ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 598 ข้ายืนยันว่าต้องแยกเรือน
บทที่ 598 ข้ายืนยันว่าต้องแยกเรือน
ผู้อาวุโสเสี่ยวหลี่กลัวเฉียนเสี่ยวซินและภรรยาจะทำเรื่องโง่ ๆ จึงเกลี้ยกล่อมไปหลายคำ
เขาไม่พูดอะไรก็ยังดี ยิ่งพูดภรรยาของเฉียนเสี่ยวซินก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม “ผู้อาวุโสหลี่ ข้าอับจนปัญญานี่เจ้าคะ ครอบครัวนี้จะแยกเรือนไม่ได้เด็ดขาดเลยนะ ฮือ ๆๆ…พ่อกับพี่ชายของสามีข้าเป็นคนอย่างไรท่านก็รู้ดีนี่เจ้าคะ ถ้าพวกเขากลับมาแล้วไม่มีท่านแม่ช่วยต้านทัพ ครอบครัวพวกข้าจะทำอย่างไรเล่า?”
ผู้อาวุโสเสี่ยวหลี่ไม่ได้พูดอะไร เรื่องนี้จัดการไม่ง่ายจริง ๆ
แม้เหล่าเฉียนและเฉียนซินจะทำความผิด แต่ก็ไม่ได้ทำให้ใครเสียชีวิต ทั้งยังไม่ใช่คนบงการเรื่องทั้งหมด ใต้เท้านายอำเภอจึงตัดสินให้จำคุกไม่กี่ปี หลังจากนั้นก็ออกมาได้แล้ว
ด้วยนิสัยของเฉียนเสี่ยวซินสองสามีภรรยาจะใช่คู่มือของสองคนนั้นเสียที่ไหน พอกลับมาแล้วคงไม่มีเรื่องดี ๆ แน่นอน
กล่าวจากใจจริง เขาไม่อยากให้สองคนนั้นกลับมาใจจะขาด น่าเสียดาย…
ยึกยักชักช้ามาตลอดทาง เมื่อพวกเขาไปถึง เจ้าหน้าที่ ผู้อาวุโสสกุลเฉียน ผู้อาวุโสเสี่ยวหลิวและภรรยาของเฉียนซินก็มารออยู่ก่อนแล้ว
ม้านั่งในเรือนสกุลเฉียนมีไม่พอ เพื่อนบ้านที่มาชมความครึกครื้นจึงยกม้านั่งจากเรือนตนเองมาให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสทั้งหลายนั่งอย่างมีน้ำใจ
“เอาล่ะ คนมาครบแล้ว ข้าจะเข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน…” เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างกระชับตรงไปตรงมา “ข้ามาคราวนี้ พูดง่าย ๆ ก็คือมาเพื่อแยกเรือน ข้าคิดไว้เช่นนี้…”
นางบอกกล่าวความคิดของตัวเองออกมา
คนทั้งหลายอึ้งตะลึง “…”
เดี๋ยวก่อน แยกเรือนทำกันแบบนี้ได้ด้วย?!
พวกเขาหันไปซุบซิบกันอย่างอดใจไม่ไหว
“ทำเช่นนี้จะไม่มีปัญหาจริงรึ?”
“ไม่น่ากระมัง จูเอ้อร์เม่ยถูกเหล่าเฉียนปลดไปแล้ว มีหนังสือหย่าอีกต่างหาก ไม่อยากอยู่กับเหล่าเฉียนก็เป็นเรื่องธรรมดา”
“แต่นางจะเอาลูกชายไปด้วยหนึ่งคนนะ”
“แล้วอย่างไร? นางไม่ได้จะไปจากเรือนสกุลเฉียน แค่อยากมีลูกชายไว้เลี้ยงดูตัวเองตอนแก่เฒ่าสักคนเท่านั้นเอง ลูกชายคนนี้ก็ยังเป็นคนสกุลเฉียนอยู่นี่นา?”
