ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 586 ประโยชน์ของการไถพรวนดิน
บทที่ 586 ประโยชน์ของการไถพรวนดิน
ระหว่างที่พูดก็มีคนหนุ่มหลายคนเข้ามากอดรัดฟัดเหวี่ยงจูเหวินรุ่ย
เขาที่เป็นผู้ชายตัวโตคนหนึ่ง ครั้นถูกกระทำเช่นนี้ก็มีสีหน้าลำบากใจอย่างหนัก “พวกเจ้าทำอะไรน่ะ?”
“บ้าไปแล้ว!”
“ไปไกล ๆ ข้าเลยนะ!”
……
ทุกคนหัวเราะครืน “ฮ่า ๆๆ…อย่าใจแคบไปหน่อยเลยน่า ให้พวกข้ารับไอมงคลด้วยหน่อย เผื่อจะฉลาดขึ้นบ้าง”
เย่อวี๋หรานเห็นพวกเขาหยอกล้อเฮฮากันก็ไม่ได้รีบร้อนเอ่ยปาก ทว่ารอจนพวกเขาสัพยอกกันเสร็จแล้วค่อยกระแอมเสียงเบาแล้วเริ่มพูดต่ออีกครั้ง
“อะแฮ่ม! เอาล่ะ กลับเข้าเรื่องกันเถอะ” นางกล่าวสืบไปว่า “ในเมื่อแมลงมุดออกมาจากใต้พื้นดิน แล้วพวกเจ้าเคยคิดจะกำจัดพวกมันบ้างไหม? กำจัดพวกมันตั้งแต่ตอนที่อยู่ในไข่ ยังไม่ฟักออกมา”
ใครบางคนเอ่ยว่า “เรื่องนี้คงไม่มีวิธีการหรอกมั้ง?”
เย่อวี๋หรานไม่ได้ตอบคำถามไปตรง ๆ แต่กล่าวว่า “มีสิ ใครว่าไม่มี? ข้าถามพวกเจ้า พวกเจ้ากลัวหนาวไหม?”
“กลัวขอรับ”
“แมลงกลัวหนาวไหม?”
“น่าจะกลัวกระมัง ในฤดูหนาวไม่มีแมลงเลยนี่นา…”
“นั่นก็ถูกแล้ว แมลงก็กลัวหนาวเหมือนกัน แล้วทำไมพวกมันถึงมุดลงไปใต้ดินในฤดูหนาวด้วยล่ะ? นั่นก็เพื่อรักษาความอบอุ่นเหมือนที่กระต่ายหลบอยู่ในรังอย่างไรเล่า” เย่อวี๋หรานถามเป็นเชิงชี้นำว่า “ถ้าพวกเจ้าพังรังของกระต่าย กระต่ายจะหนาวตายหรือไม่?”
“แน่นอน กระต่ายมีขนเต็มตัวก็จริง แต่ความจริงแล้วกลัวหนาวยิ่ง จูต้าเหนียง บ้านท่านเลี้ยงกระต่ายด้วยนี่นา? ลูกข้าบอกว่ากระต่ายที่เรือนพวกท่านเลี้ยงได้ดียิ่ง คลอดลูกทีละตั้งหลายตัว แต่ละครั้งที่เขาไปเล่นก็มักจะเห็นกระต่ายวิ่งไปวิ่งมา…” พูดไปพูดมา คนผู้นั้นก็พูดเรื่องที่ลูกชายของเขาอยากเลี้ยงกระต่าย
แต่ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวเย็น พวกเขาเองก็ยังไม่เคยเลี้ยงกระต่ายมาก่อนจึงยังไม่อนุญาต
เขาถามเย่อวี๋หรานว่า ปีหน้าเมื่ออากาศอบอุ่นขึ้น เขาจะขอลูกกระต่ายสักตัวสองตัวไปให้ลูกของเขาเลี้ยงจะได้หรือไม่
ยุคสมัยนี้ยังไม่มีแนวคิดเรื่อง ‘กิจการปศุสัตว์’ ไก่ เป็ด และหมูที่เลี้ยงไว้ในบ้านก็มีไว้สำหรับบริโภคเองภายในครัวเรือน
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็มักรู้สึกว่าเลี้ยงไม่ไหว ตนเองยังกินไม่อิ่ม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสัตว์ที่เลี้ยงไว้เหล่านั้น
เพิ่งพูดออกมา คนข้าง ๆ ก็เอ่ยเย้าเขาดังคาด “พอเถอะน่า ตัวเจ้าเองยังเลี้ยงไม่ไหว ยังคิดจะเลี้ยงกระต่าย?”
เขายิ้มตอบ “ลูกข้าชอบนี่นา จะทำอย่างไรได้”
“เจ้านี่โอ๋ลูกจริง ๆ!”
