านคงประสบปัญหาเรื่องการแต่งงาน”
……
“หึหึ!” เจ้าหน้าที่หัวเราะเสียงเย็นแล้วเอ่ยว่า “ร้อนใจไปมีประโยชน์ตรงไหน? ตอนแรกก็เป็นพวกท่านไม่ใช่รึที่บอกว่าจูต้าเหนียงเป็นคนฆ่าเหล่าเฉียนกับลูกชาย ไม่อยากพัวพันกับคดีฆาตกรรม ต้องอยู่ให้ห่างจากพวกเขา? ตอนนั้นแตกหักกันไปแล้ว ตอนนี้กลับมาขอให้ข้าไปพูดกับหมู่บ้านสกุลจู? พวกเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นตัวอะไร เรื่องนี้จะให้เจรจากันอย่างไร?”
ผู้อาวุโสทั้งหลายอึ้งอยู่กับที่ ‘ช้าก่อน ทำไมกลายเป็นความผิดของพวกข้าเสียแล้วเล่า?’
“ไม่ถูกสิ ท่านเจ้าหน้าที่ ตอนนั้นทุกคนหารือกันจนได้ข้อสรุปออกมา ไม่ใช่การตัดสินใจของใครคนหนึ่งคนใดเสียหน่อย”
“ท่านเป็นเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้ท่านเป็นคนเห็นชอบเองนี่?”
……
ไม่มีใครอยากรับผิดชอบเรื่องนี้
ต่างคนต่างพูดจาผลักความรับผิดชอบ
ถึงตอนท้าย พวกเขายังกล่าวโทษว่า “จูเอ้อร์เม่ยคนนี้ก็จริง ๆ เลย เวลาไหนแล้วยังไม่ออกมาอีก จะไปอยู่ในคุกทำไมก็ไม่รู้? ถ้านางกลับมา เรื่องนี้ก็คงจัดการง่ายแล้วไม่ใช่รึ?”
ชั่วพริบตานั้น ทุกคนพลันสะท้อนสะท้านใจ
ก็แล้วไม่ใช่หรือไร ถ้าจูเอ้อร์เม่ยออกมาจากคุก พวกเขายังหาข้ออ้างไปทางนั้นได้
ตอนนี้เป็นอย่างไร จูเอ้อร์เม่ยยังอยู่ในคุก กระทั่งข้ออ้างที่เข้าท่าสักหน่อยก็ไม่มี
มิหนำซ้ำ จูต้าเหนียงยังต้องเข้าคุกไปเพราะคนในหมู่บ้านของพวกตน ถ้าไปเยือนทั้งอย่างนี้คง…
ในสายตาของพวกเขา คนที่รับมือยากที่สุดในหมู่บ้านสกุลจูเกรงว่าคงเป็นจูต้าเหนียงผู้นั้นแล้ว
กล่าวตามตรง พวกเขาออกจะประเมินตัวเองสูงส่งเกินไปสักหน่อย คิดว่าตนเองมีน้ำหนักในจิตใจของคนอื่นมากมายปานนั้น แต่ในความเป็นจริง เย่อวี๋หรานไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด นางกำลังยุ่งอยู่กับงานเพาะปลูกของที่บ้าน
หากต้องการได้ผลผลิตบริบูรณ์ในปีหน้าก็ต้องบำรุงดินให้ดีเสียก่อน จะไถนาหรือหว่านปุ๋ยล้วนต้องทำอย่างพิถีพิถัน
ปีนี้กับปีที่ผ่านมายังไม่เหมือนกัน นางต้องจัดสรรคนออกไปคอยชี้แนะคนอื่น ถึงอย่างไรก็ต้องเริ่มจากสั่งสอนลูกชายของตัวเองก่อน ไม่อย่างนั้นถ้าพวกเขาไปชี้นำคนอื่นมั่ว ๆ ทำผิดแนวทางไปจะทำอย่างไร?
พืชพรรณธัญญาหารเป็นแก่นชีวิตของชาวบ้าน ถ้าเกิดความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจเอาชีวิตคนได้เลยทีเดียว
ประโยชน์ของผู้ดูแลฝ่ายซ้ายและผู้ดูแลฝ่ายขวาแสดงออกมาในช่วงเวลานี้เอง พวกเขาพาคนกลุ่มหนึ่งมาช่วยเหลือสกุลจู ทางหนึ่งช่วยทำงาน ทางหนึ่งก็เรียนรู้ทักษะกับเย่อวี๋หราน
การเรียนรู้แบบใดจะมีประสิทธิภาพไปกว่าการเรียนรู้ในสถานที่จริงกันเล่า?
