ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 594 เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป
บทที่ 594 เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป
“พวกท่านทำอะไรกันอยู่ ทำไมถึงไม่เข้าไปในเรือน?”
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นหันมาเห็นว่าเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ก็นึกดีใจ รีบเดินปราดเข้ามาหานาง
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านต้องช่วยอธิบายให้พวกข้านะเจ้าคะ”
“ใช่แล้ว พี่สะใภ้ใหญ่ ซานจ้วงของข้าเพิ่งจะได้หมั้นหมาย บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริงยินดี แต่คนที่เพิ่งเข้าคุกไปจู่ ๆ ก็จะมาอาศัยอยู่ด้วยกันในเรือนแบบนี้ ไม่เป็นมงคลอย่างยิ่งเลยนะเจ้าคะ!”
“พี่สะใภ้ใหญ่ ซื่อหู่ของข้ากำลังดูตัวอยู่ ถ้าสัมผัสไออัปมงคลไปแล้วดูตัวไม่สำเร็จอีกจะทำอย่างไรเจ้าคะ?”
……
คนทั้งสองผลัดกันฟ้องเรื่องที่ตนกังวลใจออกมา
แต่นี่ไม่ใช่เพราะพวกนางไร้เหตุผล เพราะธรรมเนียมปฏิบัติและค่านิยมของคนยุคนี้เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว
เรื่องใดก็ตามล้วนไม่อาจข้องแวะกับสตรีที่ถูกสามีหย่าร้างหรือคนที่เคยเข้าคุก มิฉะนั้นจะไม่เป็นมงคล
การแกล้งตายของจูเอ้อร์เม่ยคราวก่อนยังสามารถใช้คำว่าล้างเคราะห์มาอธิบายได้ แต่การไปอยู่ในคุกครั้งนี้กลับ…
“พี่สะใภ้ใหญ่ พวกข้ารู้ว่าพี่สามีไม่ได้ทำอะไรผิด แต่นางไปอยู่ในคุกมาหลายวันเลยนะเจ้าคะ คนที่ไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร พอได้ยินว่าในบ้านพวกข้ามีคนที่เคยเข้าคุกมาก่อน ยังจะสนใจฟังเหตุผลอีกเสียที่ไหน เรื่องดี ๆ คงกลายเป็นเรื่องร้ายไปแน่นอนเจ้าค่ะ…”
จูซื่อเสิ่นวิตกกังวลอย่างจริงจัง
ตั้งแต่เริ่มดูตัว จูซานจ้วงก็ผ่านมาได้อย่างราบรื่น ดูตัวครั้งแรกก็สำเร็จแล้ว
แต่จูซื่อหู่ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด กลับดูตัวไม่สำเร็จมาตลอด
จูเอ้อร์เม่ยที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินคำพูดของพวกนางก็หน้าเขียวคล้ำ โมโหเดือดดาลอย่างเห็นได้ชัด
นางทะเลาะกับสองคนนั้นทันที บอกว่านี่คือบ้านของนาง น้องชายแท้ ๆ ของนาง แล้วทำไมนางจะอยู่ไม่ได้?
จูซื่อหู่ดูตัวล้มเหลวเป็นเพราะจูซื่อเสิ่นไร้ประโยชน์เองต่างหาก เกี่ยวอะไรกับคนที่ออกเรือนไปแล้วอย่างนาง? จะใส่ร้ายกันก็ไม่ทำกันแบบนี้หรอกนะ…
พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูใช่ว่าจะไม่อยากห้ามทัพ แต่ผู้เฒ่าทั้งสองต้องพึ่งพาลูกชายและลูกสะใภ้สองคู่นี้ แล้วจะกล้าล่วงเกินพวกเขาได้อย่างไร
ปกติลูกสะใภ้ยังกตัญญูต่อพวกตนอยู่บ้าง หาเป็นไรไม่ แต่คราวนี้…
เห็นลูกสะใภ้ทั้งสองเดือดดาลเช่นนั้น พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูยิ่งไม่กล้าปริปาก
จูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อยิ่งไม่ต้องพูดถึง แม้พวกเขาจะไม่ถูกคนปรามาสว่าเป็นพวก ‘กลัวเมีย’ แต่หากว่ากันตามความจริง ท่าทางพึ่งพาไม่ได้แบบนั้นเหมือนจูเหล่าโถวไม่มีผิด
พี่น้องร่วมสายเลือด ทั้งยังเป็นคนสัตย์ซื่อ ไม่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อน จะไม่มีส่วนคล้ายกันเลยก็คงเป็นไปไม่ได้
ทว่าจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นพ่ายแพ้ให้กับเจ้าของร่างเดิม ถูกเจ้าของร่างเดิมกดเอาไว้ จึงสงวนท่าทีไม่แสดงออกมา
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน เรื่องคราวนี้แตะถูกเกล็ดย้อนของพวกนางเสียแล้ว นั่นก็คือลูกชาย
สำหรับสตรีในยุคสมัยนี้ ไม่มีเรื่องใดจะสำคัญไปกว่าลูกชายของพวกนางอีกแล้ว
ลูกชายไม่เพียงรับประกันฐานะของพวกนางในบ้านแม่สามีเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักประกันว่าจะมีคนเลี้ยงดูพวกนางในยามแก่เฒ่าอีกด้วย
คนเราทุ่มเทมาตลอดชีวิตก็เพื่อสร้างหลักประกันชีวิตในยามบั้นปลาย
“หยุดเดี๋ยวนี้ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว” เย่อวี๋หรานยกมือขึ้น เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยสีหน้าเย็นชา “มีอะไรให้ทะเลาะกัน? เรื่องใหญ่มากเลยงั้นรึ ทะเลาะกันอยู่นั่นแหละ จะทะเลาะไปจนถึงช่วงข้ามปีเลยเรอะ?”
แล้วหันกลับมาตำหนิจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่น
“รู้ทั้งรู้ว่าเป็นช่วงเวลามงคล พวกเจ้ายังจะทะเลาะกันอีก ทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา ไม่กลัวทะเลาะกันจนไอมงคลหนีหายไปหมดบ้างรึ?”
จูเอ้อร์เม่ยกระหยิ่มยิ้มย่องได้ไม่ทันไรก็ถูกเย่อวี๋หรานตำหนิไปด้วยเหมือนกัน
“เจ้าก็เหมือนกัน อยู่มานานขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควรอีก? มาเป็นแขกในเรือนเขาก็ต้องวางตัวให้เหมาะสมกับที่เป็นแขกสิ…”
กระทั่งจูเหล่าซาน จูเหล่าซื่อ จูซานจ้วง และจูซื่อหู่ที่ยืนอยู่บริเวณนั้นก็ถูกสั่งสอนโดยไม่มีข้อยกเว้น
“พวกเจ้าสองคนก็เหมือนกัน เป็นผู้ชายอกสามศอกแท้ ๆ มีเมียก็คุมไม่อยู่ พี่สาวก็จัดการไม่ได้ พวกเจ้าแค่มีเปลือกนอกเป็นผู้ชายแล้วมีประโยชน์ตรงไหน? คนที่สมควรด่าที่สุดก็คือพวกเจ้านี่แหละ เพราะพวกเจ้าคุมใครไม่ได้เลย สุดท้ายจึงได้เละเทะแบบนี้”
“ซานจ้วง ซื่อหู่ พวกเจ้าไม่ใช่เด็ก ๆ อีกแล้ว คนหนึ่งหมั้นหมาย อีกคนก็กำลังดูตัว แต่กลับไม่รู้จักเข้ามาช่วยห้ามกันสักคน”
……
คนที่โชคดีที่สุดคงเป็นพ่อเฒ่าจูกับแม่เฒ่าจูกระมัง เพราะคนทั้งสองไม่โดนด่าไปด้วย
เย่อวี๋หรานหันหน้ามา ตอนแรกก็คิดว่าจะตำหนิผู้เฒ่าทั้งสองด้วยเช่นกัน แต่เมื่อใคร่ครวญจากมุมมองของพวกเขาแล้วจึงชะงักปากเอาไว้แล้วกลืนคำพูดลงไป
ช่างเถอะ คนก็ชราแล้ว มีหลานเหลนแล้ว คิดมากให้น้อยลงหน่อยจะดีกว่า!
นางเชิญผู้เฒ่าทั้งสองเข้าไปในเรือน
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นไม่เต็มใจให้จูเอ้อร์เม่ยเข้าเรือนไปเวลานี้ เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้ฝืนใจ แต่ถามไปตรง ๆ ว่าจูเอ้อร์เม่ยคิดจะทำอย่างไรต่อไป
จูเอ้อร์เม่ยอึ้งไป “ข้าเพิ่งกลับมาเองนะ…”
นางอยากอธิบายว่าตนเองเพิ่งกลับมา เพียงอยากพักผ่อนให้เต็มที่ มิหนำซ้ำ เหล่าเฉียนและเฉียนซินยังอยู่ในคุก นางเองก็มีหนังสือหย่าแล้ว ยังต้องคิดอะไรอีก
นางยังคาดคั้นถามเย่อวี๋หรานอย่างพาลโมโหว่า นางเพียงสงสารลูกชายเท่านั้น ทำไมต้องขังนางไว้ในคุกด้วย?
ความจริงก็คือจูเอ้อร์เม่ยไม่ได้อยู่ในคุกด้วยความสมัครใจ ตอนนั้นนางแค่คิดจะข่มขู่เย่อวี๋หราน คิดไม่ถึงว่าจะทำให้เย่อวี๋หรานบันดาลโทสะ จนจับนางขังไว้ในนั้น
จูเหล่าซาน จูเหล่าซื่อ จูซานเสิ่น และจูซื่อเสิ่นที่ได้ยินแบบนั้น “…”
แม่เจ้า สมแล้วที่เป็นหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ โหดจริง ๆ!
