ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 587 ถ้ายังไม่กลับมาก็อาจพลาดเรื่องดี ๆ ไป
บทที่ 587 ถ้ายังไม่กลับมาก็อาจพลาดเรื่องดี ๆ ไป
ไปช่วยสกุลจูไถดินรอบเดียวก็ได้เรียนรู้อะไรมากมาย
ถึงตอนนี้พอคนในหมู่บ้านไม่มีธุระก็มักจะแวะเวียนไปที่นาของสกุลจูอยู่บ่อย ๆ
ในอดีตเมื่อเห็นเย่อวี๋หรานก็มักหลบลี้ไปไกล สามารถอยู่ห่างได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ตอนนี้พอเห็นคนแล้วเป็นต้องเข้าไปเกาะติดทันที พยายามล้วงความรู้จากนาง
หากไม่ใช่เพราะชื่อเสียงเรื่องความโหดจากในอดีต ตอนนี้ธรณีประตูเรือนสกุลจูคงถูกผู้อื่นเหยียบจนสึกไปแล้ว
คนที่ได้เรียนรู้อะไรมาก็มักจะวางท่าได้อกได้ใจไปหลายวัน ไปโอ้อวดทางนั้นทีทางนี้ที
“เฮ้อ เจ้ารู้ไหมว่าทำไมจูต้าเหนียงถึงบอกให้พวกเราไถพรวนดินกันตั้งแต่ตอนนี้?”
“ไม่รู้ล่ะสิ ข้าจะบอกเจ้าให้ก็แล้วกัน เรื่องนี้มีประโยชน์ของมันอยู่นะ”
“อย่าแคลงใจไปเลย หลักการก็คืออย่างนี้แหละ”
……
คนนั้นพูดหนึ่งประโยค คนนี้พูดหนึ่งประโยค ไม่จำเป็นต้องให้เย่อวี๋หรานไปประชาสัมพันธ์ด้วยตนเอง มิช้านานความรู้เกี่ยวกับการไถพรวนดินก็กระจายไปทั่วหมู่บ้านสกุลจู ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะเผยแพร่ออกไปนอกหมู่บ้านอีกด้วย
พวกเขาไม่รู้หรอกว่าการไถพรวนดินวิเศษเลิศเลอเหมือนที่เย่อวี๋หรานกล่าวไว้หรือไม่ แต่เหตุผลของนางเมื่อนำมาร้อยเรียงกันแล้ว พิจารณาอย่างไรก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
“ไอ้หยา จะคิดเล็กคิดน้อยไปทำไม ไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไรเสียหน่อย ถ้ามีประโยชน์จริง ๆ เล่า? ต่อให้มีประโยชน์แค่นิดเดียวก็ยังดี อย่างไรก็ดีกว่าไม่ทำนั่นแหละ”
ทุกคนถือเสียว่ารักษาม้าตายดั่งม้าเป็น ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของแต่ละหมู่บ้านออกคำสั่งก็เริ่มเคลื่อนไหวกันเองแล้ว
ท่าทาง ‘รู้หน้าที่’ เช่นนี้ทำให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสทั้งหลายโล่งใจไปตาม ๆ กัน “เฮ้อ…จูต้าเหนียงช่างรอบรู้จริง ๆ!”
