ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 592 อย่าไปคิดว่าสอนความรู้ให้คนอื่นไปหมดแล้วจะอดตาย
บทที่ 592 อย่าไปคิดว่าสอนความรู้ให้คนอื่นไปหมดแล้วจะอดตาย
หลิ่วซื่ออ้าปากขึ้นมาหลายครั้ง แต่ก็พูดคำว่า ‘ยอมยกให้’ ไม่ออกอยู่ดี
ไม่พูดถึงว่านี่เป็นงานที่แม่สามีมอบหมายให้นาง เพียงคิดถึงลูกชายสองคนที่กำลังจะได้เข้าสำนักศึกษา นางก็ทราบว่าไม่อาจยกให้
เรื่องอื่นก็แล้วไปเถอะ แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันกับเงินทอง ถ้ายกให้คนอื่นไปแล้ว ต่อไปนางจะเอาอะไรไปส่งเสียลูกน้อยสองคนร่ำเรียนหนังสือ?
มีเงินส่วนกลางออกให้ก็จริง แต่ถ้าวันหนึ่งแม่สามีไม่ออกให้อีกแล้วเล่า?
ทุกคนล้วนชมเชยว่าลูกชายของนางฉลาดเฉลียว ชมว่าพวกเขาเรียนหนังสือเก่ง นางที่เป็นแม่จะมาถ่วงพวกเขาอยู่ได้อย่างไร?
“ทำไม ใบ้กินแล้ว? ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าพี่สะใภ้ใหญ่จะเป็นคนแบบนี้”
“ปกติก็ทำเป็นคนซื่อ ๆ ทำตัวเป็นคนดี แต่พอถึงเวลาสำคัญก็เป็นเหยี่ยวที่ขยุ้มเนื้อไว้ไม่ยอมปล่อยสินะ ร้ายจริง ๆ”
“ข้าทะเลาะกับจูเอ้อร์จนกลายเป็นแบบนี้แล้ว ท่านยังคิดถึงแต่ตัวเอง มโนธรรมอยู่ที่ไหน? ถูกสุนัขคาบไปแล้วรึ?”
……
หลิวซื่อพูดกดดันไม่หยุด ไม่ยอมรามือแม้แต่น้อย
นางเอาความไม่พอใจทั้งหมดมาระบายใส่หลิ่วซื่อ
หลิ่วซื่อขยับปากอยากพูดอะไร แต่กลับไม่อาจตอบโต้ได้
เพราะหลิวซื่อพูดถูก นางไม่อยากยกให้จริง ๆ
แต่เรื่องนี้ทำให้นางละอายใจ
ส่วนหลินซื่อ นางจะพูดก็ย่อมได้ แต่เพราะความเห็นแก่ตัว นางจึงมองคนนั้นทีมองคนนี้ที แล้วตัดสินใจทำเป็น ‘หูหนวกเป็นใบ้’
ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็เดือดร้อนมาไม่ถึงนางอยู่ดี
หลี่ซื่อเพิ่งปลอบลูกน้อยเสร็จ ตอนมาถึงหน้าประตูห้องก็ได้ยินวาจาพวกนี้พอดี นางกลอกตามองบน
“พี่สะใภ้รอง ท่านพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?” นางพูดแทรกขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมา “ถ้าท่านคิดว่าท่านแม่ไม่ยุติธรรม ยกเรื่องเลี้ยงกระต่ายให้พี่สะใภ้ใหญ่ ไม่ได้ยกให้ท่าน ท่านก็ไปพูดกับท่านแม่สิ”
“วันนี้หลังกินข้าวเย็นเสร็จ ท่านแม่พูดขึ้นมาต่อหน้าทุกคน ยังบอกว่าถ้าใครไม่พอใจตรงไหนให้พูดออกมาได้เลย ทำไมท่านไม่พูดล่ะเจ้าคะ?”
