ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 595 แยกเรือนไปอยู่ตามลำพัง
บทที่ 595 แยกเรือนไปอยู่ตามลำพัง
“เฮอะเฮอะ! ยังจะมากตัญญูต่อข้าอีก ไม่สร้างปัญหาให้ข้าก็ดีมากแล้ว” เย่อวี๋หรานไม่มีสีหน้าดี ๆ ให้
สุดท้าย นางยังวกกลับมาที่เรื่องแผนการในอนาคตของจูเอ้อร์เม่ย
ถึงจะรักษาชื่อเสียงดีงามไว้ได้ แต่สามีกับลูกชายล้วนอยู่ในคุก ต่อไปนางยังจะทำอะไรได้?
จูเอ้อร์เม่ยได้ยินพี่สะใภ้ใหญ่พูดเรื่องเดิมขึ้นมาอีกครั้งก็มีสีหน้าลำบากใจ
“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้า…ข้าไม่รู้จริง ๆ เจ้าค่ะ”
“ตอนที่ข้าเพิ่งถูกเหล่าเฉียนปลดกลับมาก็รอให้เขาเอาหนังสือหย่าคืนไป แล้วกลับไปอยู่ด้วยกันที่เรือนสกุลเฉียน แต่ตอนนี้…”
……
เย่อวี๋หรานเอ่ยถาม “เจ้ามีลูกชายแค่เฉียนซินคนเดียวงั้นรึ? เฉียนเสี่ยวซินไม่ใช่ลูกชายเจ้า?”
“อย่าพูดถึงเลย เจ้าลูกคนเล็กของข้าทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง ไม่มีประโยชน์สักนิด…” เพียงกล่าวถึงเฉียนเสี่ยวซิน จูเอ้อร์เม่ยก็รู้สึกห่อเหี่ยวใจ
ตั้งแต่เล็กจนโต ลูกชายคนเล็กผู้นี้ของนางก็ไม่มีความสามารถอันใด แม้แต่ทำนาก็ยังทำได้ไม่ดี แล้วยังจะไปทำอะไรได้?
ชีวิตนี้ นางไม่เคยคาดหวังกับเฉียนเสี่ยวซินมาก่อน
ได้ยินจูเอ้อร์เม่ยพูดถึงลูกชายคนเล็กของตัวเองเช่นนั้น เย่อวี๋หรานก็จนใจยิ่งนัก นางกล่าวว่า “เจ้าเคยพยายามทำความเข้าใจลูกชายคนเล็กของตัวเองบ้างไหม? ในช่วงที่เจ้าไม่อยู่ เจ้าไม่อยากรู้บ้างหรือว่าเสี่ยวซินเป็นอย่างไรบ้าง?”
จูเอ้อร์เม่ยชะงักไป “ยังจะเป็นอย่างไรได้? ก็คงเหมือนเดิมนั่นแหละ ข้าไม่อยู่ พ่อกับพี่ชายของเขาก็ไม่อยู่ ก็คงน่าสมเพชกว่าเดิม…มองข้ายังไม่อยากจะมอง”
จูเอ้อร์เม่ยออกมาจากคุกได้ก็ตรงมาที่บ้านเดิม ไม่ยอมกลับหมู่บ้านเฉียนเฉวียน นั่นก็เพราะดูถูกลูกชายคนเล็กนี่เอง
ชีวิตในคุกไม่สุขสบาย ตอนนี้นางเพียงอยากพักผ่อน ไฉนเลยจะคิดว่ากลับต้องมาเผชิญหน้ากับเรื่องน่ารำคาญใจเช่นนี้?