“โดยทั่วไปแล้วหลังการเก็บเกี่ยวจะต้องไถพรวนดินเอาไว้ก่อนเข้าฤดูหนาว นี่เรียกว่า ‘การเลี้ยงดิน’ พอดินข้างบนร่วนซุยดีแล้ว เมื่อถึงฤดูหนาว ลมก็จะไม่พัดเอาน้ำในดินไปจนดินแห้ง”
“ลมฤดูหนาวพัดแรงปานไหน พวกเจ้าก็คงเคยสัมผัสมาแล้ว พัดจนหน้าเจ็บชาไปหมด ดินก็เหมือนกัน ต้องเลี้ยงดูเหมือนลูกคนหนึ่ง”
“ขอเพียงพวกเจ้าเลี้ยงดินอย่างเอาใจใส่ ถึงปีหน้าดินก็จะตอบแทนพวกเจ้า”
……
เย่อวี๋หรานกลัวว่าจะมีคนแอบอู้จึงอธิบายประโยชน์ของการไถพรวนดินไปเล็กน้อย
นางบอกว่าการเลี้ยงดินหนึ่งปีเทียบเท่าได้กับการเลี้ยงแมลงหนึ่งปี
เจ้าลองคิดดู เจ้าปลูกพืชไร่ไว้ในดิน แมลงเหล่านั้นก็ตอบสนองต่อพืช ถ้าเจ้าบำรุงพืชไร่อย่างดี แล้วจะไม่ดึงดูดแมลงได้อย่างไร?
ดังนั้น เจ้าบำรุงพืชไร่หนึ่งปีก็เท่ากับเลี้ยงแมลงหนึ่งปีไม่ใช่หรือ?
คนรอบข้างหัวเราะครืน “หลักการพอเข้าใจได้ แต่ว่านะจูต้าเหนียง แมลงมีทุกปี ทำอย่างไรก็ไม่หิวตาย พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้”
“ใครว่าทำอะไรไม่ได้?” เย่อวี๋หรานยิ้ม “ข้าถามพวกเจ้า เวลาเข้าหน้าหนาว พวกเจ้าเคยเห็นพวกนก สัตว์ป่า และแมลงบ้างไหม? เจ้าคิดว่าพวกมันโง่งั้นหรือ มนุษย์อย่างพวกเรายังรู้จักหนาว เก็บตัวอยู่ในเรือน พวกมันก็ต้องหลบหนาวเหมือนกัน”
“นกมีปีกบินได้ สัตว์มีขนหลบอยู่ในถ้ำ แต่แมลงเล่า ขาสั้น ๆ ของพวกมันไต่ได้ไม่เร็ว พวกมันจะไปไหนได้?”
……
มีคนยิ้มตอบ “จูต้าเหนียง ท่านอย่ามาหลอกพวกข้า แมลงอายุขัยสั้น มีชีวิตแค่ไม่กี่เดือน อยู่ไม่ถึงฤดูหนาวก็ตายแล้ว”
“ในเมื่อพอถึงฤดูหนาวก็ตายแล้ว ถ้าอย่างนั้นข้าถามเจ้า” เย่อวี๋หรานหันกลับมาถามว่า “ทำไมพอถึงตอนที่อากาศอบอุ่นขึ้นในปีถัดไป พวกมันก็ออกมากันแล้ว? พวกเจ้าไม่คิดว่าแปลกบ้างหรือ นกและสัตว์ป่าหนีได้เร็ว แต่พวกแมลงวิ่งได้เร็วเท่านั้นไหม?”
“เอ่อ…เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้ขอรับ”
เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้คาดหวังว่าคนผู้นั้นจะตอบได้ นางยิ้มและพูดว่า “ง่ายจะตาย เพราะแมลงที่พวกเราเห็นในปีถัดไป แท้จริงแล้วก็คือไข่ที่แม่แมลงออกไข่ทิ้งไว้ พออากาศอบอุ่นขึ้น ไข่แมลงก็ฟักตัว ข้าจะถามพวกเจ้าอีกคำถาม ในความทรงจำของพวกเจ้า แมลงตัวน้อยพวกนั้นมักจะไต่ออกมาจากที่ไหน?”
“ดูเหมือนว่าจะเป็นในดินหรือไม่ก็ตามรอยแตกของหินกระมัง?” ใครบางคนตอบขึ้นมาอย่างลังเล
เย่อวี๋หรานพยักหน้า “ไม่เลวนี่ จูเหวินรุ่ย เจ้าช่างสังเกตดีจริง พวกมันมุดออกมาจากผืนดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเรานี่แหละ”
จูเหวินรุ่ยที่ได้รับคำชมเชยกะทันหันพลันหน้าแดง
คนข้าง ๆ เอ่ยเย้าเขา “ไม่เลวเลยนี่นา พี่น้อง เจ้าได้รับคำชมจากจูต้าเหนียงด้วย จูต้าเหนียงไม่ค่อยชมใครง่าย ๆ หรอกนะ”
จูเหวินรุ่ยยิ่งขัดเขินกว่าเดิม “ข้าเดาเอา จริง ๆ นะ เดาส่งเดชไปอย่างนั้นแหละ…”
คนรอบข้างยิ้มแย้มออกมา
“ถึงอย่างนั้นเจ้าก็ร้ายกาจอยู่ดี อย่างน้อยก็เดาถูก พวกข้าเดาไม่ถูกด้วยซ้ำ”
“ใช่แล้ว จูเหวินรุ่ย คราวหน้าก็เดาอีกนะ”
“ไม่ได้การ ข้าต้องขอรับไอมงคลจากเจ้าหน่อยแล้ว”