“ตอนนี้ท่านแม่ไม่อยู่ พี่ใหญ่ก็ไม่อยู่ ท่านเห็นว่าพี่สะใภ้ใหญ่รังแกง่าย ก็ตั้งหน้าตั้งตากดดันพี่สะใภ้ใหญ่ ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่?”
……
หลิ่วซื่อพลันโล่งอก: โชคดีไป!
ขอเพียงน้องสะใภ้สี่อยู่ด้วย ต่อให้น้องสะใภ้รองไม่พอใจก็ไม่กล้าทำอะไรมากแล้ว
หลินซื่อ: …พี่สะใภ้สี่ ท่านมาถูกเวลาเกินไปแล้วกระมัง?
สีหน้าของหลิวซื่อเปลี่ยนกลับไปกลับมา “หลี่หรูตง นี่ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า ข้ากำลังพูดกับพี่สะใภ้ใหญ่ เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสอด?”
“ทำไมข้าจะพูดไม่ได้? ที่นี่คือสกุลจู ไม่ใช่สกุลหลิวของท่านเสียหน่อย อีกอย่าง พี่สะใภ้ใหญ่ดุจมารดา ท่านแม่ไม่อยู่ คนที่มีสิทธิ์มีเสียงตรงนี้ก็คือพี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ยังไม่พูดอะไร ท่านจะเดือดร้อนไปทำไม?” หลี่ซื่อไม่กลัวอีกฝ่ายสักนิด แค่นหัวเราะเสียงเย็น “ทำไมรึ ข้าพูดแทงใจดำ รู้สึกร้อนตัวเลยไม่กล้าพูดกับข้างั้นสิ?”
ต่างจากคนอื่น หลี่ซื่อดูแลการค้าขายของสกุลจู เป็นทั้งคนที่มีเงินมากที่สุดในบ้านและเป็นถุงเงินของสกุลจูอีกด้วย
ประกอบกับมีลูกชายหนึ่งคน ทั้งยังได้รับความโปรดปรานจากแม่สามี กล่าวได้ว่าเป็นคนที่หยั่งเท้าในสกุลจูได้มั่นคงที่สุดแล้ว
กล่าวอย่างไม่เกรงใจสักหน่อยก็คือ ต่อให้พี่สะใภ้ใหญ่ยืนอยู่ตรงหน้านางก็ต้องถอยไปยืนข้าง ๆ
แต่หลี่ซื่อไม่ได้โง่ ทุกครั้งที่ต้องเป็นตัวแทนออกหน้าออกตาในนามสกุลจู แม่สามีก็มักจะพาพี่สะใภ้ใหญ่ไปด้วยเสมอ นี่หมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่าในจิตใจของแม่สามี นายหญิงของสกุลจูในอนาคตก็คือพี่สะใภ้ใหญ่อย่างไรเล่า
ต่อให้ฐานะของนางในสกุลจูมั่นคงกว่านี้ ความเคารพที่พึงมีให้พี่สะใภ้ใหญ่ก็ยังคงต้องแสดงออกมา
สาเหตุที่นางออกหน้าแทนหลิ่วซื่อ นอกจากจะเป็นเพราะความเห็นอกเห็นใจแล้ว ยังเห็นแก่ที่หลิ่วซื่อเป็น ‘พี่สะใภ้ใหญ่’ นี่เอง
ทางด้านนี้ ลูกสะใภ้ทั้งหลายทะเลาะกันอีกแล้ว
ทางฝั่งท้ายเรือนกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศสามัคคีปรองดอง
จูอู่มีความสามารถในการสมานมิตรอย่างยิ่ง เมื่อไปถึงท้ายเรือนแล้ว เขาก็เอ่ยถึงเรื่องสมัยเด็กของพวกเขาพี่น้อง
ตอนนั้นก็เหมือนกับตอนนี้ ถ้าในหมู่พวกเขามีใครถูกรังแก พี่ใหญ่กับพี่รองก็จะคว้าจอบไปเอาเรื่องฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ลังเล ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมารังแกเหล่าน้องชายของพวกตนเป็นอันขาด
