ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 589 ประสาทรับรสอันยอดเยี่ยมของจูซื่อ
บทที่ 589 ประสาทรับรสอันยอดเยี่ยมของจูซื่อ
หลิ่วซื่อดูถูกตัวเองเช่นนี้เป็นเพราะประสบการณ์ชีวิตของนาง
ช่วงแรกเคยกล่าวไปแล้วว่าหลิ่วซื่อเป็นลูกสาวคนโตของครอบครัว แต่ไม่ได้รับการเหลียวแล
ไม่ ไม่ใช่ไม่ได้รับการเหลียวแล แต่นางจัดอยู่ในชนชั้นล่างของครอบครัว นี่ไม่ใช่การให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงแล้ว แต่นางถูกมองว่าเป็นแรงงานที่ไม่ต้องจ่ายเงินจ้าง ทั้งยังถูกตั้งแง่ว่าเป็นตัวถ่วงของครอบครัว
เมื่อครั้งออกเรือนมาอยู่ในครอบครัวสกุลจู ใช่ว่านางจะไม่เคยตั้งความหวังมาก่อน
น่าเสียดายที่ตอนนั้นเย่อวี๋หรานยังไม่ได้ย้อนยุคมาที่นี่ ตอนนั้นเจ้าของร่างเดิมครองความเป็นใหญ่ในสกุลจู
เจ้าของร่างเดิมยังไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แต่นางให้ความสำคัญกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอีกต่างหาก
นี่จึงกลายเป็นโศกนาฏกรรมของหลิ่วซื่อ เดิมทีคิดว่าหากให้กำเนิดลูกชายก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาได้ จะมากน้อยก็คงได้รับความสำคัญในบ้านแม่สามีบ้าง แต่กลายเป็นว่า…
ให้กำเนิดลูกชายติดต่อกันสองคนจนเจ้าของร่างเดิมนึกรังเกียจ
ยามนั้นหลิ่วซื่อจึงสติแตก “ข้าทำอะไรก็ผิดไปหมด ความจริงแล้วตัวข้าเองก็คือ ‘ความผิดพลาด’ ใช่ไหม?”
ถ้าจูต้าฉลาดสักหน่อยหรือใส่ใจภรรยาสักนิด เรื่องนี้ก็คงจะผ่านไปได้
แต่จูต้ากลับมีค่านิยมแบบผู้ชายเป็นใหญ่ ไม่ได้สังเกตเห็นรายละเอียดเหล่านี้เลยสักนิด
การปฏิบัติที่หลิ่วซื่อได้รับขณะอยู่ในเรือนสกุลจูย่อมสามารถจินตนาการได้เลย
แม้ว่าหลังจากเย่อวี๋หรานย้อนยุคมาแล้วจะไม่เคยตบตีหลิ่วซื่อ แต่เงาดำที่เจ้าของร่างคนเก่าทิ้งเอาไว้ยังคงครอบงำจิตใจของหลิ่วซื่อมาตลอด
ดังนั้น ต่อให้เย่อวี๋หรานไม่ได้ทำอะไร หลิ่วซื่อก็ยังคงหวาดกลัวแม่สามีผู้นี้อยู่ดี
เย่อวี๋หรานมาแล้วก็จากไป แต่หลิ่วซื่อกลับไม่อาจสงบใจลงได้ จนถึงตอนรับประทานมื้อเย็น…
รอจนทุกคนกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว เย่อวี๋หรานก็เอ่ยขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ “วันนี้ข้าไปดูสัตว์ที่พวกเราเลี้ยงเอาไว้ในเรือน ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมหลิ่วซื่อที่เลี้ยงได้ดียิ่งนัก”
คนทั้งหลายมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องอะไรอีก
มีเพียงหลี่ซื่อที่ยกนิ้วโป้งให้หลิ่วซื่ออย่างเปิดเผย และใช้ภาษาปากบอกว่า ‘พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านทำได้ไม่เลวเลยนี่!’
