ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 591 มาดูเรื่องขายหน้าของคนอื่น
บทที่ 591 มาดูเรื่องขายหน้าของคนอื่น
ชั่วเวลานั้น จูต้าและหลิ่วซื่อเข้ากันได้ดียิ่งกว่าครั้งไหน
หากเย่อวี๋หรานมาเห็นเข้าคงกล่าวอย่างทอดถอนใจ “ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ถ้าอยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาราบรื่นก็ต้องสื่อสารกันจริง ๆ ด้วยสินะ”
ยามปกติรู้สึกเหมือนจูต้ากับหลิ่วซื่อสามีภรรยาคู่นี้ ‘ให้เกียรติกันประหนึ่งอาคันตุกะ’ ต่างคนต่างทำเรื่องของตน ราวกับฝืนอยู่ด้วยกันไปวัน ๆ
คิดไม่ถึงว่าในยามที่พวกเขาสามารถสนทนากันอย่างสงบ กลับดูเหมือนสามีภรรยากันขึ้นมาบ้าง
อีกด้านหนึ่ง ในที่สุดจูเอ้อร์ก็เข้าใจเสียทีว่าหลิวซื่ออารมณ์เสียเพราะอะไร
ยามนั้นจูเอ้อร์ที่ไม่ค่อยคิดอะไรมากก็ทั้งรู้สึกผิดและมีโทสะขึ้นมาแล้ว
อย่างแรกคือเขาเข้าใจว่าหลิวซื่อรังเกียจที่เขาไร้ความสามารถ สู้ไม่ได้กระทั่งพี่ใหญ่ ส่วนอย่างหลัง นั่นเป็นงานที่พี่ใหญ่ของเขาเพิ่งได้รับมอบหมายจากท่านแม่ซึ่งไม่ง่ายเลย แต่หลิวซื่อกลับจะให้เขาไปแย่งชิงกับพี่ใหญ่เนี่ยนะ ออกจะหน้าไม่อายเกินไปหรือไม่?
เพียะ!!!
ฝ่ามือกระทบลงบนใบหน้าของหลิวซื่อ ภายในห้องเงียบสงบลงทันใด
หลิวซื่อกุมหน้าตัวเองพลางมองเขาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “เจ้า…เจ้าตบข้า?! จูซุ่นเหวย ข้าขอสู้ตายกับเจ้าแล้ว!”
พูดจบก็พลันโถมเข้าไปตบตีกับจูเอ้อร์
“ข้าเป็นวัวเป็นม้าให้ครอบครัวนี้ ข้าทำไปเพื่อใครกันแน่?”
“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาตีข้า?”
“ข้าทำอะไรผิดงั้นรึ? ฮือ ๆๆ…”
……
ถึงเวลานี้ คนห้องข้าง ๆ อยากทำเป็นไม่ได้ยินต่อไปก็ไม่ได้แล้ว
หลี่ซื่อรีบผลักให้จูซื่อออกไปดู นางยังปลีกตัวไปไม่ได้เพราะต้องกล่อมลูกน้อยสองคนที่ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงทะเลาะวิวาท
เดิมทีนั้นหลินซื่อก็ไม่ได้อยากออกมา แต่จูอู่เคลื่อนไหวรวดเร็ว สวมรองเท้าอย่างว่องไวแล้วก็ออกไปทันที
นางเป็นห่วงสามีของตนเองจึงสวมชุดคลุมชั้นนอกแล้วตามออกไป
จูต้ากับหลิ่วซื่อคุยกันถูกคออย่างหาได้ยาก ขณะกำลังคุยเสียเพลินก็ได้ยินเสียงดังเอะอะ ทำให้ทั้งคู่สะดุ้งตกใจ
พวกเขาหันมาสบตากัน: เกิดอะไรขึ้น?!
