ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 593 จูเอ้อร์เม่ยกลับมาแล้ว
บทที่ 593 จูเอ้อร์เม่ยกลับมาแล้ว
แม้แต่เย่อวี๋หรานก็คงคิดไม่ถึงว่าจูอู่จะหัวไวปานนี้ เก็บคำพูดของนางครั้งล่าสุดไปครุ่นคิดจนสรุปออกมาได้ว่าควรทำเป็น ‘ห้องเรียนเกษตรกรรม’
แม้ห้องเรียนเกษตรกรรมยังเป็นเพียงแนวคิดหนึ่ง ทั้งยังเป็นต้นแบบในอุดมคติที่จูอู่ช่วยคิดให้จูเอ้อร์ แต่ความคิดนี้ก็จะพัฒนาไปเป็น ‘ห้องเรียนเกษตรกรรมของสกุลจู’ ที่โด่งดังไปทั่วแผ่นดินในอนาคต
ต่อให้เป็นจูอู่ในตอนนี้ก็คงคิดไม่ถึงเช่นกันว่า คำพูดที่เขากล่าวออกมาเพื่อปลอบใจพี่รองจะนำมาซึ่งผลลัพธ์เช่นนั้น…
อะแฮ่ม!
คนเราต้องกล้าคิดกล้าจินตนาการจริง ๆ ด้วยสินะ
เรือนหลังเก่าของสกุลจูเกิดเรื่องทะเลาะกันและสิ้นสุดลงทั้งอย่างนี้ ไม่ได้วุ่นวายไปจนถึงเย่อวี๋หราน
หลังจากพี่น้องสกุลจูคุยกันเสร็จแล้ว ต่างคนก็ต่างกลับไป ‘คุม’ ภรรยาของตนเอง ทุกประการเป็นอันยุติ
หลิวซื่อคนนี้บางครั้งก็น่ารักน่าตีทีเดียว
เมื่อครู่ก่อนยังหาเรื่องหลิ่วซื่อด้วยท่าทางโกรธเกรี้ยว แต่พอได้ฟังจูเอ้อร์พูดเท่านั้น แม้พวกตนจะไม่ได้เลี้ยงกระต่ายกับจูต้า แต่ก็ยังสามารถมีส่วนร่วมในการสอนให้คนอื่นได้
นางไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่ได้ยินจูเอ้อร์กล่าวอย่างคลุมเครือว่า “เรื่องนี้ทำเงินได้!”
“พวกเราเป็นครอบครัวบัณฑิตชาวนา ย่อมไม่อาจค้าขายอย่างเดียว แต่ต้องยึดการศึกษาเป็นหลัก”
“เจ้าคิดดูสิ บนแผ่นดินนี้มีคนที่ทำนาและอยากร่ำรวยมากมายเพียงไหน แค่คนบางส่วนหลั่งไหลมาเรียน ชีวิตนี้พวกเรายังต้องกลุ้มใจอะไรอีก?”
……
เรื่องหาเงินก็ส่วนหาเงิน แต่ครั้นได้ยินว่าต้องสอนประสบการณ์ของตนเองให้คนอื่น หลิวซื่อก็สงสัยในประเด็นเดียวกัน “ถ้าสอนให้คนอื่นไปหมดแล้ว ต่อไปพวกเราจะทำมาหากินอย่างไร? สอนศิษย์ไปจนหมด ครูก็จะอดตายนะ”
โชคดีที่จูอู่โน้มน้าวจูเอ้อร์สำเร็จแล้ว เขาจึงนำคำพูดของจูอู่มาอธิบายให้หลิวซื่อฟังอีกที
ชีวิตในชนบทก็เป็นเช่นนี้ ยามเกิดเรื่องใหญ่ ทุกคนร่วมแรงร่วมใจ
แต่ครั้นไม่มีเรื่อง ก็มักจะมีเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งมาทำให้คนขุ่นเคืองใจ
โชคดีที่คนสกุลจูเริ่มคุ้นเคยกับนิสัยของเย่อวี๋หรานตามลำดับ ไม่ได้ทำอะไรหนักหนาจนเกินไป ทั้งยังไม่ไปวุ่นวายต่อหน้าเย่อวี๋หราน นางจึงปล่อยวางภาระลงได้บ้าง
เมื่อมีคนมาเข้าร่วมขบวนการไถพรวนดินมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเคลื่อนไหวระหว่างครอบครัวจูเหล่าซานและครอบครัวหลิวเอ้อร์หมิงก็บ่อยมากขึ้นเช่นกัน
ในไม่ช้าก็มีคนสังเกตเห็นเรื่องนี้และมาสอบถามกับจูซานเสิ่น
จูซานเสิ่นได้ยินแล้วก็หัวเราะ “ฮ่า ๆๆ…ยังจะเป็นเรื่องอะไรได้อีก? แม่สื่อช่วยแนะนำแม่นางน้อยคนหนึ่งให้พวกข้า พวกข้าดูตัวและตกลงกันได้แล้วน่ะสิ”
คนผู้นั้นกระจ่างแจ้งทันใด “คงเป็นลูกสาวของหลิวเอ้อร์หมิงกระมัง?”