……
เย่อวี๋หรานรู้สึกจนใจต่อนิสัยที่คอยแต่จะออกนอกเรื่องของคนกลุ่มนี้ยิ่งนัก ได้แต่ส่งเสียงออกมาอีกครา ดึงกลับมาเข้าเรื่อง
“เอาล่ะ ข้าถามพวกเจ้า พวกเจ้ายังรู้จักพังรังกระต่าย แล้วไฉนจึงไม่เคยมีใครคิดถึงเรื่องพังรังของพวกแมลงเล่า?”
วาจาประโยคเดียวทำให้คนในหมู่บ้านงุนงงกันไปหมด “หา?!”
เย่อวี๋หรานใช้เท้าเขี่ยดินที่ไถเสร็จแล้ว และกล่าวว่า “ทำไมรึ รังของพวกมันถูกพวกเราพังไปแล้ว ทั้งยังอยู่ในไข่ วิ่งหนีไม่ได้แบบแม่แมลง พอเข้าฤดูหนาว พวกมันก็หนาวตายแล้วไม่ใช่รึ?”
“มันหนาวตายได้จริง ๆ?” ใครบางคนถามขึ้นอย่างไม่ใคร่เชื่อนัก
“ถ้าไม่เชื่อ พวกเจ้าจะลองหาไข่แมลงออกมาสักรัง แล้วนำไปวางทิ้งไว้ข้างนอกดูก็ได้” เย่อวี๋หรานกล่าว
นางอยากให้มีคนไม่เชื่อ ลองทำดูสักครา ใช้ความจริงมาพิสูจน์ คำพูดของนางจะได้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น
น่าเสียดายที่นางไม่มีโอกาสนั้น เพราะมีคนโพล่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วว่า “ไม่ต้องลองหรอก พวกข้าเชื่อคำพูดของจูต้าเหนียงอยู่แล้ว”
พอประโยคนั้นดังขึ้น คนอื่น ๆ ต่างก็แย่งกันพูดจาประจบเอาใจเย่อวี๋หราน กลัวว่าถ้าชักช้าแล้วตนเองอาจเสียเปรียบได้
ครั้นเห็นภาพตรงหน้า เย่อวี๋หรานก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี “ได้ หากเชื่อข้าก็ทำตามวิธีการของข้า ถ้าไม่เชื่อข้าก็จนปัญญา เมื่อครู่พวกเราเพิ่งพูดถึงข้อดีสองข้อใหญ่ของการไถพรวนดิน อย่างแรกคือกักเก็บความชุ่มชื้น อีกอย่างคือกำจัดไข่แมลง และยังมีเหตุผลอีกข้อ พวกเจ้ารู้ไหมว่าคืออะไร?”
“แหะแหะ! จูต้าเหนียง ท่านอย่าแกล้งพวกข้าสิขอรับ พวกข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?” มีคนเอ่ยขึ้น
เย่อวี๋หรานย่อมรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาไม่รู้ แต่ถ้าไม่ถามสักหน่อย แล้วจะแสดง ‘ความสามารถ’ ของตัวเองออกมาได้อย่างไร?
นางกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “งั้นข้าจะถามพวกเจ้า เวลาที่พวกเราปลูกพืชก็ต้องระวังเรื่องความลึกในการปลูกใช่ไหม?”
“ใช่น่ะสิขอรับ ของอย่างนี้ปลูกลึกเกินไปก็ไม่ได้ ตื้นไปก็ไม่ดี” มีคนเกาศีรษะพลางเอ่ยตอบ “เรื่องนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ แต่เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการไถพรวนดินด้วย? อีกตั้งนานกว่าจะถึงช่วงเพาะปลูก ต้องรอถึงปีหน้า…”
“อีกนานจริง ๆ นั่นแหละ แต่พวกเจ้าเคยคิดไหมว่า สิ่งที่พวกเราปลูกกันคือพืชไร่แท้ ๆ แต่ทำไมวัชพืชพวกนี้กำจัดเท่าไหร่ก็ไม่หมดไปเสียที?” เย่อวี๋หรานถาม
คราวนี้จูถงฮว่ามีปฏิกิริยาบ้างแล้ว จึงรีบตอบก่อนใคร “จะหมดได้อย่างไร? หญ้าพวกนี้พอสักจอบลงไปก็ขาดแล้ว ข้างล่างยังมีตออยู่เลย…”
“แล้วพวกเจ้าเคยคิดไหมว่า ถ้าพลิกหน้าดินกลบวัชพืชพวกนี้ให้ลึกหน่อย ไม่แน่ว่าวัชพืชพวกนี้อาจโผล่ขึ้นมาไม่ถึงหน้าดินก็ได้?” เย่อวี๋หรานกล่าว “พืชไร่เปราะบางกว่าวัชพืช แต่ต่อให้วัชพืชพวกนี้จะแข็งแกร่งแค่ไหน พวกเราฝังไว้ลึกขนาดนั้น พวกมันยังจะรอดมาได้ทั้งหมดโดยที่ไม่มีต้นไหนตายเลยงั้นหรือ? พวกเราไม่ได้ตั้งความหวังว่าไถพรวนดินไปครั้งเดียว วัชพืชก็จะตายเกลี้ยง แต่คงทำให้พวกมันตายไปได้สักครึ่ง ช่วยประหยัดแรงพวกเราได้สักหน่อยกระมัง?”
