ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 590 ไม่รู้ว่าน้องรองทนนางไหวได้อย่างไร
บทที่ 590 ไม่รู้ว่าน้องรองทนนางไหวได้อย่างไร
ผ่านไปไม่กี่ครั้ง คนสกุลจูก็รู้กันหมดว่าในบ้านมีผู้เชี่ยวชาญด้านการกินอยู่คนหนึ่ง
ได้ยินจูซื่อกล่าวเช่นนี้ จูต้าที่กำลังอารมณ์ดีย่อมรับปากอยู่แล้ว “ได้ อย่าว่าแต่ตัวเดียวเลย ขอแค่เจ้าอยากกิน จะกินสักกี่ตัวก็ได้ทั้งนั้น”
หลี่ซื่อแอบสะกิดแขนจูซื่อเบา ๆ แล้วกระซิบว่า “นี่ ถึงตอนทำสินค้าลองชิม เจ้าต้องช่วยข้าดูด้วยนะ อย่าทำให้เสียชื่อครอบครัวพวกเราเชียว”
สินค้าลองชิมหมายถึงสินค้าชนิดใหม่
เมื่อสกุลจูมีความเป็นอยู่ดีขึ้นเรื่อย ๆ วัตถุดิบหลากหลายมากขึ้น พวกผู้หญิงสกุลจูจึงเริ่มคิดค้นอาหารใหม่ ๆ
ของพวกนี้อร่อยหรือไม่ สามารถขายได้ราคาดีหรือเปล่า ล้วนต้องให้จูซื่อลองชิมก่อน
ขอเพียงเขาพยักหน้า น้อยนักที่จะผิดพลาด
แต่ถ้าเขากินแล้วยังคิดว่าไม่อร่อย แบบนั้นก็ไม่จำเป็นต้องนำไปขายข้างนอกแล้ว
“แน่นอน พวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกลเสียหน่อย ข้าต้องช่วยเจ้าลองชิมอยู่แล้ว” เพียงกล่าวถึงเรื่องกิน จูซื่อก็เบิกบานใจอย่างมาก
ดูเหมือนว่าทุกคนค้นพบสิ่งที่ตนเองถนัดกันหมดแล้ว มีเพียงคู่ของจูเอ้อร์ที่ถูกมองข้าม
พยายามเบียดเข้าไปหลายครั้ง แต่กลับพบว่าตนเองได้แต่เบียดอยู่ด้วยกันกับหลินซื่อเพื่อแย่งกันช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ หลิวซื่อรู้สึกว่ายากจะรับได้ยิ่งนัก
ล้วนเป็นลูกชายของท่านแม่เหมือนกัน ทำไมถึงต่างกันขนาดนี้นะ?
แม่สามีลำเอียงเกินไปหรือเปล่า?
หลินซื่ออาศัยว่าตนเองมีน้องสาวสองคนและหลานสาวอีกสามคน จึงแย่งงานให้อาหารกระต่าย ตัดหญ้าเลี้ยงกระต่าย และทำความสะอาดกรงกระต่ายไปได้
อย่าเห็นว่างานเหล่านี้เป็นงานเล็กน้อยยิบย่อย แต่สำหรับเด็กที่ยังไม่โตนั้นนับว่าเป็นงานที่ดีมากแล้ว
ลำบากก็จริง แต่สามารถทำได้ ทั้งยังได้เงิน ดีจะตายไป
ขณะที่หลิวซื่อมีแค่คนเดียว งานทำความสะอาดกรงกระต่ายทั้งสกปรก เหน็ดเหนื่อยและได้เงินน้อย อย่าว่าแต่จะแย่งเลย ต่อให้แย่งได้ไปแล้ว หลิวซื่อก็คงนึกรังเกียจอยู่ดี
นางมองแม่สามีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสงบด้วยความไม่พอใจ แล้วสะกิดแขนจูเอ้อร์เบา ๆ อย่างโมโห ส่งสายตาบอกว่า ดูอะไรอยู่ รีบไปแย่งสิ!