หลินซื่ออิจฉาอยู่บ้าง ‘พี่สะใภ้ใหญ่ถูกชมด้วย? ทั้งยังได้รับคำชมต่อหน้าทุกคนอีกด้วย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะเป็นข้าบ้างนะ?’
“เรื่องต่อไป ข้าอยากปรึกษาทุกคนว่าปีหน้าพวกเราจะเลี้ยงเพิ่มอีกสักหลายตัว” เย่อวี๋หรานโยนลูกระเบิดลงมา กล่าวต่อไปว่า “เริ่มจากกระต่าย โดยให้เจ้าใหญ่กับหลิ่วซื่อดูแล สร้างสถานที่สำหรับเพาะเลี้ยงโดยเฉพาะ”
ระหว่างที่พูด สายตาของนางก็ไปตกที่จูต้าและหลิ่วซื่อ
“พวกเจ้าไม่ต้องกดดัน ถึงอย่างไรก็เป็นการเพาะเลี้ยงเป็นครั้งแรก ยังไม่มีประสบการณ์ก็ย่อมจะมีปัญหายิบย่อยเป็นธรรมดา ตราบใดที่พวกเจ้าตั้งใจ ไม่ว่าทำไปแล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ข้าก็จะไม่ตำหนิพวกเจ้า”
“ข้าคิดไว้เช่นนี้ ถ้าพวกเจ้าทำได้ดีก็ถือว่าเป็นแนวทางตั้งตัวอีกทางหนึ่ง”
……
เย่อวี๋หรานบอกความคิดของตนเองออกมาอย่างตรงไปตรงมา
ในเมื่อหลิ่วซื่อเลี้ยงสัตว์พวกนี้ได้ดี แล้วไฉนจึงไม่พัฒนาให้กลายเป็นกิจการอีกอย่างหนึ่งไปเลยเล่า?
ยามนี้ครอบครัวมีภัตตาคารแล้ว แม้จะเป็นความร่วมมือกับข้างนอก แต่ก็จำเป็นต้องใช้เนื้อสัตว์ปริมาณมาก
ไปซื้อมาจากข้างนอกก็คือการซื้อ แต่ถ้าสามารถผลิตได้เอง มันก็จะกลายเป็นการค้าที่มีแต่ได้กับได้ไม่ใช่หรือ?
เอาแค่กรณีของกระต่าย นอกจากสามารถขายเนื้อได้แล้ว ขนของมันยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
เย่อวี๋หรานยังกล่าวถึงขนกระต่ายที่หลี่ซื่อเคยฟอกเอาไว้
ในเรือนสะสมขนกระต่ายเอาไว้ไม่น้อย จำนวนเท่านั้นก็สามารถนำมาทำเสื้อกันหนาวสำหรับพวกเด็ก ๆ ได้คนละชุดแล้ว
แน่นอนว่าพวกเขาเป็น ‘ลูกหลานบัณฑิตชาวนา’ ไม่อาจถูกลือว่าเป็น ‘พ่อค้า’ ดังนั้นพวกเขาต้องหาวิธีการอื่น
“พวกเจ้าคงยังจำเรื่องการทำปุ๋ยหมักคราวก่อนได้กระมัง? เจ้าใหญ่กับเจ้ารองเคยทำมาแล้ว ทักษะการเลี้ยงกระต่ายก็เหมือนกัน พวกเจ้าสามารถนำไปสอนต่อให้คนอื่นได้”
“มาเรียนได้ ถ้าซื้อกระต่ายน้อยที่เรือนพวกเรายังได้เรียนวิธีเลี้ยงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องช่วยประชาสัมพันธ์เพื่อสนับสนุนการขาย”
“ถ้าขนกระต่ายมีมากพอ ยังสามารถรวมกลุ่มสตรีในหมู่บ้านมาช่วยกันทำเสื้อกันหนาว ถือว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งเช่นกัน”
……
นางบรรยายอนาคตไว้อย่างงดงาม ราวกับว่าเพียงเลี้ยงกระต่ายก็สามารถทำให้ทุกคนร่ำรวยได้แล้ว
หลี่ซื่อที่เชี่ยวชาญเรื่องการค้าขาย พอได้ยินวาจาของเย่อวี๋หรานแล้วดวงตาก็พลันสว่างวาบ
โดยเฉพาะตอนที่นางได้ยินว่าเนื้อกระต่ายสามารถนำไปขายให้ภัตตาคาร ขนกระต่ายสามารถนำไปทำเสื้อกันหนาว ในใจนางก็เริ่มดีดลูกคิดรางแก้วขึ้นมาทันที
จริงด้วย ทำไมข้าไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลยนะ?