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “ตัวปัญหาในครอบครัวพวกเจ้าไม่อยู่แล้ว ข้าคิดว่าชีวิตของเสี่ยวซินคงดีกว่าเดิม”
“เป็นไปไม่ได้!” จูเอ้อร์เม่ยยืนกราน
เย่อวี๋หรานไม่พูดพร่ำเพรื่อ เพียงทำทีพยักพเยิด ยกโอกาสพูดให้กับจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่น
ที่แท้ ระหว่างที่จูเอ้อร์เม่ยไม่อยู่ คนสกุลจูได้ให้การดูแลเฉียนเสี่ยวซินเป็นอย่างดี
ถึงอย่างไรเฉียนเสี่ยวซินก็เป็นหลานชายแท้ ๆ ของสกุลจู เรื่องดี ๆ ที่แบ่งปันให้คนอื่น จะไม่แบ่งปันให้พวกเขาด้วยได้อย่างไร?
ดังนั้น เมื่อหมู่บ้านเฉียนเฉวียนมาขออภัยหมู่บ้านสกุลจู ยอมรับความผิด พอเริ่มความเคลื่อนไหว ทางด้านสกุลจูก็ส่งคนไปช่วยเหลือเฉียนเสี่ยวซิน
เหล่าเฉียนกับเฉียนซินไม่อยู่ เฉียนเสี่ยวซินจึงเป็นแรงงานเพียงหนึ่งเดียวของครอบครัว ให้เขาทำงานทั้งหมดนั้นคนเดียวก็กินแรงเกินไป
แต่สกุลจูไม่เหมือนกัน สกุลจูมีสมาชิกมาก จึงแบ่งคนไปช่วยงานสักคนสองคน รวมกับเฉียนเสี่ยวซินและภรรยา รวมถึงภรรยาของเฉียนซิน เท่านี้ก็เพียงพอต่อการจัดการงานในนาแล้ว
สกุลเฉียนไม่ได้มีกฎเกณฑ์มากมายปานนั้น ไม่อนุญาตให้ค้าขาย เย่อวี๋หรานจึงให้หลานสะใภ้สองคนนั้นมารับอาหารจากทางนี้ไปขายให้คนในหมู่บ้าน
การไถพรวนดินเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย หากฐานะทางบ้านอำนวยย่อมมีคนเต็มใจนำสิ่งของมาแลกอาหาร
อีกทั้งยังไม่ต้องไปหาซื้อไกล ๆ ทุกคนก็ย่อมจะยินดี
หลานสะใภ้ทั้งสองหาเงินได้น้อยหน่อย แต่ก็พอให้ซื้อหาของกินให้ลูกน้อยได้
เฉียนเสี่ยวซินไม่กลัวลำบาก ทั้งยังได้งานรับจ้างชั่วคราวจากจูอู่ วันนี้ไปทำที่เจ้านี้ วันรุ่งขึ้นไปทำอีกเจ้า ก็นับว่าสามารถหารายรับเข้ามาจุนเจือครอบครัวได้บ้าง
อาจดูเหมือนหาเงินได้น้อย แต่ยุคสมัยนี้ทั้งปีก็หาเงินได้ไม่มากอยู่แล้ว พวกเขาทำเช่นนี้กลับช่วยให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้นได้บ้าง
ครั้นฟังคำของจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่น จูเอ้อร์เม่ยก็รู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อ “จริง…จริงหรือ?”
“จริงแท้แน่นอน พี่สะใภ้ใหญ่เป็นคนพูด ใครจะกล้าไม่อุดหนุน? แม้ว่านี่จะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระยะยาว แต่ลูกสะใภ้สองคนนั้นของท่านเป็นแม่ค้ารายแรกของหมู่บ้าน คนอื่นมาอุดหนุนเพราะเห็นแก่หน้าพี่สะใภ้หลายครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า การค้าของลูกสะใภ้ของท่านก็ทำต่อไปได้อย่างมั่นคงแล้วไม่ใช่หรือ?”
“มองให้ไกลเข้าไว้ ดูอย่างสะใภ้สี่ของพี่สะใภ้ใหญ่สิ นางก็เริ่มจากการค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่หรือ? ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า ไม่ต้องไปไหน อยู่ที่เรือนก็ยังหาเงินได้”
……
ได้ยินว่าหาเงินได้ จูเอ้อร์เม่ยก็ตาวาววับ ใคร่ครวญว่าในเมื่อลูกสะใภ้ของนางยังทำได้ แล้วถ้านางทำเองบ้างจะต่างกันตรงไหน?