“ใช่แล้ว เป็นลูกสาวของเขานั่นแหละ” จูซานเสิ่นปล่อยข่าวออกมา “ลูกสาวของเขาทั้งขยันขันแข็งทั้งอ่อนโยนเอาใจใส่ ไม่รีบหมั้นหมายเอาไว้ เดี๋ยวก็ถูกคนอื่นแย่งไปกันพอดี”
“ไอ้หยา จูซานเสิ่น เจ้าตาแหลมจริง ๆ…” คนผู้นั้นได้ยินว่าเป็นเรื่องมงคลก็เอ่ยชมฝ่ายชายและฝ่ายหญิงยกใหญ่
จูซานเสิ่นยิ้มจนแก้มแทบปริ
ตอนนี้ความเป็นอยู่ดีขึ้นทุกวัน ทั้งยังได้หมั้นหมายเด็กสาวที่ไม่เลวไว้คนหนึ่ง อารมณ์ของนางก็ย่อมจะเบิกบานเป็นธรรมดา
แน่นอนว่าในเวลาแบบนี้ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนอิจฉา
นางไม่กล้าพูดต่อหน้าเจ้าตัว แต่แอบเอาไปนินทาลับหลังกับคนอื่น “ข้าว่าเรื่องนี้ต้องมีปัญหาแน่ ๆ ปกติครอบครัวของจูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่อมักจะทำอะไรพร้อมกัน จูซานจ้วงกับจูซื่อหู่ก็ตัวติดกันเป็นเงาตามตัว พวกเขาจะแยกกันดูตัวงั้นเรอะ?”
คนอื่นไม่อยากโชคร้ายจึงไม่สนใจนาง “หญิงปากสว่าง เจ้าว่างไม่มีอะไรทำนักเรอะ? เอาแต่ล่วงเกินคนอื่นไปทั่ว เจ้าเพิ่งล่วงเกินจูต้าเหนียงไปยังจะมาหาเรื่องบ้านจูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่ออีก เจ้าตั้งใจจะหาเรื่องครอบครัวพวกเขาให้ครบทุกคนใช่ไหม?”
“ข้า…ข้าไม่ได้พูดอะไรผิดเสียหน่อย”
“คราวก่อนเจ้าก็พูดแบบนี้เหมือนกัน แต่จูต้าเหนียงก็กลับมาโดยสวัสดิภาพนี่นา? เอาแต่ตบหน้าตัวเองแบบนี้ เจ้าไม่อยากจะรักษาหน้าตาตัวเองไว้แล้ว?”
“ข้า…ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่านางมีความสามารถปานนั้น เข้าคุกไปแล้วก็ยังจะออกมาได้?” ว่าแล้ว หญิงปากสว่างก็พูดถึงครอบครัวของเหล่าเฉียน
เรื่องนี้จะต้องมีเงื่อนงำแน่นอน ไม่อย่างนั้นเหล่าเฉียนกับเฉียนซินจะถูกจับเข้าคุกหลังการแกล้งตายของจูเอ้อร์เม่ยได้อย่างไร?
ไม่แน่ว่าอาจเป็นแผนร้ายของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์
นิสัยอย่างนาง มีเรื่องอะไรบ้างที่จะทำออกมาไม่ได้?
นางพูดเป็นตุเป็นตะ เล่าอย่างออกรสออกชาติ หลายคนตรงนั้นยิ่งฟังก็ยิ่งหงุดหงิดรำคาญ แต่ตอนท้ายกลับแสดงสีหน้ารอชมดูเรื่องสนุกออกมา สายตามองไปด้านหลังนาง
หญิงปากสว่างสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจึงหันกลับไปมอง
เวรกรรม แม่เจ้า! หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์มายืนอยู่หลังนางตั้งแต่เมื่อไหร่?!
หญิงปากสว่างพลันหน้าเปลี่ยนสีแล้ววิ่งหนีไปโดยไม่แม้แต่จะทักทาย
เรื่องคราวก่อนยังไม่ได้คิดบัญชี คราวนี้ถ้าถูกจับได้ นางยังจะมีชีวิตต่อไปได้อีกเรอะ?
เพราะรีบร้อนเกินไป นางวิ่งไปได้ไม่ไกลก็ไถลลื่นล้ม
แต่นางก็ไม่กล้าหยุด คลานขึ้นมาได้ก็วิ่งหนีต่อ
ครั้นกลับไปถึงเรือน ลูกสะใภ้เห็นนางเดินขากะเผลกก็รู้สึกประหลาดใจ “ท่านแม่ ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ?”