“พูดแบบนี้ก็ไม่มีปัญหา แต่จูเอ้อร์เม่ยเป็นผู้หญิงที่ถูกหย่า เรื่องนี้…”
ถ้าลือกันออกไป คนอื่นจะไม่หัวเราะเยาะหมู่บ้านเฉียนเฉวียนของพวกเขาหรือ? มีสตรีคนไหนถูกสามีปลดไปแล้วยังสามารถเอาลูกชายไปจากบ้านสามี และแยกเรือนออกไปใช้ชีวิตตามลำพังได้บ้าง?
ถ้ามีกรณีตัวอย่างแล้ว ต่อไป…
ตอนที่มาถึง เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสรู้อยู่แล้วว่าจะมีการแยกเรือน แต่พวกเขาหัวเด็ดตีนขาดก็คิดไม่ถึงว่า ‘การแยกเรือน’ ที่เย่อวี๋หรานกล่าวถึงก็คือแบบนี้
ความกังวลที่คนทั้งหลายพูดถึง พวกเขาย่อมจะคำนึงถึงเช่นกัน
ทว่าเย่อวี๋หรานยังคงยืนกรานกล่าวว่า “ถึงน้องสามีของข้าจะเป็นสตรีที่ถูกปลด แต่นางถูกปลดโดยไร้สาเหตุ เรื่องนี้ไม่มีเหตุผลเลยสักนิด ความผิดอยู่ที่เหล่าเฉียน ไม่ใช่น้องสามีของข้า นี่คือประการแรก”
“ประการที่สอง น้องสามีของข้าเป็นย่าคนแล้ว อายุมากแล้ว หลานก็โตขนาดนี้ จะให้นางแต่งใหม่ก็คงจะไม่ได้กระมัง? ต่อให้แต่งงานใหม่ นางก็ไม่อาจให้กำเนิดบุตรได้อีกแล้ว ถ้าแม้แต่ลูกชายในไส้ยังไม่เลี้ยงดูนาง แล้วนางยังจะไปคาดหวังให้ลูกชายคนอื่นมาเลี้ยงดูนางได้อย่างไร?”
“แบบนี้มันน่าขันชัด ๆ!”
……
วาจาเหล่านี้ทำให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสพูดไม่ออก ไม่อาจตอบโต้ได้เลย
เพราะพวกเขาทราบว่าเย่อวี๋หรานพูดถูก จูเอ้อร์เม่ยอายุมากแล้ว ย่อมไม่อาจแต่งงานอีกเป็นครั้งที่สอง ต้องให้ลูกชายแท้ ๆ เป็นผู้เลี้ยงดู
นางกับเหล่าเฉียนถึงจุดแตกหักกันแล้ว ต่อให้ต้องกลับมาอยู่ด้วยกัน สิ่งที่เรียกร้องก็มีเพียงขอให้ลูกชายแท้ ๆ มาเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า
ในเมื่อมีวิธีอื่นที่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการเลี้ยงดูยามชราได้ แล้วไยต้องฝืนกลับมาอยู่ด้วยกัน ทำให้คนทั้งคู่ไม่เป็นสุขด้วย?
“เอาเป็นว่าข้าต้องการทำเช่นนี้ ถ้าพวกท่านไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร ข้าคงได้แต่พาน้องสามีกลับหมู่บ้านสกุลจู” เย่อวี๋หรานสะบัดแขนเสื้อ
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นลอบร้อนใจ: ไม่ได้นะ ถ้าพี่สามีกลับไปก็ยุ่งยากแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่! เรื่องแบบนี้จะพูดออกมาพล่อย ๆ ไม่ได้นะเจ้าคะ!
จูเอ้อร์เม่ย “…”
บอกว่าจะแยกเรือนไม่ใช่หรือ ทำไมจะถอยทัพกลับแล้วเล่า?