แม้ว่าแต่ละคู่จะทะเลาะกันเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่เป็นประจำ แต่ก็มักสะสางกันเองเงียบ ๆ ไม่ได้โวยวายออกมา
ตราบใดที่ฝ่ายตรงข้ามไม่โวยวาย พวกเขาก็ถือกฎว่าเงียบไว้ก่อน ทำเป็นไม่ได้ยิน ควรทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น
แต่คราวนี้ไม่เหมือนกัน หลิวซื่อกรีดร้องโวยวายราวกับไม่สนใจหน้าตาอีกต่อไปแล้ว อย่างไรก็ไม่คล้ายว่าจะเป็นเรื่องเล็ก
ทำอย่างไรได้ ทั้งสองคนได้แต่สวมรองเท้าแล้วรีบออกไป
“เกิดอะไรขึ้น?” จูต้าถามขึ้นมาเมื่อเห็นจูซื่อและจูอู่
“ดูเหมือนจะเป็นพี่สะใภ้รอง” ได้ยินไปไม่กี่ประโยค จูอู่ก็พอจะคาดเดาสาเหตุได้แล้ว เขาทอดถอนใจ “นางอยากเลี้ยงกระต่าย แต่พี่รองไม่เห็นด้วย…”
เขาไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ ว่าหลิวซื่อด่าว่าจูเอ้อร์เป็นพวกใช้การไม่ได้ โทษที่จูเอ้อร์ไม่ ‘แย่ง’ งานเลี้ยงกระต่าย ทั้งคู่จึงทะเลาะกัน
เนื่องจากหลี่ซื่อไม่อยู่ด้วย จูอู่จึงให้หลินซื่อไปเคาะประตู
พวกเขาที่เป็นผู้ชายไปเคาะประตูห้องน้องสะใภ้/พี่สะใภ้ย่อมไม่เหมาะสม แต่ถ้าเป็นน้องสะใภ้กลับไม่มีปัญหา
ถึงพี่รองจะอยู่ในห้อง แต่เขาเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ย่อมไม่ถือสาน้องสะใภ้อยู่แล้ว
หลินซื่อนึกตำหนิจูอู่: ตอนมีเรื่องดีไม่รู้จักเรียกข้า เรื่องไม่ดีแบบนี้กลับคิดถึงข้า
ตำหนิก็ส่วนตำหนิ แต่นางไม่กล้าไม่เชื่อฟังจูอู่ ได้แต่เดินไปเคาะประตูแต่โดยดี
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
คนข้างในไม่ตอบ ยังคงทะเลาะกันต่อไป
จูอู่เร่งรัด “เสียงดังหน่อย”
หลินซื่อมองค้อนใส่เขา แล้วเคาะประตูเสียงดังกว่าเดิม
คนในนั้นก็ยังไม่ตอบ ยังคงทะเลาะกันต่อไป
จูอู่กล่าวว่า “เจ้าก็ส่งเสียงหน่อยไม่ได้รึ?”
ตอนนี้เขารำคาญขึ้นมาแล้ว เขาคิดว่าถ้าเป็นพี่สะใภ้สี่คงเรียบร้อยไปนานแล้ว
หลินซื่อน้อยใจ เพราะนางไม่อยากตะโกนถึงได้เคาะประตูอย่างไรเล่า
เอาแต่เรียกนาง ทำไมไม่เรียกพี่สะใภ้ใหญ่บ้าง?
หลิ่วซื่อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ จับชายอาภรณ์อย่างวิตกกังวล
อย่าว่าแต่เดินเข้าไปเรียกคนเลย ต่อให้เคาะประตูนางก็คงไม่กล้า
กล่าวตามตรง นางนึกดีใจอยู่บ้างที่จูต้าไม่ฉลาดเท่าจูอู่ ถ้าให้นางไปเคาะประตู…
แม้หลินซื่อจะไม่พอใจ แต่สามีพูดขนาดนี้แล้ว นางได้แต่เคาะประตูอีกครั้งแล้วตะโกนเข้าไปข้างในว่า “พี่รอง! พี่สะใภ้รอง! พวกท่านหยุดทะเลาะกันได้แล้ว เปิดประตูให้หน่อยเจ้าค่ะ”
ภายในห้องเงียบสงบลงทันใด
ผ่านไปครู่หนึ่ง ประตูก็เปิดออก
คนที่เดินออกมาคือจูเอ้อร์ เสื้อผ้าบนร่างเขาหลุดลุ่ย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน
“โอ๊ย ไม่มีอะไรหรอก แค่ล้มเฉย ๆ พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ!”
จูเอ้อร์ไม่มองใครสักนิด พูดจบก็คิดแต่จะกลับเข้าห้องท่าเดียว
จูอู่ตอบสนองว่องไว เขาดึงจูเอ้อร์ไว้ “นี่ พี่รอง ในเมื่อออกมาแล้วก็อยู่ข้างนอกสักพักแล้วค่อยกลับเข้าไปเถอะ ข้ากับพี่ใหญ่มีเรื่องอยากคุยกับท่านพอดีขอรับ”
เขากล่าวพลางส่งสายตาให้จูต้า
ถึงตอนนั้นจะค่อนข้างมืด แต่ด้วยสัญชาตญาณระหว่างพี่น้อง จูต้าสัมผัสได้ถึงสัญญาณที่จูอู่ส่งมาให้อย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวคล้อยตามว่า “ใช่แล้ว ข้าอยากคุยกับเจ้าพอดี”
“ไปกันเถอะ ไปคุยกันที่ท้ายเรือน” จูซื่อให้ความร่วมมือและช่วยเลือกสถานที่ให้
จูเอ้อร์ที่รู้สึกขายหน้าแต่ก็ไม่ได้อยากกลับเข้าห้องจริง ๆ จึงเดินตามพี่น้องคนอื่น ๆ ออกไปจากห้อง
ทันใดนั้น หน้าประตูห้องก็เหลือเพียงหลินซื่อและหลิ่วซื่อ
พวกนางมองหน้ากันอย่างประดักประเดิด
“คือว่า…” ในฐานะพี่สะใภ้ใหญ่ หลิ่วซื่อคิดว่าตนเองควรเป็นฝ่ายพูดก่อน แต่กลับไม่รู้ว่าต้องพูดอะไร
หลินซื่อเห็นหลิ่วซื่ออึกอักอยู่นานจึงโพล่งขึ้นมาว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ พวกเราเข้าไปดูพี่สะใภ้รองกันเถอะเจ้าค่ะ”
“เอ้อ ได้”
พวกนางเดินเข้าไปในห้อง
ไฟในตะเกียงดับสนิทไปแต่แรก
หลิวซื่อนั่งอยู่บนเตียงในสภาพเสื้อผ้าผมเผ้ายุ่งเหยิง พื้นที่ในห้องที่แต่เดิมก็ไม่กว้างขวางอะไร กลับมีเสื้อผ้า ผ้าห่ม และจอกน้ำกระจายอยู่เกลื่อนกลาด
“พวกเจ้าเข้ามาทำไม? มาเยาะเย้ยข้างั้นรึ?”