กระต่ายของพี่สะใภ้ใหญ่ถ้าเลี้ยงให้ดี ๆ ทั้งปีสามารถคลอดลูกได้หลายรอบ ราวครึ่งปีก็ได้กินเนื้อแล้ว
เสื้อกันหนาวพวกนั้นอีก อบอุ่นยิ่งนัก ไม่ว่าจะนำไปขายในหมู่บ้านหรือนำไปขายข้างนอกจะต้องมีคนซื้อแน่นอน
……
หลิ่วซื่อนิ่งอึ้งอยู่กับที่ เนิ่นนานก็ยังไม่ได้สติ
เพราะนางไม่คิดไม่ฝันเลยว่าแม่สามีจะให้ความสำคัญกับนางถึงเพียงนี้?
ความคิดแรกของนางก็คือ จริงหรือ ข้าทำได้หรือ?
ความคิดถัดมาก็คือต้องบอกแม่สามีว่า ‘ไม่ได้ ท่านแม่ ข้าเลี้ยงได้ไม่ดีหรอกเจ้าค่ะ!’
แต่มีคนแย่งพูดก่อนนาง ทำให้นางไม่ได้พูดออกมา
“จริงหรือขอรับ ท่านแม่ ท่านจะมอบหมายงานชิ้นนี้ให้พวกข้า?!” จูต้ายินดีปรีดา
ก่อนหน้านี้เขายังกลุ้มใจอยู่เลยว่าตัวเองทำเป็นแค่เพาะปลูก
แต่การเพาะปลูกทำกำไรได้เสียที่ไหน ทั้งปีเก็บเกี่ยวได้ไม่เท่าไหร่ แค่พอเลี้ยงปากท้องได้เท่านั้น
เขายังเคยทะเลาะกับน้องห้าเพราะเรื่องที่ท่านแม่มอบหมายภารกิจให้น้องห้าอีกต่างหาก
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งผ่านมาได้ไม่กี่วัน ท่านแม่กลับมอบหมายงานให้เขา?!
จูต้าไม่สนใจว่างานนี้สำคัญหรือไม่ เขารู้เพียงว่าท่านแม่ยินดีมอบหมายงานให้เขา แสดงว่าให้ความสำคัญกับเขา
ฮิฮิ! ใครว่าท่านแม่ไม่ชอบเขากันเล่า?
เขาเป็นลูกชายคนโตของครอบครัวเชียวนะ
นับแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน มีครอบครัวไหนไม่ส่งต่อกิจการของบ้านให้ลูกชายคนโตบ้าง?
เย่อวี๋หรานเห็นท่าทางยิ้มจนหุบปากไม่ลงของจูต้าก็อดจะยิ้มตามไม่ได้ “ใช่แล้ว แน่นอน แต่จะทำได้ดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวพวกเจ้าแล้ว ข้าแค่ชี้ทางให้เท่านั้น ส่วนว่าต้องทำอย่างไร ทำแบบไหนถึงจะดี พวกเจ้าพี่น้องต้องไปปรึกษากันเอง”
“ต้องทำได้แน่นอนขอรับ” จูต้ากล่าวโดยไม่คิดแม้แต่น้อย “เรื่องที่ท่านแม่มอบหมายไม่มีเรื่องไหนเป็นไปไม่ได้ ข้าเชื่อท่านแม่!”