“รีบไปบอกให้พวกเขาอย่าซี้ซั้วส่งเดช การไถพรวนดินก็มีวิธีการของมันอยู่ ฟังวิธีการก่อนแล้วค่อยลงมือทำ ไม่อย่างนั้นทำไปโดยไม่เข้าใจแล้วยังไม่มีประโยชน์อีกต่างหาก”
“ใช่แล้ว ให้คนไปกำชับไว้เร็วเข้า”
……
ทางฝั่งนี้ คนในหมู่บ้านสกุลจูกำลังไถพรวนดินกันอย่างคึกคัก
นอกจากไถพรวนที่นาที่จะใช้ทำนาน้ำแล้ว ชาวบ้านที่ทราบข้อดีของการไถพรวนดินยังไถพื้นที่บริเวณอื่นด้วยโดยไม่ลังเล
สำหรับเกษตรกรในยุคนี้ ไม่มีสิ่งใดจะเย้ายวนใจไปกว่าการเพิ่มปริมาณผลผลิตอีกแล้ว
เย่อวี๋หรานเห็นว่าทุกคนไถพรวนดินไปได้พอสมควรแล้ว ยังมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่ ก็เริ่มดำเนินการเรื่องปุ๋ยหมักต่อทันที
ที่จริงนางไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากก็มีคนไม่น้อยเริ่มทำกันไปแล้ว
อยากให้พืชพันธุ์เจริญได้ดีก็ต้องใส่ปุ๋ยให้ถึงขนาด
ปีที่แล้ว จูเหล่าโถว จูต้า และจูเอ้อร์สอนวิธีทำปุ๋ยหมักให้คนบางส่วนไปแล้ว หลังจากทุกคนทดลองใช้แล้วเห็นข้อดีของมันก็เตรียมปุ๋ยหมักเอาไว้อย่างรู้หน้าที่
เมื่อเย่อวี๋หรานยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดก็เพียงบอกให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสช่วยประสานงานให้ ดูว่าบ้านไหนทำมากเกิน บ้านไหนทำน้อยเกิน
เมื่อจัดการงานภายในหมู่บ้านเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจูก็ส่งเหล่าลูกชายของตนให้นำคนไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อชี้แนะแนวทางดำเนินการ
ครั้นคนหมู่บ้านเฉียนเฉวียนเห็นคนหมู่บ้านอื่น ๆ กำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้นเช่นนี้ ไฉนเลยจะยังนั่งอยู่ได้ จึงกัดฟันตรงมาถึงหมู่บ้านสกุลจู
เรื่องเหล่านี้ เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสย่อมเป็นคนจัดการเอง เย่อวี๋หรานหาข้ออ้างเล็กน้อยก็ปลีกตัวออกมาได้แล้ว ไม่สนใจเลยสักนิด
“เรื่องนี้ไม่ต้องมาหาข้า ไปหาเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสเถอะ พวกเขาสองคนเป็นคนตัดสินใจเรื่องภายในหมู่บ้าน ข้าเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง ไปยุ่งไม่ได้หรอก”
ฝั่งตรงข้ามกันนั้น ผู้อาวุโสสกุลเฉียนที่มาหาถึงเรือนมีสีหน้าแข็งค้าง คำพูดแบบนี้ใครจะไปเชื่อ? โกหกใครเรอะ!
ต่อให้ในใจจะกระจ่างแจ้ง แต่คนอื่นไม่ยอมเอ่ยปาก เจ้าก็จนปัญญา
จูเอ้อร์เม่ยยังไม่กลับมา ถ้าเขาพูดมากกว่านี้แล้วทำให้อีกฝ่ายโมโหขึ้นมาจะทำอย่างไร?
จำต้องจากไปอย่างไร้ทางเลือก
“ไม่สำเร็จ?” คนจากหมู่บ้านเฉียนเฉวียนรออยู่ห่างออกไปไม่ไกล ครั้นเห็นเขาออกมาก็ล้อมเข้ามาหา
ผู้อาวุโสสกุลเฉียนส่ายหน้า
คนทั้งคณะมีท่าทางผิดหวัง
“เฮ้อ…” ผู้อาวุโสถอนหายใจ “เห็นที ได้แต่ต้องใช้ไม้แข็งแล้ว”
……
เย่อวี๋หรานปิดประตูเรือนแล้วก็ประสานสายตากับพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจู
ที่แท้ ก่อนที่ผู้อาวุโสสกุลเฉียนจะมาเยือน ผู้เฒ่าทั้งสองก็มาหานางอยู่ก่อนแล้วเพราะเรื่องของจูเอ้อร์เม่ย
ต่างจากในอดีตที่ต่อให้ตีให้ตายก็ไม่มีทางมาที่นี่ หลังจากมาพักที่เรือนของเย่อวี๋หรานในช่วงสั้น ๆ ตอนนี้พวกเขาสองคนมักจะแวะเวียนมาทางนี้อยู่บ่อย ๆ หากมิใช่มาเยี่ยมเหลนชายทั้งสอง ก็มาเพื่อถามว่า “เมื่อไหร่เอ้อร์เม่ยจะกลับมา?”