เจ้าสนิทกับพี่ใหญ่ไม่ใช่รึ?
พี่ใหญ่ได้เลี้ยงกระต่ายแล้ว เจ้าก็ไม่รู้จักพูดอะไรสักคำ แย่งงานมาให้ได้สักงานสองงานสิ
นั่นเป็นเงินทั้งนั้นเลยนะ
แม่สามีพูดแล้ว ถ้าทำงานได้ดี เงินก็เป็นของพวกพี่ใหญ่ ถ้าทำได้ไม่ดี พวกพี่ใหญ่ก็หาเงินได้น้อยหน่อย
หลิวซื่อจะไม่ตาร้อนได้อย่างไร?
นางใคร่ครวญในใจ เมื่อก่อนน้องสามไปอยู่ดูแลน้องเจ็ดที่ไปร่ำเรียนอยู่ข้างนอก ครอบครัวน้องสี่ค้าขาย ส่วนพวกตนกับพวกพี่ใหญ่และพวกน้องห้าล้วนเหมือนกัน ถ้ามีงานไหนที่ทำเงินได้ก็จะวิ่งเข้าหางานนั้น ต่อให้หาได้แค่เล็กน้อยก็ไม่เป็นไร
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว ตอนนี้กระทั่งพี่ใหญ่ยังมีงานที่ทำเงินได้เป็นชิ้นเป็นอัน
ครอบครัวน้องห้าไม่มีงานหลักก็จริง แต่พวกเขาคนเยอะ หลินซื่อมีน้องสาวกับหลานสาวหลายคน ต่อให้ทำงานจิปาถะ ทั้งเดือนก็หาเงินได้ไม่น้อย
ไม่เหมือนนางที่มีแค่คนเดียว
ขณะที่จูเอ้อร์เป็นเจ้าทึ่มที่ไม่สนใจโลกคนหนึ่ง…
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห แต่นางสะกิดไปกี่ครั้งจูเอ้อร์ก็ไม่สนใจ
จูเอ้อร์ “…”
เขาไม่เข้าใจเจตนาของหลิวซื่อเลยสักนิด ยังนึกว่านางแตะถูกตัวเองโดยไม่ตั้งใจ จึงขยับเก้าอี้ออกไปห่าง ๆ
หลิวซื่อเห็นเขาทำแบบนั้น เลือดก็พลันพุ่งขึ้นมาจุกที่คอหอย
อยากตีสามีคนนี้ให้ตายเสียจริง ทำได้ไหม?
นางแสดงออกชัดเจนขนาดนี้แล้ว ทำไมเขาไม่เข้าใจอะไรเสียบ้าง?
ถ้าไม่ตีเหล็กตอนที่ยังร้อน พูดขึ้นมากับแม่สามี ประเดี๋ยวพอแยกย้ายกันแล้ว พวกตนยังจะแย่งผลประโยชน์มาได้?
ไม่ว่าจะเป็นงานที่แม่สามีมอบหมายให้เพิ่มเติม หรืองานเลี้ยงกระต่ายกับพวกพี่ใหญ่ล้วนได้ทั้งนั้น
จูเอ้อร์ถูกสะกิดอีกครั้งก็ขยับเก้าอี้ไปนั่งตำแหน่งที่ไกลกว่าเดิม
หลิวซื่อ “…”
เย่อวี๋หรานที่เห็นฉากนี้ก็รู้สึกทั้งฉุนทั้งขัน
นางไม่ได้อยากหัวเราะเยาะลูกชาย แต่ว่านี่ช่างน่าขันเกินไปแล้ว
หลิวซื่อที่ช่างคิดเล็กคิดน้อยมาเจอกับจูเอ้อร์ที่ความคิดไม่เข้าร่องเข้ารอย นี่มันเป็นการทรมานตัวเองชัด ๆ เลยนี่นา?