ก่อนหน้านี้ลูกสะใภ้เป็นคนถือเงิน ต่อไปก็แค่เปลี่ยนให้นางเป็นคนถือเงิน
“จะว่าไปแล้ว ข้ามีเรื่องที่อยากปรึกษาเจ้าก่อน” เย่อวี๋หรานมองจูเอ้อร์เม่ยขณะถามอย่างเคร่งขรึมจริงจัง “เจ้าตอบข้ามาตามตรง เจ้ายังอยากใช้ชีวิตร่วมกับเหล่าเฉียนต่อไปหรือไม่?”
“ข้าอายุปูนนี้แล้ว ไม่อยู่กับเหล่าเฉียนแล้วจะไปอยู่กับใคร?” จูเอ้อร์เม่ยรู้สึกว่าคำพูดของอีกฝ่ายน่าขันอยู่บ้าง
“ไม่แน่เสมอไป เจ้าอยู่กับเหล่าเฉียน เจ้าก็ต้องยอมรับการจัดการของเขา เจ้าหาเงินมาได้อย่างยากลำบาก สุดท้ายก็ต้องแบ่งให้เขา แต่ถ้าเจ้าไม่อยู่กับเขาแล้ว ตอนนี้เจ้าก็มีหนังสือหย่าอยู่ในมือ สามารถแยกเรือนออกมาอยู่ตามลำพังได้ทันที เจ้าหาเงินมาได้ อยากให้ใครก็ให้คนนั้น แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือ?”
จูเอ้อร์เม่ยอึ้งงัน “แยกเรือน?!”
นางไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน
อย่าว่าแต่นาง แม้กระทั่งจูเหล่าซาน จูเหล่าซื่อ จูซานเสิ่น และจูซื่อเสิ่นที่อยู่ข้าง ๆ ล้วนนิ่งอึ้งกันหมด ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
เดี๋ยวนะ แยกเรือน?
ทำแบบนี้ได้ด้วยรึ?
เย่อวี๋หรานพยักหน้า “ใช่แล้ว เจ้าไม่เคยคิดบ้างหรือว่า ต่อให้ไม่มีเหล่าเฉียน เจ้าก็ยังใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างดี?”
จูเอ้อร์เม่ยว้าวุ่นใจ “ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน ข้า…”
“งั้นเจ้าก็เริ่มคิดเสียตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าคิดได้แล้วก็มาบอกข้า” เย่อวี๋หรานมองอีกฝ่ายพลางกล่าวว่า “ข้าคิดว่าเจ้าใช้ชีวิตตามลำพังจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่าอยู่กับเหล่าเฉียนแน่นอน เจ้าไม่ใช่แม่นางน้อยวัยละอ่อนที่อยู่ตามลำพังแล้วจะถูกพวกคนไม่ดีจ้องทำมิดีมิร้ายเสียหน่อย เจ้าเป็นหญิงแก่ขนาดนี้แล้ว พวกนั้นมีแต่จะถอยไปอยู่ห่าง ๆ ถ้าจะบอกว่ากลัวลูกชายไม่เลี้ยงดู แบบนั้นก็คิดมากเกินไป ถ้าเจ้าไม่คืนดีกับเหล่าเฉียน เฉียนเสี่ยวซินก็จะไม่ใช่ลูกชายของเจ้าแล้วงั้นรึ? เจ้าทำดีกับเฉียนเสี่ยวซิน เขาจะไม่กตัญญูต่อเจ้าได้อย่างไร?”