“สมัยนั้น ถึงที่บ้านจะยากจน คนอื่นดูถูกพวกเรา แต่ไม่มีใครกล้ารังแกพวกเราพี่น้อง เพราะพวกเรามีคนมาก”
ได้ยินจูอู่พูดว่า ‘คนมาก’ พวกพี่ชายก็ยิ้มออกมา
“ฮ่า ๆๆๆ…ใช่น่ะสิ ในหมู่บ้านละแวกนี้บ้านไหนมีพี่น้องเยอะเหมือนพวกเราบ้าง?” จูซื่อกล่าว “ท่านแม่มีลูกตั้งแปดคน มีจูปาเม่ยเป็นลูกสาวคนเดียว คนอื่นเป็นลูกชายหมด ทั้งยังโตมาได้ทุกคน ถ้าให้มายืนเรียงกัน คนอื่นมีแต่จะต้องกลัวพวกเรา”
“ตอนเด็ก ๆ ดียิ่งนัก แต่พอพวกเราโตขึ้นมา แต่งงานกันหมดแล้ว ก็เริ่มมีใจเห็นแก่ตัว…” จูอู่กล่าวอย่างสะท้อนใจ บรรยากาศก็พลอยหดหู่ลง
แต่เขายังคงพูดต่อไปราวกับไม่ทันสังเกต
เขากล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงของพี่น้องทุกคน และยังกล่าวถึงแผนการที่ท่านแม่จัดเตรียมไว้สำหรับพวกเขาแต่ละคู่
เริ่มจากจูซาน ตามด้วยคู่ของจูซื่อ แล้วเป็นคู่ของตนเอง คู่พี่ใหญ่ มีเพียงฝั่งพี่รองที่ยังไม่มีอะไรชัดเจน
“ที่จริงจะว่าไม่มีอะไรก็ไม่ถูก” จูอู่กล่าว “ตอนเย็นวันนี้ท่านแม่ก็บอกแล้วว่า การเลี้ยงกระต่ายไม่ใช่ถนนสายเดียว แต่ยังสามารถแตกออกไปได้หลายสาย”
“พอเลี้ยงกระต่ายจนโตแล้วสามารถนำเนื้อไปขาย ถ้าเป็นสายอาหารการกิน พี่สี่มีพรสวรรค์ด้านนี้ ถึงอย่างไรก็ต้องให้พี่สี่ช่วย”
“นอกจากเนื้อกระต่าย ยังสามารถขายขนกระต่าย เรื่องการค้าก็หนีไม่พ้นพี่สะใภ้สี่อยู่แล้ว”
“นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการสอนคนอื่น นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ก่อนหน้านี้ตอนทำปุ๋ยหมัก ทุกคนได้สั่งสมประสบการณ์มามากพอแล้ว”
“ไม่ต้องบอกก็รู้ว่างานนี้ต้องมอบหมายให้พี่ใหญ่และพี่รอง พวกท่านอายุมากแล้ว ทั้งยังเคยสอนคนอื่นมาก่อน…”
……
ตอนแรก จูเอ้อร์รับฟังจนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว รู้สึกว่าจูอู่กำลังอวดอ้างตัวเอง
แต่เมื่อฟังต่อไป คิดไม่ถึงว่าจูอู่กลับกล่าวถึงเขาด้วย
จูเอ้อร์อึ้งไปเล็กน้อย
ข้า?
ช้าก่อน เมื่อกี้เจ้าห้าว่าอะไรนะ?
สอนคนอื่น?!
เขาหันกลับมาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
ขณะที่จูอู่พูดต่อไปเหมือนมองไม่เห็น “ข้าคิดว่าเรื่องพวกนี้เอามารวมกันได้ พวกเราก็ทำเหมือนที่ท่านแม่พูด ทำเป็นศูนย์ให้ความรู้เกี่ยวกับการเพาะปลูกและการเพาะเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะไปเลย”
“พวกคนที่อายุมากกว่าพวกเรา ถ้ามีประสบการณ์หน่อยก็มักจะเก็บเอาไว้กับตัว ถ่ายทอดให้ลูกชายของตัวเองเท่านั้น”
“แต่ถ่ายทอดต่อ ๆ กันมา พวกท่านคิดว่าท่านพ่อถ่ายทอดอะไรให้พวกเราบ้าง?”