เจ้าหน้าที่และบรรดาผู้อาวุโสคิดว่าเรื่องนี้คงไม่ง่ายดายเช่นนั้น หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เหมือนคนที่จะยอมเสียเปรียบคนอื่นง่าย ๆ เสียที่ไหนกัน
ไม่ผิดไปจากที่คิด เย่อวี๋หรานกล่าวต่อไปว่า “แต่ถ้าต่อไปไม่มีใครกล้าให้ลูกสาวแต่งเข้าหมู่บ้านเฉียนเฉวียนก็อย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน ทำอย่างไรได้ น้องสามีข้าแต่งเข้ามาตั้งหลายปี รับใช้พ่อแม่สามีเสร็จก็มาปรนนิบัติสามี ก้มหน้าทำงานงก ๆ อยู่หลายปี คลอดลูกชายให้สกุลเฉียนสองคน ทุ่มเทแรงกายไปไม่น้อย แต่กลับถูกปลดโดยไร้เหตุผลเนี่ยนะ?”
“คลอดลูกชายออกมาแล้ว น่าเสียดายที่ต้องมาเลี้ยงลูกเพื่อคนอื่น ผู้หญิงทุกคนเมื่อออกเรือนแล้วก็ต้องคล้อยตามสามีไม่ใช่หรือ?”
“แต่จะคล้อยตามอย่างไรก็ไม่อาจแต่งให้คนเนรคุณ ทุ่มเทไปมากมายแต่ไม่ได้อะไรคืนมาสักอย่าง?”
……
คนทั้งหลายถึงกับใบ้กิน “…”
สมแล้วที่เป็นหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ คำพูดนี้จะเฉียบแหลมเกินไปแล้ว!
แบบนี้ก็เท่ากับกำลังบอกว่า ใครให้ลูกสาวออกเรือนมาที่หมู่บ้านเฉียนเฉวียนก็คือมาเพื่อเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้อื่น คลอดลูกให้ครอบครัวผู้อื่น พอใช้งานเสร็จก็โยนทิ้งน่ะสิ
ถ้าเป็นแบบนี้ ใครจะกล้าออกเรือนมาที่นี่?!
ใครบางคนพลันร้อนใจ รีบเอ่ยกับผู้อาวุโสของตนเองว่า “ผู้อาวุโส แบบนี้ไม่ได้นะ ลูกชายข้าใกล้จะจัดงานมงคลแล้ว แต่เพราะเรื่องของเหล่าเฉียน ฝ่ายหญิงจึงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้จัดเสียที ถ้าเรื่องนี้ลือออกไปอีก งานมงคลนี้คงต้องล้มเลิกกลางคันแล้ว”
“ใช่แล้ว ผู้อาวุโส เรื่องแบบนี้ไม่อาจปล่อยให้ลือออกไปเด็ดขาด ในหมู่บ้านมีเด็กหนุ่มหลายคนเลยนะ” คนอื่น ๆ ก็ช่วยพูดเช่นกัน
คนเราก็เป็นเช่นนี้ ขอเพียงเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเองก็จะขยับตัวทันที
หากไม่เกี่ยวกับตัวเองก็จะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา
ก่อนหน้านี้ที่คนมากมายมามุงที่นี่ก็เพื่อชมเรื่องสนุกของครอบครัวเหล่าเฉียน ตอนนี้กลับประเสริฐนัก ไฟลามมาถึงตนเองแล้ว พวกเขาจะยังนั่งเฉยอยู่ได้อย่างไร?