คนทั้งสองยังไม่ได้พูดอะไร หลิวซื่อก็ชิงกล่าววาจาเสียดสีขึ้นมาอย่างเย็นชา
“พี่สะใภ้รอง พวกเรามาดูท่านเจ้าค่ะ…” หลินซื่อไม่รู้ว่าควรปลอบอย่างไร ตอนนี้นางก็มีภาระมากแล้ว หากจะบอกว่าใครคือคนที่น่าอนาถที่สุดในบ้าน บอกว่าเป็นนางก็คงจะไม่เกินไป
แต่นางไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องนี้ คิดว่าถ้าพูดขึ้นมา ตนเองก็คงจะน่าอนาถจริง ๆ เสียแล้ว
ถ้ามีใครสักคนที่อนาถกว่าตนเองอยู่ด้วย นางก็คงไม่ใช่คนที่น่าอนาถที่สุดแล้วน่ะสิ?
“หึหึ! คนก็ดูแล้ว ยังยืนอยู่ทำไม ออกไปซะ” หลิวซื่อพูด
หลินซื่อไม่นึกอยากพูดอะไรจริง ๆ จึงกระตุกมือหลิ่วซื่อเพื่อชวนจากไป
หลิ่วซื่อพูดไม่เก่งอย่างแท้จริง ปลอบคนไม่เป็น นางเผยอปากขึ้นมาหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
แต่นางไม่ได้กลับไป
“พี่สะใภ้ใหญ่…” หลินซื่อเรียกเสียงเบา
หลิ่วซื่อส่ายหัวน้อย ๆ
หลินซื่อ: ท่านไม่ได้จะปลอบ แล้วยังจะยืนอยู่ในนี้ทำไม? มาดูเรื่องขายหน้าของคนอื่นเรอะ?
หลิวซื่อไม่ได้อยากให้พวกนางไปจริง ๆ เวลาแบบนี้ ยิ่งไม่มีใครปลอบก็ยิ่งยากจะรับได้
นางพูดไปแบบนั้นก็เพราะอยากให้มีคนแย้งกลับมา จากนั้น…
“เจ้าเรียกพี่สะใภ้ใหญ่ทำไม? เจ้าไม่รู้รึว่าตอนนี้คนเขาเป็นคนสำคัญแล้ว พวกเรามีคุณสมบัติไปยืนข้าง ๆ นางด้วยหรือ?” หลิวซื่ออ้าปากได้ก็กล่าวคำเสียดสีออกมาอีกครั้ง
“เจ้า ทำไมพูดจาแบบนี้?” หลิ่วซื่อปลอบคนไม่เป็น แต่นางไม่ใช่คนโง่
ได้ยินคำพูดของหลิวซื่อแล้ว นางยังจะไม่รู้ความหมายของอีกฝ่ายได้อย่างไร หลิ่วซื่อรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมา
“ข้าพูดอะไรผิดไปหรือเจ้าคะ? ท่านมาดูสภาพน่าสมเพชของข้าไม่ใช่หรือ? ถ้าไม่ใช่แบบนั้น เห็นข้ากับจูเอ้อร์ทะเลาะกันจนมีสภาพนี้แล้ว ทำไมท่านไม่ยกเรื่องเลี้ยงกระต่ายให้พวกข้า?” หลิวซื่อเชิดหน้า ระบายความเดือดดาลในใจออกมา
ปกติหลิ่วซื่อไม่พูดไม่จา นางจึงคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนโง่
แต่เวลาแบบนี้ หลิ่วซื่อก็ยังไม่พูดอะไร ตกลงแล้วนางโง่หรือเห็นแก่ตัวก็ย่อมจะแจ้งแก่ใจ
หลิวซื่อเป็นคนเช่นนี้เอง นางเพียงอนุญาตให้ตนเองเห็นแก่ตัว แต่กลับไม่ยอมให้คนอื่นมาเห็นแก่ตัวกับนาง