หลิวซื่อก็จริง ๆ เลย พูดออกมาตรง ๆ เสียก็สิ้นเรื่อง
นางชอบเก็บงำความคิดฟุ้งซ่านของตัวเองเอาไว้ แล้วให้คนอื่นออกหน้า
แต่นิสัยอย่างจูเอ้อร์จะเดาถูกได้อย่างไร?
ถ้าเขาเดาถูกก็คงไม่มาขลุกอยู่กับจูต้าแล้ว
มีคำกล่าวว่า ‘ของประเภทเดียวกันมักจะดึงดูดเข้าหากัน’ ความจริงแล้วกล่าวได้มีเหตุผลทีเดียว
เย่อวี๋หรานข่มใจเอาไว้ ไม่ได้เข้าไปยุ่ง
ความขัดแย้งระหว่างพวกลูกชายกับลูกสะใภ้ ปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเองจะดีกว่า
ผ่านมาหลายปีแล้ว เชื่อว่าพวกเขาคงพบวิธีสลายความขัดแย้งได้แล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงไม่อยู่ร่วมกันมาได้นานหลายปีเช่นนี้
หลิ่วซื่อดูถูกตัวเอง เป็นเพราะนางวางตัวต่ำต้อย ทั้งยังชอบมองโลกในแง่ร้าย
หลิวซื่อน่าสมเพช เพราะนางชอบใช้อุบายอวดฉลาด แต่ก็ไม่เคยทำได้สำเร็จ นี่เรียกว่า ‘กรรม’ คนพาลย่อมแพ้ภัยตัวเอง คำกล่าวนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ของนางยิ่งนัก
หลังจากเย่อวี๋หรานย้อนยุคมาแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ของสกุลจูก็ดีขึ้น แม้อาจไม่ได้ยกระดับไปถึงขั้น ‘สังคมอยู่ดีกินดี’ ในทันทีทันใด แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นในหมู่บ้านก็ถือว่าดีกว่ามากแล้ว
ตามหลักแล้วนางควรใช้ชีวิตให้เต็มที่กว่านี้ น่าเสียดาย…
ทำความสะอาดโต๊ะเสร็จแล้ว หลิวซื่อก็ยังไม่ยอมพูดความไม่พอใจนั้นออกมา
ถ้านางพูดออกมา เย่อวี๋หรานยังจะชื่นชมนางเสียอีก
แต่นางกลับเอาแต่เก็บกดเอาไว้ในใจ ไม่ยอมพูดออกมา และเอาความไม่พอใจนั้นไประบายใส่จูเอ้อร์
จูเอ้อร์ไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงเป็นเช่นนี้ ทำให้หลิวซื่อยิ่งยากจะทนรับได้ โมโหเดือดดาลยิ่งกว่าเดิม
พอกลับเข้าห้อง นางก็ชักสีหน้าใส่จูเอ้อร์ทันที “เจ้าคิดอะไรอยู่?”
จูเอ้อร์งงงัน “เจ้าเป็นอะไร? โมโหอะไรอีกแล้ว? ไม่มีใครยั่วโมโหเจ้าเสียหน่อย”
“ไม่มีใครยั่วโมโหข้า? เจ้านั่นแหละยั่วโมโหข้า!”
“ข้าไปยั่วโมโหเจ้าตอนไหน? ตอนกินข้าว ข้าไม่ได้พูดอะไรเลยนะ…”
“ข้าโมโหเพราะเจ้าไม่ยอมพูดอะไรนั่นแหละ”
จูเอ้อร์ “…”
จะชวนทะเลาะโดยไม่มีเหตุผลเกินไปแล้วกระมัง?
ชั่วขณะนั้น เขาก็ไม่อยากสนใจผู้หญิงคนนี้อีกแล้ว จึงเดินหนีขึ้นเตียง
หลิวซื่อเห็นว่านอกจากจูเอ้อร์จะไม่ปลอบโยนนางแล้ว ยังไปนั่งถอดรองเท้าอีก ไฟโทสะก็ลุกพรึ่บขึ้นมาในใจอีกครา “จูเอ้อร์ เจ้าจะเอาอย่างไรกันแน่?”