ผู้ที่นั่งอยู่ตรงนี้ไม่มีใครกล้าดูถูกหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ นางกล้าพูดเช่นนี้ออกมาย่อมแสดงให้เห็นว่ากล้าทำเรื่องนี้
ด้วยชื่อเสียงของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ในหมู่บ้านละแวกนี้ คิดจะ ‘ตัด’ งานมงคลของหมู่บ้านเฉียนเฉวียนก็ง่ายดายประดุจคว่ำฝ่ามือ
ถึงเวลานี้ ต่อให้ผู้อาวุโสสกุลเฉียนคิดจะพูดจาแทนเหล่าเฉียนและเฉียนซินสองพ่อลูกก็ยากเสียแล้ว
เขาแย้งว่า “เรื่องนี้คงไม่ดีกระมัง? เหล่าเฉียนกับลูกชายอยู่ในคุก ถ้าแยกเรือนทั้งอย่างนี้ พวกเขาก็คง…ก็คงไม่มีโอกาสพลิกฟื้นได้แล้วน่ะสิ”
เย่อวี๋หรานตีหน้าเย็นชา “เฮอะ! พลิกฟื้น? ผู้อาวุโสเฉียน ท่านกำลังคิดอะไรอยู่? ลำพังเรื่องที่พวกเขาไม่สนใจชีวิตคนอื่น ต้องการให้จูเอ้อร์เม่ยตายอยู่ในเรือนสกุลจูของพวกข้า ทำลายครอบครัวพวกข้า เขายังหวังให้สกุลจูอภัยให้ จะให้โอกาสเขาพลิกฟื้นอีก?”
บรรยากาศพลันเย็นเยือก คนทั้งหลายใจสั่นสะท้าน
คนสกุลเฉียนได้สติคืนมา: จริงด้วย ทำไมพวกเขาชอบลืมสาเหตุที่เหล่าเฉียนกับลูกชายเข้าคุกไปอยู่เรื่อยเลยนะ?
ความแค้นลึกล้ำเช่นนี้ คนสกุลจูจะอภัยให้สองคนนั้นก็แปลกแล้ว
มิน่าเล่าจึงมาแยกเรือนเอาเวลานี้ คงใคร่ครวญมาแต่แรกแล้วกระมัง
พวกเขาลอบมองสีหน้าของเย่อวี๋หราน แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา กลัวว่านางจะพาลโกรธตนเองไปด้วย
แม้เป็นคนสกุลเฉียนเหมือนกัน แต่พวกเขาต่างจากเฉียนเสี่ยวซิน อย่างน้อยเฉียนเสี่ยวซินยังมีเลือดของจูเอ้อร์เม่ยไหลเวียนอยู่ในกาย นับว่าเป็นคนสกุลจูครึ่งหนึ่ง ขณะที่พวกเขา…
“จูต้าเหนียง ท่านกล่าวถูกต้อง พวกเขาไม่สนใจชีวิตคน กระทั่งเมียและแม่ของตัวเองก็ยังกล้าทำร้าย แทบไม่หลงเหลือความเป็นคนแล้ว คนแบบนี้สมควรขับไล่ออกจากหมู่บ้านเฉียนเฉวียน เป็นการขจัดภัยร้ายเพื่อคนหมู่มาก” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวขึ้นเพื่อประจบเย่อวี๋หราน
เย่อวี๋หรานกวาดสายตามองมา แต่จำไม่ได้ว่าเป็นผู้อาวุโสสกุลใด
คาดว่าคงไม่ใช่สกุลใหญ่ของหมู่บ้านเฉียนเฉวียน ไม่อย่างนั้นนางคงจำได้แล้ว
นางกล่าวว่า “จะขับออกจากวงศ์ตระกูลหรือไม่ ไล่ออกจากหมู่บ้านหรือเปล่า นี่เป็นเรื่องของหมู่บ้านเฉียนเฉวียนของพวกท่าน ไม่เกี่ยวกับคนนอกอย่างข้า ข้าสนใจเพียงเรื่องของน้องสามีข้าเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะมีคนไร้ยางอายต้องการตบหน้าสกุลจูของพวกข้า ข้าก็คร้านจะมาที่นี่แล้ว ข้ายังยืนยันเหมือนเดิมว่าถึงอย่างไรก็ต้องแยกเรือน”
“แต่ตั้งแต่โบราณมา ไม่มีเรื่องอย่างการปลดภรรยาแล้วมาแยกเรือนทีหลังนะ…” คนผู้นั้นกล่าวอย่างหนักใจ