“ไอ้หยา สวรรค์ทรงโปรด มีเหตุผลจริง ๆ ด้วย!” จูถงฮว่ากล่าวอย่างตื่นเต้นยินดี “หากท่านไม่พูด พวกข้าก็คงคิดไม่ออก พอท่านพูดขึ้นมา ทำไมอะไร ๆ ก็ถูกไปหมดเลยนะ?”
คนอื่น ๆ กล่าวอย่างทึ่ง ๆ เช่นกัน “จริงด้วย มีเหตุผล!”
“ข้านึกแล้ว ไม่แปลกเลยที่ข้าฟันหญ้าพวกนั้นไปเท่าไหร่ก็ไม่หมดเสียที ที่แท้ก็เพราะเหตุนี้นี่เอง ถ้ารู้แต่แรกว่ามีวิธีแบบนี้อยู่ด้วย ข้าคงทำไปนานแล้ว”
“อ้อ จูต้าเหนียงละเอียดอ่อนจริง ๆ ไม่เหมือนผู้ชายอย่างพวกข้า ทำนามาตั้งหลายปี แต่กลับไม่มีใครสังเกตเห็นรายละเอียดพวกนี้เลย”
“นี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมจูต้าเหนียงไม่เพาะปลูกยังพอทำเนา แต่พอทำแล้วก็ทำได้ดีกว่าพวกเราสินะ คนเขาใช้สมอง พวกเราใช้แรงงานนี่นา ฮ่า ๆๆ…มิอาจเทียบ มิอาจเทียบ”
……
เมื่อปีที่แล้ว แม้เย่อวี๋หรานจะบอกให้พวกลูกชายไถพรวนดิน แต่ไม่ได้อธิบายละเอียดเท่าวันนี้
ตอนนั้นพวกเขายังบ่นว่ามารดาใช้ให้พวกเขาทำงานเหนื่อยเปล่าเสียแล้ว จนกระทั่งต้นข้าวในนาน้ำโตขึ้นมา พวกเขาค่อยสัมผัสได้ถึงข้อดีของการไถพรวนดิน
การสัมผัสได้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่กลับไม่ได้เข้าใจหลักการที่เฝงอยู่ในนั้นสักเท่าไหร่
จนถึงตอนนี้ พวกเขาทำงานไปพลางฟังเย่อวี๋หรานพูดสัพเพเหระกับทุกคนไปด้วย ทันใดนั้นก็พลันเข้าใจขึ้นมา
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้! มิน่าล่ะ ท่านแม่ถึงมักบอกให้พวกเขาใช้ความคิดให้มากตอนเพาะปลูก ที่แท้การใช้สมองกับไม่ใช้สมองก็แตกต่างกันถึงเพียงนี้…
ความเลื่อมใสและความเคารพนับถือที่ไม่เคยเปลี่ยนนั้นท่วมท้นพวกเขาประหนึ่งน้ำป่าไหลหลาก
ที่ผ่านมา จูต้าและจูเอ้อร์คิดว่าถึงแม้ตนเองจะไร้ความสามารถเพียงใด แต่ก็เป็นหนึ่งในด้านการเพาะปลูก อย่างน้อยก็พอมีประโยชน์บ้าง
แต่เมื่อเห็นมารดาของพวกเขาอธิบายเรื่องการเพาะปลูกได้เป็นคุ้งเป็นแคว ประหนึ่งนับเมล็ดถั่วในถ้วยของตนกระนั้น นับไปทีละเม็ด กล่าวได้ว่าทั้งรู้ลึกถ่องแท้และกระจ่างแจ่มแจ้ง ในใจก็อดจะรู้สึกหดหู่ขึ้นมาไม่ได้
แม้แต่เรื่องเพาะปลูก พวกเขาก็สู้มารดาของตนไม่ได้?
สู้ใครเขาไม่ได้สักอย่าง พวกเขาแตกต่างจากพวกไร้ประโยชน์ตรงไหน?
ครั้นเห็นพวกเด็ก ๆ น้องสาม น้องสี่ และน้องห้าล้วนมีเรื่องให้รับผิดชอบกันหมดแล้ว แต่พวกเขาสองคน กระทั่งเรื่องการเพาะปลูกที่ถนัดที่สุดก็ยังสู้ไม่ได้ ต่อไปยังจะมีอะไรให้คาดหวังอีก?
จิตใจดิ่งลงเหวอย่างฉับพลันทันใดประหนึ่งตกลงจากที่สูง