“นางอยู่ที่นั่นได้กินอะไรบ้าง หนาวหรือไม่?”
“แม่พวกเจ้าหายโกรธหรือยัง?”
……
พอผู้เฒ่าทั้งสองสอบถามเสร็จ พวกลูกสะใภ้ก็จะรีบมารายงานเย่อวี๋หราน
ไม่รู้ว่าเป็นมาอย่างไร เย่อวี๋หรานลอบรู้สึกว่า พักนี้พวกลูกสะใภ้ขยันเอาใจตนเองเป็นพิเศษ
หากไม่ใช่เพราะช่วงนี้ยุ่งมาก นางคงต้องสงสัยว่า ‘เด็กพวกนี้คงไม่ได้ไปทำเรื่องมิดีมิร้ายลับหลังข้าอีกหรอกนะ?’
เรื่องมิดีมิร้ายกลับไม่มีอยู่จริง พวกนางเพียงแต่เอาอกเอาใจเย่อวี๋หราน จะได้กอบโกยผลประโยชน์ให้บ้านเดิมของตนได้มากขึ้นอีกนิดเท่านั้น
เย่อวี๋หราน “…”
ไม่จำเป็น ข้าปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม!
ลูกสะใภ้ทั้งหลาย: ไม่หรอกเจ้าค่ะ ท่านแม่ จะเท่าเทียมอย่างไรก็ต้องมีลำดับก่อนหลัง! การเพาะปลูกเร็วหนึ่งวันกับช้าหนึ่งวันต่างกันมากนะเจ้าคะ!
โชคดีที่เย่อวี๋หรานไม่รู้ ไม่อย่างนั้นคงต้องหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกเลยทีเดียว
เรื่องการหว่านเมล็ดพันธุ์เร็วหนึ่งวันกับช้าหนึ่งวันนั้นแตกต่างกันอยู่บ้างจริง ๆ แต่พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวยังจะต่างกันตรงไหน?
อ้อ หว่านเมล็ดพันธุ์เร็วหนึ่งวันกับช้าหนึ่งวัน เมล็ดข้าวที่ได้ก็จะมีขนาดใหญ่เล็กไม่เท่ากัน?
เหมือนกับการเลี้ยงเด็ก ถ้าคนไหนเกิดมาตัวใหญ่หน่อย พอโตขึ้นมาก็จะร่างสูงใหญ่กว่าใครเขา?
พันธุกรรมของบิดามารดา การเลี้ยงดูและปัจจัยอื่น ๆ ประกอบกันต่างหากที่เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์
น่าเสียดายที่เย่อวี๋หรานไม่รู้เรื่องจึงไม่ได้อธิบายต่อบรรดาลูกสะใภ้ แต่กลับเป็นผู้เฒ่าสองคนตรงหน้านี้มากกว่าที่ทำให้นางปวดเศียรเวียนเกล้า
นางชักเสียใจทีหลังขึ้นมาแล้ว: ตอนนั้น นางไม่ควรให้ผู้เฒ่าทั้งสองมาซ่อนตัวที่เรือนสินะ ไม่อย่างนั้น พวกเขาจะคุ้นเคยกับที่นี่ขนาดนี้ และไม่กลัวแม้กระทั่งใบหน้าเย็นชาของนางแล้วได้อย่างไร?