“ไม่ใช่กงการของเจ้า! สนใจลูกตัวเองไปเถอะ!” หญิงปากสว่างด่าอย่างอารมณ์เสียแล้วเดินเข้าไปในห้อง
ลูกสะใภ้หน้าเสีย พึมพำกับตัวเองว่า “คิดว่าข้าอยากสนงั้นรึ? น่าจะล้มให้ตายไปเลย!”
อีกด้านหนึ่ง คนทั้งหลายมองตามเงาหลังอันแสนทุลักทุเลของหญิงปากสว่างพลางหัวเราะเสียงดัง
เย่อวี๋หรานส่ายศีรษะน้อย ๆ ด้วยสีหน้าระอาใจ
คนคนนี้ก็ช่าง…
ไม่รู้ว่านางปากพาจนไปแล้วกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ก็ยังไม่หลาบจำ ไม่รู้ว่าสมองของนางพัฒนามาอย่างไร
มีคนเห็นเย่อวี๋หรานหิ้วตะกร้าใบหนึ่งมาด้วยก็ถามอย่างสงสัย “จูต้าเหนียง ท่านจะไปไหนรึ?”
เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง ๆ “จะไปที่ไหนได้? จูเอ้อร์เม่ยกลับมาแล้ว ข้าจึงเอาของเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเยี่ยมน่ะสิ”
“หา น้องสามีของท่านกลับมาแล้ว?” คนผู้นั้นประหลาดใจ “ข้านึกว่านางจะฉลองวันปีใหม่อยู่ในคุกเสียอีก”
“จะได้อย่างไร? นางไม่ได้ทำอะไรผิด คนที่ต้องเข้าคุกคือคนอื่น” เย่อวี๋หรานไม่ได้บอกว่าเป็นใคร เพียงบอกเป็นนัยว่า “ใครทำผิด คนนั้นก็ต้องเข้าคุก น้องสามีของข้านิสัยดีเกินไป ถูกคนทำร้ายขนาดนั้นแล้วยังคำนึงถึงความผูกพันฉันสามีภรรยาและความผูกพันระหว่างมารดากับลูกชาย ทำใจตัดขาดไม่ได้ ถึงขั้นเข้าไปอยู่ในคุกด้วยอีกต่างหาก ถ้าให้ข้าพูดนะ หนังสือหย่าก็ได้มาแล้ว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับนางเสียหน่อย!”
คนอื่นย่อมไม่กล้าตอบรับคำพูดนี้ ตั้งแต่โบราณมาแล้ว สตรีคนใดถูกปลด นั่นเป็นเรื่องที่น่าอัปยศอดสูอย่างยิ่ง
ต่อให้เหล่าเฉียนเป็นคนสารเลว แต่เขาก็เป็นผู้ชายนี่นา
จูเอ้อร์เม่ยอายุมากขนาดนั้นแล้ว ถ้าเหล่าเฉียนไม่ต้องการนางแล้ว ต่อไปใครยังจะต้องการนาง?
สตรีที่ออกเรือนแล้วก็คือน้ำที่สาดออกไป สุสานบรรพชนสกุลเฉียนไม่ต้อนรับจูเอ้อร์เม่ย หลังจากนางตายแล้วจะเอาคนไปฝังที่ไหน? จะได้รับการเซ่นไหว้จากใครเล่า?
ในนั้นยังมีเรื่องราวอีกมาก
เย่อวี๋หรานก็ไม่คิดจะพูดให้ชัดเจนเกินไป ที่อ้อมค้อมเช่นนี้ก็เพื่อปล่อยข่าวออกไปเท่านั้น
ขณะเดียวกันก็ย้ำว่า แม้จูเอ้อร์เม่ยจะออกมาจากคุก แต่คนที่ทำผิดคือเหล่าเฉียนกับเฉียนซิน จูเอ้อร์เม่ยเป็นเพียงอดีตภรรยาที่มีน้ำใจไมตรีคนหนึ่ง
เมื่อเย่อวี๋หรานหิ้วตะกร้าไปถึงเรือนของจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ นางก็พบว่ามีคนมายืนอออยู่หน้าเรือน บรรยากาศไม่ค่อยปกตินัก
ว่ากันตามเหตุผล จูเอ้อร์เม่ยกลับมาแล้ว พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูได้เจอหน้าลูกสาวที่กลับมาในสภาพสมบูรณ์ไม่บุบสลายก็น่าจะปลาบปลื้มยินดี แต่ทำไมพวกเขาจึงมีสีหน้าอมทุกข์แบบนั้นกันเล่า?
นอกจากนี้ สีหน้าของจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นก็ยังไม่ค่อยดีนัก?