ครั้นได้ยินเช่นนี้ จูเอ้อร์เม่ยก็รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นไปได้
นางแย่งการค้ามาจากลูกสะใภ้ (อย่าถามว่าทำไมนางเอาแต่จ้องการค้าของลูกสะใภ้ เพราะนั่นคือลูกสะใภ้ของนาง พวกนางย่อมสมควรกตัญญูต่อแม่สามีอย่างนางอยู่แล้ว) ในมือมีเงิน ทั้งยังมีลูกชายสองคน ไม่มีเหล่าเฉียนเป็นตัวถ่วง นางก็สามารถมีชีวิตได้โดยไม่หิวโหยแล้ว
แต่จูเอ้อร์เม่ยยังคงถามเย่อวี๋หรานอย่างรอบคอบ “ถ้าต่อไปข้าเอาของบ้านท่านไปขาย จะได้ราคาถูกกว่าคนอื่นใช่ไหม?”
เย่อวี๋หรานแทบจะกลอกตามองบนเลยทีเดียว “เจ้าห่วงเรื่องนี้เนี่ยนะ ทำไมเจ้าไม่พยายามขายให้มาก ๆ ขายราคาถูกแต่เน้นปริมาณ แบบนี้จึงจะมั่นคงที่สุดไม่ใช่หรือ?”
จูเอ้อร์เม่ยหน้าเจื่อน “เรื่องนั้น…ข้าจะไปสู้ท่านได้อย่างไร?”
“เจ้าคิดว่าข้าควรเลี้ยงดูเจ้า? อย่าฝันไปหน่อยเลย ลูกชายกับลูกสะใภ้ของข้า ข้ายังไม่เลี้ยง ทำไมจะต้องเลี้ยงเจ้าด้วย? ถ้าเจ้าพูดแบบนี้ ข้าไม่ยุ่งกับเจ้าดีกว่า ข้าคิดว่าทำการค้ากับลูกสะใภ้สองคนนั้นของเจ้าแล้วสบายใจกว่าเยอะ…”
พอได้ยินดังนั้น จูเอ้อร์เม่ยจะกล้าเรื่องเยอะอีกได้อย่างไร จึงรีบบอกว่า “ตกลง ราคาเท่ากันก็ได้ แค่ท่านไม่ทำให้ข้าขาดทุนก็พอ พี่สะใภ้ใหญ่ ต่อไปข้าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่าง”
“หยุดเลย ไม่ต้องมาเชื่อฟังข้า เรื่องของตัวเองเจ้าตัดสินใจเอง จะได้ไม่มาโทษข้าทีหลัง” เย่อวี๋หรานกลับมาพูดเรื่องที่จูเอ้อร์เม่ยอยากอยู่กับเหล่าเฉียนหรือไม่อีกครั้ง
เหล่าเฉียนกับเฉียนซินเป็นพวกโลภมากไม่รู้จักพอ เย่อวี๋หรานไม่อยากมีปัญหาอีก ถ้าจูเอ้อร์เม่ยยังอยากอยู่ร่วมกับเหล่าเฉียน นางก็จะขีดเส้นให้ชัดเจน ควรคิดอย่างไรก็คิดเท่านั้น
ถ้าทำให้นางเดือดร้อนก็จะตัดขาดกันทันที ไม่ไปมาหาสู่กันอีก
ถึงอย่างไร นางก็ตัดญาติกับพ่อแม่สามีไปแล้ว ถ้าพิจารณากันอย่างจริงจัง ขอบเขตของการตัดญาติก็รวมจูเอ้อร์เม่ยด้วยเช่นกัน
จูเอ้อร์เม่ยรู้สึกว่าตนเองตกที่นั่งลำบากเสียแล้ว “…”
นางพยายามสรรหาสารพัดถ้อยคำน่าฟังมาพูด ขอร้องเย่อวี๋หรานเสียงอ่อนเสียงหวาน บอกว่าอย่าทำอย่างนี้เลย ต่อไปนี้นางจะไม่สร้างปัญหาให้เย่อวี๋หรานอีกแล้ว
นางไม่ขออะไรมาก เพียงหวังว่าในยามที่เย่อวี๋หรานได้กินเนื้อ ก็จะแบ่งน้ำแกงมาให้นางบ้าง