จูเอ้อร์ไม่สนใจนาง
“จูเอ้อร์!”
นางร้องเสียงดังอีกครั้ง ห้องข้าง ๆ ล้วนได้ยินกันหมด
หลิ่วซื่อเพิ่งกลับมาที่ห้องหลังจากทำความสะอาดเรือนเสร็จ ครั้นได้ยินเสียงดังกะทันหันก็ต้องสะดุ้งตกใจ
นางกางหูผึ่งตั้งใจฟังก็เพียงได้ยินเสียงแว่ว ๆ แต่ไม่ได้ยินรายละเอียด
วันนี้จูต้าอารมณ์ดี เห็นนางยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นก็พูดว่า “โธ่เอ๊ย อย่าไปสนใจคู่นั้นเลย มีวันไหนที่น้องสะใภ้รองไม่อาละวาดบ้าง ถ้าไม่โวยวายสิถึงจะแปลก”
“ไปดูหน่อยดีไหม? ดูเหมือนนางจะโมโหมากเลยนะ…” หลิ่วซื่อค่อนข้างลังเล
ความจริงนางย่อมไม่อยากไปอยู่แล้ว
ปิดประตูใช้ชีวิตของตัวเองไป นางไม่อยากไปยุ่งกับชีวิตใครทั้งนั้น
น่าเสียดายที่นางเป็นสะใภ้ใหญ่ ต่อให้ไม่อยากยุ่ง แต่ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา นางก็คงพลอยซวยไปด้วย
เฮ้อ…
“ไม่ต้องไปสนใจ นางก็โมโหอยู่ทุกวันนั่นแหละ หน้าบึ้งอารมณ์บูดแบบนั้น ไม่รู้ว่าน้องรองทนรับนางไหวได้อย่างไร” จูต้ากล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก
ในฐานะพี่สามี เขาย่อมไม่สะดวกจะไปวิพากษ์วิจารณ์น้องสะใภ้แต่ละคน จึงพูดไปไม่กี่คำแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
แต่กลับดึงหลิ่วซื่อเข้ามาหาแล้วพูดเรื่องเลี้ยงกระต่ายกับนางเสียงเบาด้วยท่าทางเบิกบานใจ
แม้จูต้าจะเป็นคนไปเรียกให้จูเอ้อร์มาช่วยทำกรงกระต่ายให้หลิ่วซื่อ แต่หลิ่วซื่อเป็นคนเลี้ยงกระต่ายเองตั้งแต่ต้นจนจบ
เขาจึงถามเกี่ยวกับรายละเอียดการเลี้ยงกระต่าย
“นี่ กระต่ายเลี้ยงง่ายขนาดนั้นจริงรึ?”
“น่าจะกระมัง…” หลิ่วซื่อไม่กล้ารับประกัน
นางกลัวว่าถ้าตัวเองพูดออกไปแล้ว คนอื่นทำตามแต่กลับไม่ได้ผลเหมือนกัน ก็จะหันกลับมาโทษนาง
จูต้าเข้าใจนิสัยภรรยาของตัวเองดีจึงไม่ได้ใส่ใจ เพียงถามนางว่าเลี้ยงอย่างไร
ขอเพียงไม่ถามหลิ่วซื่อว่าดีหรือไม่ดี ถามแค่วิธีทำโดยละเอียดกับนาง นางกลับสามารถอธิบายได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย
จูต้าฟังแล้วก็รู้สึกทึ่ง “ท่านแม่สอนเจ้าล่ะสิ? คิดไม่ถึงว่าเจ้าตัวเล็ก ๆ พวกนี้ก็ต้องพิถีพิถันขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ตอนนั้นเจ้าให้ข้าไปช่วยทำกรงให้ ที่แท้ก็เพราะอย่างนี้เอง…”