“เชื่อข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ คนทำงานไม่ใช่ข้าเสียหน่อย ถ้าทำได้ดี คนที่ได้เงินก็คือพวกเจ้า ทำได้ไม่ดี คนที่หาเงินไม่ได้ก็คือพวกเจ้า พวกเจ้าคิดหาวิธีกันเอง” จูต้าเป็นคนตั้งใจทำงาน แต่เรื่องนี้ใช่ว่าตั้งใจแล้วจะสำเร็จ เย่อวี๋หรานนึกกังวลใจอยู่บ้าง
นางยังแนะนำให้จูต้าเข้าใจว่า การเพาะเลี้ยงกระต่ายเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่ง หลังจากนั้นยังมีการขายและการประชาสัมพันธ์อีกด้วย
งานไม่ใช่น้อย ๆ เขาจะทำคนเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องหารือกับคนอื่นในครอบครัว
แม้จะไม่ได้บอกอย่างละเอียดว่าเป็นใคร แต่ขายให้ใคร ใครช่วยหาคนมาประชาสัมพันธ์ให้ นางชี้แนะไปแล้วไม่มากก็น้อย
ไม่ทันไร ภายในเรือนก็คึกคักขึ้นมา
หลี่ซื่อชิงเจรจากับจูต้าก่อนใคร “พี่ใหญ่ ท่านต้องเก็บเนื้อกระต่ายให้ข้าด้วยนะเจ้าคะ ถึงอย่างไรก็ต้องได้ขายให้ภัตตาคารแน่นอน ยังมีขนกระต่ายอีก ต้องเก็บไว้ให้ข้าด้วยเหมือนกัน พ่อค้าในละแวกนี้ข้ารู้จักหมดทั้งนั้น…”
จูอู่กล่าวอย่างยิ้มแย้ม “พี่ใหญ่ ท่านกับพี่สะใภ้ใหญ่ดูแลกระต่าย เรื่องหาคนยกให้ข้ากับพี่สี่เถอะ พวกข้าอายุยังน้อย ชอบออกไปข้างนอก ต่อให้พูดอะไรผิดไป คนอื่นก็คงไม่ตำหนิพวกข้า”
“ฮิฮิ! พี่ใหญ่ ท่านอย่าขายเนื้อกระต่ายไปจนเกลี้ยงนะขอรับ เก็บไว้ให้ข้ากินด้วยสักตัว” จูซื่อแลบลิ้นเลียริมฝีปาก “เนื้อกระต่ายรมควันที่ท่านแม่ทำคราวก่อนอร่อยยิ่งนัก ถ้าใส่อันนั้นเข้าไปด้วย…”
เรื่องอาหารการกินนั้น ประสาทรับรสของจูซื่อดีเลิศเกินใคร
เย่อวี๋หรานจะเข้าครัวเองก็ต่อเมื่อคิดจะทำอาหารชนิดใหม่เท่านั้น ปกติแล้วมักจะปล่อยให้พวกลูกสะใภ้เป็นคนทำ
จูซื่ออดกลั้นได้หลายครั้งหลายครา ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานแรงเย้ายวนใจจากวัตถุดิบปรุงอาหารเหล่านั้นได้ มักจะแวะเวียนเข้าไปในครัวเพื่อ ‘ให้คำแนะนำ’ อยู่บ่อย ๆ
ต้องยอมรับว่าสัญชาตญาณด้านอาหารของเขาแม่นยำทีเดียว วัตถุดิบอันไหนนำมาจับคู่ด้วยกัน เวลาหรือความแรงของไฟที่ใช้เท่าใดจึงจะเหมาะสม ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นกล่าวได้ว่าสุดยอด