“ท่านแม่ไม่เหมือนกัน ท่านแม่ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายจากในตำรา แค่หยิบสักอย่างออกมาสอนก็ช่วยให้พวกเราหาเลี้ยงชีพได้แล้ว”
“เพราะอย่างนี้คนถึงพูดกันว่าของดีล้วนอยู่ในตำรา ขอเพียงพวกเราเรียนรู้จากกันและกัน แลกเปลี่ยนกัน จึงจะสามารถเรียนรู้เรื่องที่ดีกว่าเดิมได้”
……
จูอู่ยังกล่าวถึงเรื่องการเพาะปลูก เขาสังเกตว่า เวลาท่านแม่สอนทุกคนเรื่องการเพาะปลูกมักจะเน้นย้ำเสมอว่า “เรื่องแบบนี้ต้องให้ทุกคนช่วยเหลือกัน คนคนเดียวลองทำได้แค่หนึ่งอย่าง คนสิบคนทดลองทำได้สิบอย่าง ถ้ามีคนมากกว่านี้ หนึ่งปีก็สามารถรู้ได้ว่าใช้วิธีไหนเพาะปลูกได้ผลดีกว่ากัน ถ้าทำเพียงคนเดียว ชั่วชีวิตก็เรียนรู้วิธีเพาะปลูกใหม่ ๆ ได้แค่ไม่กี่วิธีเท่านั้น…”
บางคนอาจพูดว่า สอนความรู้ให้ลูกศิษย์ไปจนหมด คนเป็นครูก็จะอดตาย
แต่เห็นได้ชัดว่าเย่อวี๋หรานไม่เห็นด้วย ครูที่อดตายหลังจากถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ศิษย์ เป็นเพราะครูผู้นั้นหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่มีการพัฒนาตนเอง
สาเหตุที่ลูกศิษย์เก่งกาจขึ้นเรื่อย ๆ ก็เพราะเขาไม่หยุดอยู่ที่เดิม เขาทดลองวิธีการใหม่ ๆ จากนั้นก็คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา
เมื่อเขาพัฒนาล้ำหน้าคนเป็นครูไปแล้ว ครูผู้นั้นก็ล้าหลัง แพ้ให้แก่ลูกศิษย์แล้วใช่ไหม?
“อย่าไปคิดว่าพวกเราสอนทุกอย่างไปหมดแล้วจะเสียเปรียบคนอื่น หรือคิดว่าสอนให้แล้วก็ได้ค่าตอบแทนแค่เพียงเล็กน้อย คนอื่นเรียนรู้จนทำเป็นแล้วก็จะมาแข่งขันกับพวกเรา”
“แต่พวกท่านเคยคิดไหมว่า ถ้าระหว่างที่สอนคนอื่น พวกเราก็เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนเหล่านั้นไปด้วยเล่า?”
“คนเยอะแยะขนาดนั้นมาเรียน ถ้านำ ‘ความผิดพลาด’ ต่าง ๆ นานาที่พวกเขาเคยทำมารวมกัน ได้รู้เรื่องเหล่านี้ก็จะช่วยให้พวกเราหลีกเลี่ยงความผิดพลาดแบบเดียวกันได้ไม่ใช่หรือ?”
“หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเราก็จะนำหน้าคนอื่นอยู่เสมอน่ะสิ?”
“มิหนำซ้ำ แผ่นดินนี้แสนจะกว้างใหญ่ มีที่นามากมายนับไม่ถ้วน สอนให้คนที่นี่หมดแล้ว พวกเราก็สามารถไปสอนที่อื่น ชั่วชีวิตนี้ก็สอนได้ไม่หมด”