ถ้าเจ้าถามพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูว่า ‘กลัวไหม?’
พวกเขาคงจะนิ่งคิดไปเล็กน้อยแล้วตอบ ‘กลัวสิ!’
ในโลกนี้มีพ่อแม่สามีคนไหนกลัวลูกสะใภ้บ้าง แต่พวกเขากลับกลัวเสียนี่
หากเป็นเมื่อก่อน พวกเขาคงไม่กล้ามาที่เรือนของจูเหล่าโถวจริง ๆ นั่นแหละ แต่เมื่อผ่านประสบการณ์มาพำนักชั่วคราวครั้งนั้นแล้ว ผู้เฒ่าทั้งสองก็พบว่า สะใภ้ใหญ่ผู้นี้อาจดูดุไปหน่อย แต่ที่ควรกตัญญูก็กตัญญู ทั้งยังเอาใส่ใจเรื่องมารยาทที่ผู้เยาว์พึงมีต่อผู้อาวุโสยิ่งนัก
ทันใดนั้นก็ดูเหมือนจะไม่ได้น่ากลัวเหมือนเดิมอีกแล้ว!
พวกเขาไม่ได้จะมาท้าทายบารมีของสะใภ้ใหญ่เสียหน่อย ครุ่นคิดไปมา ปรึกษาหารือกันแล้ว ก็รู้สึกว่าตนเองค่อนข้างปลอดภัย
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงแวะเวียนมาบ่อย ๆ
ทำอย่างไรได้ ครอบครัวของจูเหล่าโถวมีเหลนนี่นา ทางด้านจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ หลานชายสองคนนั้นยังไม่แต่งงานเลยด้วยซ้ำ เรื่องเหลนก็อย่าเพิ่งไปหวังเลย
“ท่านพ่อ ท่านแม่ บอกไปแล้วนี่เจ้าคะ พวกท่านมาหาข้าเพราะเรื่องนี้ไม่มีประโยชน์หรอก ต้องไปหาจูเอ้อร์เม่ยต่างหาก” เย่อวี๋หรานกล่าว “นางคิดไม่ตกเอง พวกท่านจะมากี่ครั้งก็ไม่มีประโยชน์”
“ข้ารู้ แต่ก็ผ่านมาตั้งหลายวันแล้วนี่นา” แม่เฒ่าจูกล่าว “ข้าคิดว่าเอ้อร์เม่ยควรกลับมาได้แล้ว นางเป็นผู้หญิง อยู่ในคุกไปก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี จะอยู่ในนั้นไปทำไม? กลับมาเสียยังจะดีกว่า…”
“นางกลับมาแล้วจะทำอะไรได้? ก็คงอยู่ว่างไม่มีอะไรทำ อยู่ที่ไหนก็เหมือนกันนั่นแหละเจ้าค่ะ”
“จะเหมือนกันได้อย่างไร? ทุกคนกำลังไถพรวนดินหว่านปุ๋ยกันแล้วนะ ถ้านางไม่กลับมาดูเอาไว้ แล้วถ้าเกิด…” แม่เฒ่าจูเผลอพูดออกมา
ครั้นพูดออกมาแล้ว นางก็นึกเสียใจทีหลีง
อ๋า นางพูดเรื่องนี้กับสะใภ้ใหญ่ได้อย่างไร?
จบกัน จบกัน สะใภ้ใหญ่ต้องเอาไปคิดต่อแน่ ๆ
นางไม่มีเจตนาอื่นจริง ๆ แค่กลัวว่าลูกชายของเอ้อร์เม่ยจะทำงานไม่ไหว แล้วปล่อยปละละเลยไร่นา…
กล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็คือคิดว่า ถ้าจูเอ้อร์เม่ยไม่กลับมาตอนนี้ก็อาจพลาดเรื่องดี ๆ ไปนั่นเอง