เรื่องนี้ถึงพูดออกไปก็คงไม่มีใครเชื่อ!
เย่อวี๋หรานกลอกตาแล้วกล่าวว่า “ก็เจ้าโง่เอง ข้ายังจะทำอย่างไรได้? ทำไมรึ เจ้ายังอยากจะป่าวประกาศไปทั่ว คิดว่าตัวเองมีหน้ามีตามากอย่างนั้นรึ? เจ้ารู้หรือเปล่าว่าตอนนี้ตัวเองมีชื่อเสียงอย่างไรไปแล้ว?”
“ข้ารู้” จูเอ้อร์เม่ยกล่าวด้วยใบหน้าไม่เป็นสุข “จะเป็นชื่อเสียงดีงามอะไรได้? ชื่อเสียงข้าป่นปี้ไปตั้งแต่ตอนที่เหล่าเฉียนปลดข้าแล้ว ยังเข้าไปอยู่ในคุกอีก คงป่นปี้ไปหมดแล้วนั่นแหละ…”
นางรู้สึกสิ้นหวังอย่างแท้จริง
เพียงคิดถึงเรื่องนี้ นางก็ไม่อยากสนใจอะไรอีกแล้ว ตัดสินใจปล่อยทุกอย่างไปตามยถากรรม อยากทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ข้าก็เป็นคนแบบนี้แหละ
“โง่เง่า!” เย่อวี๋หรานด่าอีกครั้ง “ไร้อนาคตจริง ๆ ลูกชายคนนั้นของเจ้าไม่คิดว่าเจ้าเป็นแม่แล้ว ถึงขั้นลงมือฆ่าเจ้า เจ้ายังเห็นเขาเป็นลูกชายอีก เจ้าคิดว่าตัวเองโง่หรือไม่โง่?”
จูเอ้อร์เม่ยพูดไม่ออก
“เจ้าคิดว่าเจ้าโง่ แล้วคนอื่นก็ต้องโง่เหมือนเจ้างั้นเรอะ?” เย่อวี๋หรานขานชื่อจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่น ให้พวกนางเล่าเสียงลือเสียงเล่าอ้างเกี่ยวกับจูเอ้อร์เม่ยในช่วงนี้ให้เจ้าตัวฟัง
เมื่อจูเอ้อร์เม่ยได้ยินว่าชื่อเสียงของตัวเองนั้นนอกจากจะไม่แย่ลงไปกว่าเดิมแล้ว กลับได้ชื่อว่ามีน้ำใจไมตรีด้วยเสียอีก นางพลันประหลาดใจสุดแสน “นี่…พูดถึงข้างั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว พูดถึงท่านนั่นแหละ” จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นย้ำ “นี่เป็นความคิดของพี่สะใภ้ใหญ่ ถ้าท่านจะขอบคุณก็ควรขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่ อย่าขอบคุณผิดคนล่ะ”
เรื่องนี้พวกนางไม่กล้าไปแย่งความดีความชอบกับเย่อวี๋หรานหรอกนะ
จูเอ้อร์เม่ยรีบหันไปกล่าวคำพูดน่าฟัง ขอบคุณเย่อวี๋หรานครั้งแล้วครั้งเล่า
จูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อพูดไม่เก่ง แต่ในใจก็รู้สึกขอบคุณเช่นกัน
ที่แท้ พี่สะใภ้ใหญ่ก็จงใจปล่อยข่าวลือเช่นนั้นออกไป
ที่แท้ พี่สะใภ้ใหญ่พูดออกไปแบบนั้นก็เพื่อจูเอ้อร์เม่ยหรอกหรือเนี่ย
สมแล้วที่เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ เดินหนึ่งก้าวหวังผลสิบก้าว ร้ายกาจ!
เย่อวี๋หรานรับคำขอบคุณโดยไม่บ่ายเบี่ยง รอจนนางพูดจบแล้วค่อยกล่าวว่า “เอาล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่ท่านพ่อท่านแม่ ข้าก็คร้านจะสนใจเจ้า ต่อไปเจ้าก็กตัญญูต่อท่านพ่อท่านแม่ให้มาก อย่าสร้างปัญหาให้พวกข้าก็พอแล้ว”
“แน่นอนอยู่แล้ว พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านวางใจ ท่านพ่อท่านแม่ของข้า ข้าก็ต้องกตัญญูต่อพวกท่านอยู่แล้ว” จูเอ้อร์เม่ยยังพูดต่อไปอย่างหน้าไม่อายว่า “ต่อไป ข้าก็จะกตัญญูต่อท่านเหมือนกัน”